รถยนต์คันหรูของภาคินจอดลงหน้าคฤหาสน์ทรงยุโรปหลังใหญ่ของเสี่ยสุชาติทนายหนุ่มในชุดสูทสากลเรียบกริบก้าวลงจากรถด้วยท่วงท่าสง่างามนัยน์ตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นฉายแววนิ่งสงบ ไร้ซึ่งความหวั่นเกรงแม้จะรู้ดีว่ากำลังก้าวเข้าไปในถ้ำเสือ
ภายในห้องรับรองตกแต่งหรูหราเสี่ยสุชาตินั่งเอนกายบนโซฟาหนังแท้ รูปร่างอ้วนฉุยิ้มเยาะอย่างถือดีใบหน้ากลมใหญ่พยักหน้าให้ทนายความประจำตัวที่นั่งเคียงข้างด้วยท่าทางเหนือกว่า
"มาถึงนี่...คงจะมาคุกเข่าอ้อนวอนขอที่ดินคืนล่ะสิ ทนายภาคิน?"
เสี่ยสุชาติหัวเราะหึๆในคอ พลางพ่นควันซิการ์ลงบนโต๊ะ
"ย้ายออกไปให้หมดภายในเย็นนี้!สัญญาเช่าฉบับจริงมันไหม้เป็นเถ้าถ่านไปแล้ว พวกแกหมดสิทธิ์!"
ภาคินแย้มรอยยิ้มเรียบเฉยอย่างไม่สะทกสะท้าน ดวงตากลับเย็นเชียบ เขานั่งลงฝั่งตรงข้ามแบบใจเย็นค่อยๆ วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะกระจก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลัง
"เสี่ยกำลังเข้าใจอะไรผิดไปบางอย่างนะครับ..." ภาคินเว้นจังหวะสายตากวาดมองเสี่ยสุชาติและทนายฝ่ายตรงข้ามอย่างจับสังเกต
"จริงอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 ที่ระบุว่าเมื่อทรัพย์ซึ่งให้เช่าสูญหายไปทั้งหมด สัญญาเช่าย่อมระงับลงทันที...ไฟไหม้อาคารหลักไปแล้ว สัญญาจึงถือว่าสิ้นสุดลงในทางข้อกฎหมาย"
ทนายความของเสี่ยสุชาติยิ้มกริ่มร้องเหอในลำคอ
"รู้กฎหมายดีนี่!ในเมื่อสัญญาลงเอยแบบนี้ เจ้าของที่ดินก็มีสิทธิ์รับมอบพื้นที่คืนทันทีย้ายสัตว์เน่าๆ ของแกออกไปซะ!"
"แต่..."ภาคินแทรกขึ้นด้วยเสียงหนักแน่นจนทนายฝ่ายนั้นชะงัก
"กฎหมายไม่ได้มอบอำนาจให้เจ้าของที่ดินใช้อิทธิพลพละการเข้าขับไล่ขนย้าย หรือตัดน้ำตัดไฟทันทีตามใจชอบครับ! ซากสิ่งปลูกสร้าง ข้าวของและสัตว์ในความดูแลของมูลนิธิยังถือเป็นทรัพย์สินที่ต้องใช้เวลาเก็บกู้และขนย้ายในทางปฏิบัติและมนุษยธรรม เรามีสิทธิ์ขอเวลามาตรฐานในการขนย้ายอย่างน้อย 15 ถึง 30วัน"
เสี่ยสุชาติตบโต๊ะดัง ปัง!หน้าดำหน้าแดง
"กูไม่ให้!ยี่สิบสี่ชั่วโมงก็มากเกินพอแล้ว!"
ภาคินประสานมือไว้บนโต๊ะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย รังสีความดันกระจายไปทั่วห้อง
"ถ้าเสี่ยไม่ยินยอมผ่อนผัน...เราก็มาคุยตัวเลือกต่อไปครับ" ภาคินเอ่ยด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น
"มูลนิธิพร้อมจะเปิดการเจรจาขอผ่อนผันเพื่อมนุษยธรรมยืดเวลาออกไป30 ถึง 60 วัน แต่ถ้าเสี่ยปฏิเสธข้อเสนอนี้อีก... ผมในฐานะตัวแทนทนายความของมูลนิธิจะใช้สิทธิ์ ปฏิเสธการย้ายออก เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องในชั้นศาลครับ"
"แกกล้าฟ้องศาลเหรอ?!" เสี่ยสุชาติตะคอกเสียงดัง
"ทำไมจะไม่กล้าล่ะครับ?" ภาคินตอบอย่างไม่อินังขังขอบ
"หากเรื่องเข้าสู่กระบวนการชั้นศาลสิทธิครอบครองจะยังคงอยู่จนกว่าศาลจะมีคำบังคับ คดีแพ่งลักษณะนี้ต้องใช้เวลาไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐาน และสืบพยาน อย่างน้อยที่สุด... 3 เดือน ถึง 1 ปีเต็มซึ่งในระหว่างนั้นมูลนิธิมีสิทธิ์อยู่อาศัยบนพื้นที่นี้ได้อย่างถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมายทุกประการ"
ภาคินเว้นจังหวะมองหน้าเสี่ยสุชาติที่เริ่มหน้าซีดสลับแดงด้วยความโมโห ก่อนจะรุกฆาตด้วยไพ่ใบสุดท้าย
"และที่สำคัญ...ในระหว่างฟ้องร้องขับไล่ ผมจะยื่นคำร้องต่อศาลขอตรวจสอบพยานหลักฐานเรื่องสาเหตุการณ์การเกิดเพลิงไหม้อย่างละเอียด รวมถึงขอหมายศาลเรียกตรวจสอบเส้นทางการเงินและกล้องวงจรปิดรอบพื้นที่ด้วยไม่แน่อาจจะมีคดีอาญาเรื่อง 'ลอบวางเพลิง' และ 'สมคบคิด' เพิ่มขึ้นมาอีกคดี...เสี่ยสุชาติคิดว่า นายทุนที่กำลังจะซื้อที่ดินผืนนี้จากเสี่ยเขาจะยอมรอศาลฟ้องร้องกันเป็นปีๆ โดยที่ที่ดินติดภาระผูกพันและมีคดีอาญาไฟไหม้ทับซ้อนอยู่แบบนี้หรือเปล่าครับ?"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันทีทนายความของเสี่ยสุชาติกระซิบเตือนเสี่ยสุชาติด้วยสีหน้าเครียดขึงชัดเจนว่าหากเรื่องถึงศาลแผนการขายที่ดินให้นายทุนรับเงินก้อนโตของเสี่ยสุชาติเป็นอันต้องพังทลายและล่าช้าออกไปนับปีแน่นอน!
เสี่ยสุชาติขบฟันแน่นจนสันขากรรไกรนูนโปนมือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดขึงร่างอ้วนฉุสั่นสะท้านด้วยความแค้นและหัวเสียอย่างถึงที่สุดเขาจ้องหน้าภาคินราวกับจะกินเลือดกินเนื้อแต่กลับทำอะไรไม่ได้แม้แต่น้อยเพราะถูกต้อนจนมุมด้วยข้อกฎหมายที่อีกฝ่ายถือเหนือกว่า
"เออ!"เสี่ยสุชาติคำรามลั่น ตะคอกใส่อย่างไร้ทางเลือก
"กูให้เวลาพวกแก30 วัน! ขนย้ายสัตว์เน่าๆ ของพวกแกออกไปให้หมด! ถ้าครบสามสิบวันแล้วยังเห็นหน้าพวกแกอยู่ตรงนั้นกูไม่เก็บไว้แน่!"
ภาคินยิ้มรับอย่างสุขุมค่อยๆ เก็บแฟ้มเอกสารแล้วลุกขึ้นยืน น้อมตัวลงเล็กน้อยอย่างมีมารยาท
"ขอบคุณในความอนุเคราะห์ครับเสี่ย30 วัน... เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นใหม่ของพวกเราแน่นอน"
ทนายหนุ่มหมุนตัวเดินออกจากคฤหาสน์ด้วยท่วงท่าผู้ชนะปล่อยให้เสี่ยสุชาตินั่งกอดอก สบถคำหยาบคายและขว้างปาแก้วชาลงบนพื้นด้วยความเจ็บใจ
++++++++++
ท่ามกลางมรสุมความเครียดหลังจากเจรจายืดเวลาได้สามสิบวันพิมพ์นลินไม่เคยปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์หญิงสาวนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นหญ้า พลางประคองอุ้งเท้าหน้าของ เจ้าดุ๊กดิ๊กสุนัขพันธุ์ทางจอมซนขึ้นมาตรวจดูด้วยความสงสัย
"พี่คินหมอกร ดูนี่สิคะ" นลินเรียกรวมพลด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
อุ้งเท้าของเจ้าดุ๊กดิ๊กมีรอยไหม้เกรียมเป็นแผลพุพองและเมื่อนลินใช้นิ้วค่อยๆ คีบเศษวัตถุบางอย่างออกมาจากซอกฟันของมันทุกคนก็ต้องเพ่งมองด้วยความตะลึง มันคือ เศษผ้ายีนส์ ที่มีรอยไหม้ไฟและยังมีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่!
"ดุ๊กดิ๊กมันไม่ได้แค่วิ่งหนีไฟ..."นลินสบตากับภาคิน นัยน์ตาสุกใสฉายแววฉลาดเฉลียว
"แต่มันกัดคนร้ายตอนที่กำลังจุดไฟ!และเศษผ้ายีนส์ลายทรงตารางแปลกๆ แบบนี้นลินเคยเห็นสมุนคนสนิทของเสี่ยสุชาติมันใส่เดินกร่างแถวตลาด!"