องค์หญิงชิงเฉิงยิ้มอย่างไม่มีทางเลือกและเอ่ยปากท่องบทกวีบทสุดท้ายออกมาทุกคนไม่ว่าจะฟังเข้าใจหรือไม่ก็รีบชมเชยเล็กน้อยแล้วส่งลูกบอลดอกไม้ต่อไปแต่ในโลกนี้ก็มีเรื่องแปลกประหลาดเช่นนี้
ลูกบอลดอกไม้ถูกส่งวนไปอีกครั้งและก็กลับมาอยู่ในมือขององค์หญิงชิงเฉิงอย่างพอดิบพอดีอีกครั้ง
ครั้งนี้บรรดาสตรีไม่สามารถอดทนไว้ได้อีกต่อไปต่างก็พูดคุยกันอย่างฮือฮา
“ไอ๊หยา ลูกบอลดอกไม้นี่กลายเป็นภูตผีไปแล้วหรือเปล่า? ทำไมมันเหมือนมีตาคอยจับจ้องอยู่ตอนแรกเหมือนจะตกลงในอ้อมแขนของแม่นางติงโดยเฉพาะ แต่ตอนนี้กลับมุ่งไปที่องค์หญิง...”
“นั่นน่ะสิสาวใช้คนนั้นก็ปิดตาอยู่ทั้งยังหันหลังให้พวกเราอีกด้วย ไม่น่าจะแอบทำอะไรได้เลยนี่นา?”
องค์หญิงชิงเฉิงไม่สามารถรักษาหน้าตาเย็นชาและสูงส่งของนางไว้ได้อีกต่อไปในมือของนางถือดอกไม้แล้วแทบจะอยากปาไปที่อีกฝ่ายแรงๆทำลายใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของติงเหว่ยไปเสีย
เหมือนกับที่ติงเหว่ยเคยสงสัยว่านางทำอะไรบางอย่างตอนนี้องค์หญิงก็มีความรู้สึกว่าติงเหว่ยคือผู้ต้องสงสัยหลัก
แม้ว่านางไม่สามารถเดาได้ว่าติงเหว่ยใช้เวทมนตร์อะไรแต่นางก็เชื่อมั่นอย่างนั้น…
“ครานี้จะทำยังไงดี? ข้าบอกแล้วว่าข้าเตรียมบทกวีไว้แค่สามบทเท่านั้นตอนนี้คงจะต้องขายหน้าเสียแล้ว” องค์หญิงชิงเฉิงขมวดคิ้วใบหน้าที่งดงามเต็มไปด้วยความผิดหวังแต่กลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเมื่อก่อนสองส่วน ทำให้บรรดาสตรีทั้งหลายรู้สึกเห็นใจ
บางคนจึงพูดขึ้นว่า“ครั้งนี้ปล่อยผ่านไปเถอะ หรือให้พี่สาวท่านใดช่วยแต่งบทกวีให้”
พระชายาสกุลซือหม่าผู้ไร้สมองก็รีบพูดเสริมว่า“ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้แม่นางติงก็ได้รับความช่วยเหลือจากแม่นมอาวุโสและสาวใช้ เหตุใดพอถึงตาองค์หญิงถึงจะต้องให้องค์หญิงแต่งบทกวีเองล่ะ?”
เดิมทีมีสองคนที่คิดจะช่วยแต่เมื่อได้ยินประโยคนี้ก็ล้มเลิกความคิดนั้นทันที หากว่าออกหน้าในตอนนี้จะเป็นการช่วยองค์หญิงแข่งขันกับแม่นางติง การเลือกข้างในตอนที่ผลยังไม่แน่ชัดเช่นนี้การหลีกเลี่ยงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
ไม่เกรงกลัวคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกลัวก็แต่จะมีพวกพ้องที่ไร้ความสามารถและโง่เขลา
พระชายาไร้สมองผู้นี้เห็นได้ชัดว่าเป็นพวกพ้องที่ไร้สมองขององค์หญิงชิงเฉิงแม่นมอาวุโสก็โกรธจนอยากจะไปปิดปากนางองค์หญิงชิงเฉิงเองก็โมโหจนขยุ้มผ้าเช็ดหน้าในมือ แต่ใบหน้าของนางยังคงมีท่าทีสง่างามและหันไปมองทางติงเหว่ย
“เมื่อครู่ไม่ได้ยินแม่นางท่องบทกวีเช่นนั้นบทกวีที่เตรียมมาจากที่จวนดูเหมือนจะน่าเสียดายเกินไปมิสู้แม่นางท่องบทกวีออกมา ถือเป็นการยืมของข้าก็ได้ เห็นว่าเป็นเช่นไร?”
ติงเหว่ยที่กำลังดูเหตุการณ์อย่างสนุกสนานดูเหมือนจะไม่คาดคิดว่าจู่ๆ สถานการณ์จะพลิกผันเช่นนี้นางจึงมีความตกใจอยู่บ้างและเริ่มเอ่ยปากบ่ายเบี่ยงว่า “องค์หญิงเองก็รู้ว่าข้ามาจากครอบครัวชาวนา ไหนเลยจะรู้เรื่องบทกวีอะไรได้?”
“แม่นางติงอย่าได้ถ่อมตัวไปเลย หากท่านไม่เข้าใจบทวี ไม่มีความรู้อยู่บ้างแล้วท่านแม่ทัพใหญ่จะไว้ใจให้ท่านอบรมสั่งสอนบุตรชายคนโตได้ยังไง?”
แม่นมอาวุโสที่อยู่ข้างหลังองค์หญิงเริ่มอึดอัดอยู่นานพอสบโอกาสก็รีบเอ่ยปากพูดเสริมเพื่อรักษาผลการต่อสู้ให้กับเจ้านายของตน
“แต่ข้าเคยศึกษาแค่อักษรไม่กี่ตัวเองจริงๆไม่รู้เรื่องกวีเลย!” ติงเหว่ยดูเหมือนจะเริ่มจนตรอก นางส่ายมือปฏิเสธอย่างแรงขณะที่แม่นมกู่เตรียมจะพูดต่อ คิดไม่ถึงว่าจะถูกอวิ๋นอิ่งดึงแขนเอาไว้นางมองด้วยความสงสัยแต่เมื่อเห็นสาวใช้ส่งสายตาให้
แม่นมกู่ก็ถึงกับนิ่งไปชั่วขณะเมื่อหันไปมองนายหญิงถึงได้ค้นพบว่า แม้นางทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ด้วยความกังวลแต่มือซ้ายของนางกลับเล่นเกมซ่อนนิ้วกับคุณชายน้อยอยู่ใต้โต๊ะ หากนางยังไม่เข้าใจว่านายหญิงกำลังแกล้งองค์หญิงอยู่ก็คงเป็นการกินเกลืออย่างสูญเปล่า [1] ไปมากกว่าหลายสิบปีแล้วจริงๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็หยุดพูด แต่ยังคงแสดงสีหน้าเป็นกังวลอย่างหนักพยายามช่วยเจ้านายแสดงละครฉากนี้อย่างสุดความสามารถ
ในขณะเดียวกันพระชายาสกุลซือหม่าผู้ไร้สมองก็เริ่มออกโรงพูดถ้อยคำถากถางออกมาประโยคแล้วประโยคเล่า
“ไอ๊หยา แม่นางหนูติงคงจะถ่อมตัวเกินไปแล้วหรือไม่เห็นองค์หญิงของเราอยู่ในสายตา วันนี้จัดงานชุมนุมบทกวีแต่แม่นางติงกลับไม่เตรียมกวีมาเลยสักบท? นี่มันไม่ให้เกียรติกันเลยใช่หรือไม่แม้กระทั่งฟางฮูหยินก็ยังไม่อยู่ในสายตาด้วย!”
แม่นมอาวุโสก็พูดเสริมขึ้นมาเป็นระยะๆ“คงไม่ใช่หรอก ได้ยินมาว่าแม่นางติงเป็นคนที่รู้จักกาลเทศะมากที่สุด ดูสิเรื่องอาหารการกินในจวนอู่โฮ่วล้วนเป็นฝีมือของนางทั้งนั้น”
ทั้งสองคนนั้นพูดประสานกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยร่วมมือกันได้เป็นอย่างดีทำให้ติงเหว่ยเหมือนโดนบีบให้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากแต่งบทกวีไม่เช่นนั้นนางจะถูกกล่าวหาว่าเป็นแขกที่ไร้มารยาทและไม่ให้เกียรติเจ้าบ้าน
หลานซวงที่เป็นคนพาติงเหว่ยเข้ามาก่อนหน้านี้ก็อดไม่ได้ที่จะกระซิบถามฟางฮูหยินอย่างกังวล “นายหญิงถ้าแม่นางติงถูกทำให้เกิดความอับอายในจวนของเรา แล้วท่านแม่ทัพใหญ่จะว่ายังไง...”
ฟางฮูหยินเพียงส่ายศีรษะบอกให้นางไม่ต้องพูดอะไรแล้วเอนตัวนอนต่อบนเตียงนุ่มๆผู้คนที่เดิมทีหวังให้ฟางฮูหยินช่วยคลี่คลายสถานการณ์เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นก็พากันก้มหน้าเพราะอย่างไรเสียหากมีฟางฮูหยินคอยรับหน้าอยู่ต่อให้ท่านแม่ทัพใหญ่จะโกรธก็จะโทษพวกเขาไม่ได้
ติงเหว่ยมองเห็นสีหน้าของทุกคนแล้วก็มองนายบ่าวที่แอบแสดงความยินดีอยู่ข้างหน้า และยังพากันหาเรื่องไม่หยุดนางแทบอยากจะชี้หน้าด่าพระชายาสกุลซือหม่าผู้ไร้สมองที่เอ่ยว่านางไม่คู่ควรกับท่านแม่ทัพใหญ่เสียด้วยซ้ำในที่สุดนางก็ปล่อยมือของลูกชายและเลิกคิ้วถามว่า “องค์หญิงยอมรับแล้วหรือว่าฝีมือกวีของตนสู้หญิงชาวบ้านจากครอบครัวชาวนาอย่างข้าไม่ได้ถึงจะต้องให้ข้าช่วยแต่งบทกวีให้แทน?”
องค์หญิงชิงเฉิงไม่รู้เพราะเหตุใดถึงได้รู้สึกถึงลางร้ายแต่ตอนนี้ก็ไม่สามารถกลับคำได้แล้ว นางจึงทำได้เพียงพยักหน้าน้อยๆ“คงต้องรบกวนให้แม่นางติงช่วยแล้ว”
พระชายาสกุลซือหม่าผู้ไร้สมองก็รีบพูดเสริมต่อไปด้วยถ้อยคำถากถาง“องค์หญิงของเรานั้นเป็นที่รู้จักในแผ่นดินซีเฮ่าว่าเป็นกวีหญิงผู้เก่งกาจแต่ถึงกับบอกว่าสู้แม่นางติงไม่ได้งั้นหรือ? แม่นางติงคงจะต้องเก่งกาจมากเป็นแน่เช่นนั้นก็รีบแต่งบทกวีให้พวกเราฟังสักหน่อยเถอะ เราจะได้ชื่นชมว่าบทกวีของกวีหญิงที่เก่งกาจกว่าองค์หญิงจะงดงามและไพเราะถึงเพียงไหน!”
“ตกลงข้าก็พอจะมีอยู่บทหนึ่งจริงๆ ขอให้องค์หญิงและพระชายาลองฟังกันดู”
ติงเหว่ยยิ้มเล็กน้อยและเริ่มท่องว่า “ชุนเหมียน [2] ได้ไปถึงเช้าทุกแห่งเราได้ยินปักษา ค่ำคืนเสียงลมฝนพัดมา ดอกไม้ร่วงไม่รู้ว่าเท่าใด”
ชุนเหมียนปักษา ลมฝน ดอกไม้ร่วง?
ยอดบทกวี!ช่างเป็นบทกวีที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!
คราวนี้แม้แต่สตรีที่ไม่เข้าใจเรื่องกวีก็ยังรู้ได้ว่าบทกวีนี้ไม่ธรรมดายิ่งไม่ต้องพูดถึงฟางฮูหยินและบรรดาฮูหยินที่ชื่นชอบบทกวีพวกนางล้วนตื่นเต้นจนลุกขึ้นนั่งตัวตรงทันที
ขณะเดียวกันสีหน้าขององค์หญิงก็ค่อยๆซีดลงทีละน้อย แต่พวกพ้องของนางยังคงพูดจาโง่เขลาไม่หยุด “แม่นางติงช่างเป็นคนบ้านนอกจริงๆบทกวีนี่มันตรงไปตรงมาเกินไป เต็มไปด้วยดอกไม้และนก ฟังแล้วดูวุ่นวายจริงๆ”
ติงเหว่ยทำตาใสซื่อราวกับว่าไม่เข้าใจจริงๆแล้วถามด้วยความสงสัยว่า “พระชายาคิดว่าบทกวีบทนี้ไม่ดีอย่างนั้นหรือ? งั้นข้าขอแต่งอีกบทได้หรือไม่?”
พระชายาไร้สมองได้ยินก็ยิ่งได้ใจนางโบกมืออย่างไม่ใยดีและตอบอย่างดูถูกว่า “งั้นก็แต่งอีกบทเสียสิ คราวนี้อย่าเอาดอกไม้กับนกมาอีกนะการแต่งกวีไม่ง่ายเหมือนการทำอาหาร เจ้าคิดว่าจะเอาทุกอย่างโยนใส่ลงไปในหม้อแล้วก็เสร็จงั้นหรือ?”
ติงเหว่ยเองก็ไม่โกรธนางยิ้มอย่างใจเย็นแล้วเอ่ยปากท่องอีกบทว่า “ชนหนึ่งเงียบสงัดหมื่นลี้กรายกลางภูไศลรัตติกาลทางเปลี่ยวเหงา เดือนเชิดปรากฏเตือนปักษาเซา ณธารชลเสียงเวหงส์มิรู้ยิน”
เมื่อท่องจบนางก็มองไปที่องค์หญิงและคนอื่นๆด้วยใบหน้าไร้เดียงสา และถามด้วยน้ำเสียงเขินอายว่า “บทนี้ก็ยังใช้ไม่ได้งั้นหรือ? หรือการแต่งกวีกับการทำอาหารจะไม่เหมือนกันจริงๆมันไม่ใช่แค่เอาตัวอักษรมาวางรวมกันก็พอหรือ?”
พระชายาสกุลซือหม่าคนนั้นไม่ได้ฟังว่าติงเหว่ยท่องอะไรไปเอาแต่เยาะเย้ยว่า “แน่นอนสิเจ้าที่เป็นแค่แม่ครัวคนหนึ่งก็ยังเป็นแม่ครัวอยู่วันยังค่ำ หากการแต่งกวีง่ายดายนักเช่นนั้นมิใช่ว่าแม่ครัวทุกคนในแผ่นดินนี้คงเป็นนักกวีชื่อดังไปหมดแล้วหรือ?”
“อ้อ เช่นนั้นข้าจะแต่งอีกบทที่มีดอกซิ่งด้วยดีหรือไม่?”
ติงเหว่ยใช้มือหนึ่งเท้าคางนางยิ้มละไมแล้วก็ท่องกลอนอีกบท
“คงเกรงว่าเกี๊ยะไม้เหยียบตะไคร่ทับเป็นรอย เนิ่นนานค่อยแล้วคอย จึงมิเปิดประตูฟืน เต็มสวนอายวสันต์สุดปิดกั้นด้วยแข็งขืน หนึ่งกิ่งซิ่งแดงยื่น เผยโฉมออกกำแพงมา”
ไม่ทันมีใครได้ตอบสนองนางกลับรู้สึกว่ายังไม่ดี จึงเอ่ยขึ้นอีก “ไอ๊หยา ประโยคสุดท้ายมีคำว่าดอกซิ่งพระชายาคงจะหาว่าข้าคัดลอกบทกวีของฟางฮูหยินอีกแล้วใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นข้าจะเปลี่ยนเป็นบทกวีของดอกท้อแทนก็ได้ วันนี้เมื่อปีกลายได้พบนางโฉมยงสวยสะคราญดั่งท้อบาน วันนี้นวลลออสู่แห่งหนใดดอกท้อเดียวดายสะพรั่งรับลมวสันต์”
หนึ่งบทนั้นอาจเตรียมมาแล้วสองบทนั้นเรียกว่าเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี สามบทคือความบังเอิญ แล้วถ้าสี่บทล่ะ? ต่อให้ไปหาท่านอาจารย์ให้มาช่วยเขียนบทกวีก็ไม่มีทางเขียนกลอนอันล้ำค่าได้มากมายขนาดนี้ในคราวเดียว!
นี่หมายความว่าอะไร? หมายความว่าบทกวีเหล่านี้ล้วนอยู่ในหัวของคนที่กล่าวมันออกมาอยู่แล้ว!
สายลมอุ่นๆของฤดูใบไม้ผลิค่อยๆ พัดเข้ามาผ่านรอยแยกของฉาก ลอดผ่านโต๊ะเล็กๆ ไปเรื่อยๆและในที่สุดก็พัดปลุกแขกที่ยังคงตกตะลึงให้ตื่นขึ้นมา
“นี่...กลอนทั้งหมดนี้แม่นางติงเป็นคนแต่งออกมาหรือ?”
ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนแรกที่เอ่ยถามออกมาแต่ก็ได้กล่าวแทนใจของทุกคน ติงเหว่ยเองเหมือนจะสนุกกับมันมากขึ้นเรื่อยๆยิ่งยิ้มก็ยิ่งเขินอาย นางใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดบังหน้าเล็กน้อยแล้วตอบเสียงเบา “เวลาข้าทำอาหารเบื่อๆข้าก็คิดกลอนเล่นๆ แก้เบื่อไปด้วย หรือว่ามีอะไรผิดพลาดตรงไหนหรือไม่? หรือว่าใช้เป็นดอกท้อก็ไม่ดีอีกถ้าอย่างนั้นข้าจะเปลี่ยนไปท่องกลอนเกี่ยวกับต้นหลิวแทนก็ได้‘ต้นไม้ประดับด้วยใบเขียวสูงสง่า กิ่งก้านสีเขียวหลายพันย้อยลงมา มิรู้ผู้ใดเป็นผู้ตัดแต่งใบละเอียดนี้ลมวสันต์เดือนสองราวกับกรรไกร’ ยามนี้ก็เดือนสองพอดีน่าจะเข้ากับบรรยากาศ”
พูดจบนางก็หันไปหาพระชายาไร้สมองคนนั้น“พระชายาพอใจหรือไม่ กลอนที่แม่ครัวอย่างข้าคิดเล่นๆ ขณะทำกับข้าวพอจะฟังเข้าหูไหมสามารถเทียบเคียงกับความสามารถขององค์หญิงได้หรือยัง?”
ต่อให้พระชายาสกุลซือหม่าคนนั้นจะโง่เง่าขนาดไหนในเวลานี้ก็ปีนออกมาจากท้องหมูได้แล้ว ยามนี้นางก็เข้าใจในที่สุด
“เจ้า เจ้าแกล้งพวกเรางั้นหรือ?”
“โธ่ พระชายาพูดอะไรกัน ข้าไม่กล้าคิดเช่นนั้นเลย ก็เป็นท่านเองที่บังคับให้ข้าแต่งกลอนอยู่เรื่อยๆแล้วบอกว่าความสามารถของข้าคงจะเหนือกว่าองค์หญิงเป็นแน่ข้าก็ไม่อยากให้ท่านผิดหวัง เลยต้องจำใจแต่งกลอนออกมาอีกหลายบทหากว่าท่านยังไม่พอใจ งั้นข้าแต่งให้อีกสองสามบทเป็นเช่นไร?”
“เจ้าเจ้า!”
พระชายาไร้สมองโกรธจนใบหน้าชาด้านนางอยากจะพูดอะไรต่อ แต่ถูกองค์หญิงชิงเฉิงขัดด้วยเสียงที่หนักแน่น
วันนี้คงจะเป็นวันที่โชคร้ายจริงๆเดิมทีตั้งใจจะเหยียบศัตรูหัวใจให้จมดินแต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าตนเองยื่นใบหน้าไปให้คนอื่นตบตบทั้งสองด้านจนเสียงดังก้องไปทั่ว
ต่อหน้าสตรีทั้งหลายที่มาร่วมงานพอกลับไปพวกนางก็จะต้องเล่าเรื่องนี้ให้ครอบครัวฟัง และไม่แน่ว่าไม่พ้นวันพรุ่งนี้ทั้งเมืองหลวงก็จะได้ยินเรื่องนี้กันหมดแล้ว
คำซุบซิบเริ่มต้นด้วยเรื่องที่เตรียมไว้แล้วทั้งนั้นองค์หญิงชิงเฉิงผู้ซึ่งเชื่อมั่นในความสามารถของตนทำให้ตนเองต้องอับอายเพราะหาเรื่องกลั่นแกล้งแม่ครัว หรือไม่ก็ยิ่งหนักไปกว่าเดิมอย่าง “องค์หญิงและแม่ครัวแย่งบุรุษกัน รูปโฉมดั่งเทพธิดากลับกลายเป็นหัวหมู…”
องค์หญิงชิงเฉิงคิดไปคิดมาก็ยิ่งรู้สึกแน่นหน้าอกจนไม่อาจทนได้ท้ายที่สุดก็กระอักเลือดออกมาบนผ้าเช็ดหน้าสีขาวบริสุทธิ์ เลือดสีแดงที่ดูราวกับดอกเหมยเล็กๆนั้น ทำให้ผู้คนทั้งตกใจและรู้สึกเวทนาไปพร้อมกัน
-----------------------------------------
[1] กินเกลืออย่างสูญเปล่า 白吃盐 หมายถึงใช้เปรียบเปรยว่าประสบการณ์และความรู้ที่สั่งสมมาไม่มีประโยชน์
[2] ชุนเหมียน 春眠 หมายถึงการนอนหลับในฤดูใบไม้ผลิ