เขาซานหลิน
ขบวนรถม้าของเจ้าสาวเดินทางผ่านเขาซานหลินภูเขารอยต่อระหว่างเมืองชิงฉางกับต้าหยาง เสิ่นเยว่เอ๋อร์วัยยี่สิบปีเติบโตเป็นสาวสวยสะพรั่งเต็มวัยอยู่ในชุดเจ้าสาวสีแดงปักเลื่อมทองลายดอกไม้งดงามนางนั่งมองถุงหอมสีแดงซีดในมือ นึกถึงภาพเลือนรางของพี่จินเจ้าของถุงหอมนี้เมื่อแปดปีก่อน พี่จินได้ช่วยนางไว้จากเหตุจมน้ำนางนอนป่วยอยู่ตลอดช่วงที่เขายังอยู่ที่ซานเป่ยและความเจ็บป่วยนั้นก็ทำให้นางไม่อาจจำหน้าพี่จินผู้มีพระคุณของนางได้เขาบอกจะมาหานางอีกแต่ก็ไม่มาจนเมื่อถึงวันที่ต้องกลับเมืองหลวงเขาก็ไม่มาและนางก็มารู้ทีหลังว่าพี่จินก็คือหนิงอันอ๋องความคิดที่ว่านางจะได้เจอกับพี่จินอีกดูจะไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว สามปีต่อมาฮ่องเต้ก็ได้มีราชโองการให้นางกับพี่จินหมั้นหมายกันนางรู้สึกยินดีที่จะได้พบกับพี่จินผู้มีพระคุณที่นางเฝ้าคิดถึงเสมอและเมื่อสองปีก่อนฮ่องเต้ก็มีราชโองการให้นางเข้ามาอยู่ในวังหลวงเตรียมตัวแต่งงานกับพี่จินนางเฝ้ารอเขามาถึงสองปี แต่ก็ไม่มีข่าวใดๆส่งมาหานางที่เป็นคู่หมั้นเลยนางจะรู้ข่าวจากเขาเมื่อมีรายงานมาที่วังหลวงแล้วพี่หญิงจะเป็นคนแจ้งกับนางเท่านั้นพี่จินอาจจะลืมนางไปแล้วจริงๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะส่งข่าวมาหานางบางตอนนี้นางเป็นถึงว่าที่พระชายาของเขา แปดปีมาแล้วที่นางเฝ้ารอคงจะมีเพียงแค่เสิ่นเยว่เอ๋อร์คนเดียวที่ยังจดจำนางรู้สึกน้อยใจนักที่ถูกเขาเมินเฉยแบบนี้
รถม้าหยุดจอดพักที่ริมแม่น้ำเสิ่นเยว่เอ๋อร์รู้สึกปวดเมื่อยจากการเดินทางแต่เพราะนางอยู่ในชุดเจ้าสาวอีกทั้งยังต้องปิดผ้าคลุมหน้าเอาไว้จึงลงจากรถไปไหนไม่ได้ เสิ่นเยว่เอ๋อร์แง้มบานหน้าต่างรถม้ามองเห็นภูเขาแสนไกลเบื้องหน้าก็ทำให้คิดถึงบ้านคิดถึงท่านพ่อท่านแม่ยิ่งนัก ลูกสาวจากมาสองปีแล้วไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านพ่อท่านแม่สบายดีหรือไม่อากาศทางนี้อาจจะไม่หนาวเย็นเหมือนที่ซานเป่ยแต่เสิ่นเยว่เอ๋อร์ก็ยังรู้สึกหนาวอยู่ดี
“สวมเสื้อคลุมสักหน่อยนะเจ้าคะท่านหญิงอากาศหนาวเย็นเดี๋ยวจะไม่สบาย” หลี่ชิงชิงสาวใช้คนสนิท หยิบเสื้อคลุมขนสัตว์สีขาวนวลมาคลุมไหล่ให้เสิ่นเยว่เอ๋อร์ถึงแม้นางจะไม่ได้เจ็บป่วยง่ายเหมือนเมื่อครั้งยังเด็ก แต่ก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี
“เจ้าเองก็ใส่เสื้อให้หนาหน่อยอากาศที่นี่ถึงจะไม่หนาวเย็นเท่าบ้านเราแต่ก็หนาวเย็นอยู่มาก”
“ท่านหญิงเมื่อยหรือไม่ บ่าวจะนวดให้เดินทางมาไกล ท่านหญิงคงเหนื่อยแย่แล้ว”
“ไม่เหนื่อยหรอกเพียงแค่ปวดคอเท่านั้น เจ้าดูเครื่องประดับพวกนี้สิ หนักมากเลยข้าบอกฮองเฮาแล้วว่ามันใหญ่ไป ท่านก็บอกว่าต้องสวมเพื่อให้สมเกียรติของหนิงอันอ๋อง”เสิ่นเยว่เอ๋อร์บีบนวดบริเวณลำคอและบ่าหลี่ชิงชิงเมื่อเห็นเจ้านายปวดเมื่อยก็ลงมือบีบนวดให้ทันทีเดิมทีเสิ่นเยว่เอ๋อร์นั้นถึงแม้จะชอบของสวยๆ งามๆตามประสาผู้หญิงแต่นางกลับไม่ชอบสวมเครื่องประดับมากมายเช่นนี้แต่เพราะหน้าตาของมู่หยางจินว่าที่เจ้าบ่าวที่เป็นถึงแม่ทัพใหญ่หนิงอันอ๋องนางจึงยอมใส่เพื่อรักษาหน้าตาของเขา
“พอแล้วชิงชิง ข้าไม่เมื่อยแล้วเจ้าช่วยไปดูเครื่องดื่มดับกระหายให้เหล่าทหารหน่อยพวกเขาเดินทางมาส่งข้าคงจะเหน็ดเหนื่อยน่าดู”
“เจ้าค่ะ”หลี่ชิงชิงลงจากรถม้าไปแล้ว เสิ่นเยว่เอ๋อร์มองถุงหอมใบเก่าของนางอีกครั้งอย่างน้อยใจเวลานี้นางอยากกลับบ้านไม่อยากเดินทางไปแต่งงานกับพี่จินคนที่ลืมนางแล้วนางอุตส่าห์เดินทางจากบ้านมาถึงเมืองหลวง ตอนนี้สองแคว้นทำสัญญาสงบศึกกันแล้วแทนที่มู่หยางจินจะกลับมาพบนางกลับเป็นนางที่ต้องเดินทางเพื่อมาแต่งงานกับเขาไกลถึงต้าหยางและว่าที่เจ้าบ่าวก็ยังไม่คิดจะมารับนางอีกด้วยยิ่งคิดเสิ่นเยว่เอ๋อร์ก็ยิ่งน้อยใจ
“เกิดอะไรขึ้น”เสิ่นเยว่เอ๋อร์แง้มหน้าต่างมองดูความผิดปกติด้านนอกเมื่อได้ยินเสียงดาบกระทบกันเสียงดังพร้อมกับเสียงกรีดร้องของเหล่านางข้ารับใช้ด้านนอกสิ่งที่นางเห็นในตอนนี้คือทหารคุ้มกันกำลังปะทะกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง
“ท่านหญิง เราต้องรีบหนีแล้วเจ้าค่ะพวกโจร พวกโจรเข้าปล้นพวกเราแล้ว” หลี่ชิงชิงรีบร้อนขึ้นมาบนรถด้วยหน้าตาตื่นตกใจ
“โจรหรือ เป็นไปได้อย่างไรกัน”เสิ่นเยว่เอ๋อร์เองก็ตกใจไม่คิดว่าเส้นทางที่พวกนางผ่านจะมีกลุ่มโจรเส้นทางนี้เป็นถนนสายหลักผ่านไปเมืองต้าหยาง ไม่น่าจะมีกลุ่มโจรออกปล้นได้
“รีบลงรถม้าก่อนเถอะท่านหญิงเราต้องหนีแล้ว” เสิ่นเยว่เอ๋อร์รีบลงรถม้าตามที่สาวใช้บอกทันที
ภาพที่พบเห็นเมื่อออกมาคือกลุ่มทหารคุ้มกันและกลุ่มโจรเข้าปะทะกันชุลมุนวุ่นวายไปหมดหลี่ชิงชิงจับมือเจ้านายสาวของตนไว้แน่นสองสาวอาศัยจังหวะที่ทุกคนต่อสู้กันอยู่วิ่งหลบหนีไปทางชายป่าโดยไม่สนใจว่ากลุ่มของตนจะเป็นต่อหรือว่าเพลี่ยงพล้ำสองสาวออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต เสียงต่อสู้ค่อยๆเงียบลงแต่ทั้งสองก็ยังคงวิ่งหนีโดยไม่หันกลับไปมองเบื้องหลังเลย
“ชิงชิง หยุดก่อน ข้าวิ่งไม่ไหวแล้ว”เสิ่นเยว่เอ๋อร์หายใจหอบเหนื่อย ทั้งสองไม่รู้ว่าพวกตนนั้นวิ่งมาไกลเท่าใดแล้วรู้เพียงว่าตอนนี้ขาทั้งสองข้างของเสิ่นเยว่เอ๋อร์นั้นก้าวไม่ไหวอีกต่อไปชุดแต่งงานของนางนี้ทั้งหนักและไม่คล่องตัวเอาซะเลย
“ไม่ต้องไป ชิงชิงเราไปหลบหลังพุ่มไม้ตรงนั้นสักครู่ก่อนค่อยหนีต่อ”เสิ่นเยว่เอ๋อร์จับมือสาวใช้แล้วไปนั่งหลบหลังพุ่มไม้ด้วยกัน
“ใกล้จะมืดแล้วท่านหญิงเราจะไปทางไหนต่อดี”
“ข้าก็ไม่รู้รู้แต่ว่าไม่อยากไปต้าหยางแล้ว”
“หากไม่ไปต้าหยางก็เท่ากับขัดราชโองการนะเจ้าคะท่านหญิง”
“ชู่ว์! อย่าเพิ่งพูด”เสิ่นเยว่เอ๋อร์รีบใช้มือปิดปากสาวใช้พร้อมกับกอดนางไว้อย่างปกป้องเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ๆพวกนาง
“พวกเจ้าเป็นใคร”เสิ่นเยว่เอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองตามเสียงที่ได้ยินนางถึงกับใจเต้นแรงเพียงแค่สบเข้ากับดวงตาดำขลับแหลมคมคู่นั้นแววตาของเขาช่างดูคุ้นเคยและดึงดูดให้ใจนางสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเสิ่นเยว่เอ๋อร์ถึงกับเอามือทาบหน้าอกอย่างลืมตัว ไม่รู้ว่าเพราะเขาเข้าใกล้นางมากเกินไปหรือเพราะนางตกใจเสียงทุ้มนุ่มของเขาหัวใจของเสิ่นเยว่เอ๋อร์ตอนนี้เต้นแรงอย่างประหลาดนักมันเต้นแรงจนนางรู้สึกอึดอัดและหายใจแทบไม่ออกหนุ่มรูปงามผู้นี้มานั่งอยู่ที่ด้านหลังของนางตั้งแต่เมื่อใดกันเสิ่นเยว่เอ๋อร์รีบลุกขึ้นยืนสองเท้าก้าวถอยห่างจากชายผู้มาใหม่อย่างระวังตัวนางมองดูการแต่งกายของเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ชายผู้นี่สวมใส่ช่างดูประณีตมีราคานางมองเพียงครั้งเดียวก็รู้ว่าเขาเป็นคนมีฐานะ
“ชิงชิงเจ้าอย่าพูดอะไรเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่” เสิ่นเยว่เอ๋อร์กระซิบบอกสาวใช้เสียงเบาอย่างระมัดระวังหลี่ชิงชิงพยักหน้ารับเนื้อตัวสั่นเทาอย่างหวาดกลัวแต่ก็ยังจับมือเจ้านายสาวไว้แน่น
“พวกเราโดนปล้น ข้าสองคนหลบหนีมาเพียงแต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ใดจึงหลบอยู่ที่นี่รอคนมาช่วย”
“โจรปล้นอย่างนั้นหรือข้าเพิ่งผ่านกลุ่มขบวนเจ้าสาวของเจ้ามา มีแต่ศพคนตายเกลื่อนไปหมดคงจะไม่มีใครมาช่วยพวกเจ้าแล้ว”
“ท่านหญิง!”เสิ่นเยว่เอ๋อร์รีบปิดปากสาวใช้คนสนิทอีกครั้งที่นางหลุดปากเรียกตามความคุ้นชิน
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่านั้นคือขบวนเจ้าสาวของข้า”เสิ่นเยว่เอ๋อร์ตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน หลังจากปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติได้ก็มองชายแปลกหน้าอย่างจับผิดเขาดูไม่เหมือนกลุ่มโจรที่นางพบเมื่อครู่นี้
“คนพวกนั้นแต่งกายด้วยชุดแดงรถม้าก็ประดับด้วยผ้าแพรสีแดงและเจ้า เจ้าแต่งกายด้วยชุดเจ้าสาว เสื้อผ้าเครื่องประดับ ล้วนบอกว่าเป็นเจ้าสาว”เสิ่นเยว่เอ๋อร์แทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีเมื่อมองสำรวจตัวเองก็พบว่าตนเองนั้นอยู่ในชุดเจ้าสาวจริงเมื่อสักครู่นางคงวิตกกังวลมากไปจนลืมไปว่านางอยู่ในชุดนี้