เพดานสีขาวสะอาดที่ไม่คุ้นเคย และกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อลอยในอากาศคือสิ่งแรกที่คะนิ้งรู้สึกได้เมื่อลืมตาตื่นจากนั้น ิัของคะนิ้งจึงค่อยรู้สึกเย็นะเืแม้อยู่ใต้ผ้าห่มหนาที่คลุมร่างเธอไว้แขนขาชาจนยากที่จะขยับเขยื้อน คำถามมากมายเริ่มผุดขึ้นมาเรียกร้องหาคำตอบในหัวของเธอ
เกิดอะไรขึ้น? ที่นี่ที่ไหน? เราตายแล้วเหรอ?หิวจัง...จะมีอะไรให้กินไหมนะ?
เสียงก่อกแก่กเบาๆดังอย่างต่อเนื่องอยู่บริเวณหูขวาของคะนิ้งเธอรวบรวมแรงที่ยังไม่ฟื้นกลับมาดีเพียงน้อยนิดเพื่อโยกหัวตัวเองไปหาคำตอบ
น้องชายที่นั่งเอาใบหน้าหลบอยู่หลังโทรศัพท์หูทั้งสองข้างของเขาถูกอุดไว้ด้วยหูฟังขนาดเล็ก นิ้วมือระวิงกดลงบนหน้าจอโทรศัพท์ ดูแล้วไม่น่าจะเป็ทั้ง์หรือว่านรกไม่อย่างนั้นไอ้จ้อยคงไม่นั่งอยู่ตรงนี้ ถ้างั้นเธอก็คงยังไม่ตายแต่อยู่ที่ไหนสักแห่งซึ่งไม่ใช่บ้านเธอแน่ๆ
คะนิ้งมองไปรอบๆเพื่อหาคำตอบให้ตัวเอง ตอนนี้เธอน่าจะอยู่ในโรงพยาบาลเป็ห้องเดี่ยวประเภทที่ญาติสามารถมานอนเฝ้าได้ซึ่งดูจะเกินความสามารถทางการเงินของบ้านเธอตอนนี้ไปหน่อย แสงจันทร์ถูกตัดเป็รูปร่างของถุงน้ำเกลือซึ่งมีสายระโยงระยางมาจรดตรงที่ข้อมือซ้ายของเธอนั่นบอกเธอได้ว่านี่คือเวลากลางคืน แต่คะนิ้งก็ไม่อาจรู้เวลาที่แน่นอนได้ เพราะนาฬิกาที่ติดอยู่บนผนังด้านปลายเท้าของเธอมันพร่ามัวเหลือเกิน
ลำคอที่แห้งผากของเธอไม่มีแรงพอที่จะส่งเสียงออกมาให้ครบประโยค
“อือ.......”เสียงโทนต่ำเหมือนชายวัยกลางคนลากยาวออกมาจากริมฝีปากของเด็กสาว
ไอ้จ้อยยังคงมุ่งมั่นอยู่กับเกมในโทรศัพท์
“อือ..........”คะนิ้งส่งเสียงอีกครั้ง พยายามเปล่งเสียงให้ดังขึ้นอย่างไร้ประโยชน์
“...” น้องชายไม่ตอบ
“อือ....................”
“...”
ความโกรธเปลี่ยนเป็พลังทำให้คะนิ้งรวบรวมเรี่ยวแรงยกแขนขวาของตัวเองขึ้นแล้วทุบลงไปที่หัวเข่าของน้องชายให้แรงที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้
ปุบ
“ยัยแมลงสาบ ฟื้นั้แ่เมื่อไหร่เนี่ย? ตายยากสมชื่อเลยนะยัยบ้า!!”แม้ว่าแรงกระทบจะแ่เบาจนแทบไม่รู้สึก แต่จ้อยก็ยังหันมาตะคอกใส่หน้าเธอได้อยู่ดี
เป็ประโยคต้อนรับจากการรอดตายที่หดหู่ที่สุดเลย
“นะ...น้ำ”
“อ้อ น้ำ!! โอเคๆ” ไอ้จ้อยพูดพร้อมเปิดฝาขวดน้ำเปล่าที่โต๊ะหัวเตียงแต่แทนที่จะรินลงแก้วน้ำให้คนป่วย คุณน้องชายตัวดีก็ยื่นขวดน้ำทั้งขวดมาที่ปากของคะนิ้งจนมันหกใส่คอกับหน้าอกจนเปียกแฉะ ทว่าด้วยความกระหายเธอจึงกระดกน้ำในขวดนั้นลงคอด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ร่างกายเธอจะทำได้ในตอนนั้น
น้ำเปล่าช่วยฟื้นคืนกำลังให้คะนิ้งกลับมาพอสมควรเธอค่อยๆ ประคองตัวเองลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างทุลักทุเล
“เกิดอะไรขึ้น?” คะนิ้งถามจ้อยด้วยเสียงอ่อนแรง
“เธอโดนรถชน”ไอ้จ้อยตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนกับว่ามันเป็เื่ธรรมดาอย่างการแปรงฟันแต่ตาคู่นั้นยังคงจ้องมาที่คะนิ้งไม่ห่าง
“ฮะ?”
“เธอ...ยัยแมลงสาบเดินไปให้รถเขาชนน่ะสิ”
“แล้วฉันจะทำแบบนั้นทำไม?”
“จะไปรู้เรอะ?”
“แล้วแม่ล่ะ?”
“แม่ไปขายของตอนนี้น่าจะกำลังปิดร้านอยู่ แม่บอกว่าต้องหาเงินเพิ่มเพื่อจ่ายค่าโรงพยาบาลนี่แล้วก็ค่าซ่อมรถของคู่กรณีที่เธอเอาตัวไปกระแทกด้วย”
คะนิ้งนั่งทบทวนความทรงจำที่ปะติดปะต่อไม่ค่อยถูกของเธออย่างสับสนตอนนั้นเองที่เธอนึกเื่สำคัญอย่างหนึ่งขึ้นมาได้
“สัมภาษณ์!?”
“ไม่ทันแล้ว” ไอ้จ้อยตอบทันที
“...เอ๋?”
“เธอน่ะ หลับไป 2 วันเต็มๆ เลยนะ” จ้อยว่าเสียงเครียด
เหมือนมีเนื้องอกจุกอยู่ในลำคอของคะนิ้ง
“อย่าเพิ่งไปห่วงทุนเทินอะไรตอนนี้เลยน่าเธอนอนพักไปก่อนไป ตอนนี้มันมืดแล้ว”
“จะไม่ให้ห่วงได้ยังไงนั่นมันจะทำให้ครอบครัวเราสบายขึ้นได้เยอะเลยนะ คนที่วันๆเอาแต่เล่นเกมอย่างนายจะมาเข้าใจอะไรฉัน!?”
แม้เสียงที่เปล่งออกมาจะยังไร้เรี่ยวแรงจนเรียกว่าะโไม่ได้แต่มันก็ชัดถ้อยชัดคำมากพอที่จะทำให้จ้อยชะงักไป เด็กชายขมวดคิ้ว ใบหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน
“แล้วเธอ...”
“ฉันคาดหวังกับทุนนี้ไว้สูงมากนะแล้วฉันมั่นใจด้วยว่าฉันจะต้องได้” ประโยคของจ้อยถูกคะนิ้งกลืนหายไป“ฉันแค่...ขอโทษ.....แค่อยากให้รู้ว่าทุนนี้มันสำคัญกับฉันมากน่ะ”
“ห่วงตัวเองให้รอดก่อนเถอะ ยัยแมลงสาบ” จ้อยตอกกลับอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“...”
“เธอรอนี่นะเดี๋ยวฉันจะไปตามหมอมาดูอาการ ห้ามหนีไปไหนล่ะ” พูดจบไอ้จ้อยก็เดินออกจากห้องทิ้งคะนิ้งไว้กับห้องที่ว่างเปล่าและกลิ่นยาฆ่าเชื้อ
เมื่ออยู่คนเดียว บรรยากาศที่เริ่มเงียบเหงาวังเวงยิ่งทำให้ความคิดเดียวที่ยังวนเวียนในหัวเธอตอนนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เราไม่ได้ไปสอบสัมภาษณ์
หัวของคะนิ้งเริ่มปวดจากด้านใน
ทำยังไงดี? ถ้ารีบไปตอนนี้จะยังทันไหมนะ?
ร่างกายเธอสั่นอย่างไร้การควบคุม
แต่ว่า...2 วันเลยนะ จะไปทันได้ยังไง?
ดวงตาทั้งสองของเธอเริ่มแสบร้อน
แล้วนอกจากไม่ได้ทุน...ยังต้องจ่ายค่าซ่อมรถให้คนที่ชนเราอีกเหรอ?
มือทั้งสองที่อยู่ตักของเธอจิกผ้าห่มอย่างแรง
นี่เรา...ล้มเหลว
โดยที่คะนิ้งไม่ได้สังเกตอุณหภูมิภายในห้องพักคนไข้กำลังลดต่ำลงอย่างผิดปกติไอความร้อนจากลมหายใจของเธอแปลงออกมาเป็หมอกบางๆ สีขาวหยดน้ำที่เกิดจากสายฝนด้านนอกหน้าต่างเริ่มเกาะตัวกันเป็น้ำแข็งอย่างช้าๆหน้าจอโทรศัพท์ที่ไอ้จ้อยวางทิ้งไว้และหลอดไฟบนเพดานเริ่มกะพริบอย่างไม่เป็จังหวะ
หยดน้ำเล็กๆ ร่วงลงจากใบหน้าของคะนิ้ง ตกลงบนหลังมือขวาของเธอแตกออกเป็ละอองน้ำกระจายไปรอบๆซึ่งเป็เวลาเดียวกับที่คะนิ้งรู้สึกร้อนวูบวาบในฝ่ามือข้างขวาราวกับว่าอุณหภูมิห้องที่หายไปนั้นมารวมกันอยู่ในอุ้งมือของเธอทั้งที่เป็เวลากลางคืนแต่แสงอาทิตย์แรงจ้ากลับเฉิดฉายจนเธอต้องหรี่ตาจะผิดก็แต่ต้นกำเนิดของแสงนั้นมันออกมาจากใต้มือขวาของเธอที่กดมันแนบชิดไว้กับต้นขา
แสงนั้นส่องสว่างอยู่หลายวินาทีก่อนจะเริ่มอ่อนแรงแล้วจึงดับลงในที่สุดแต่ไออุ่นนั้นยังคงเผาไหม้อย่างต่อเนื่องในััมือขวาของคะนิ้งด้วยทั้งความกลัวและความใคร่รู้ เธอค่อยๆ พลิกมือของตัวเองขึ้นมาอย่างช้าๆจนเผยให้เห็นตัวตนเ้าของแสงปริศนา
สลักสีเงินเงาวาว้าเป็เหมือนจุกสามเหลี่ยมสำหรับป้องกันไม่ให้อะไรก็ตามที่กักเก็บไว้ภายในออกมาและส่วนที่สะดุดตาที่สุดคือ สัญลักษณ์คล้ายรูปยันต์คาถาบางอย่างตรงกลางตัวสลักมันกำลังส่องแสงสีส้มแดงออกมาราวกับเทียนไขและน่าจะเป็แหล่งกำเนิดแสงพิศวงเมื่อครู่คะนิ้งพิจารณาแสงนั้นอยู่นานเพราะเชื่อว่ามันคือสิ่งที่ถูกบรรจุไว้ในสลักประหลาดนี้ทว่าเธอไม่เคยพบเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน มันไม่ใช่ทั้งของเหลวหรือก๊าซไหลเวียนขึ้นลงซ้ายขวาอย่างช้าๆ แถมยังแผ่อุณหภูมิที่สูงกว่าอากาศในห้อง
“ไอ้นี่มัน...อะไรน่ะ?”คะนิ้งถามตัวเอง
ไออุ่นที่คะนิ้งคุ้นเคยกดน้ำหนักลงกลางหัวของคะนิ้งอย่างนุ่มนวลปลายนิ้วมือนั้นแหวกไปตามโคนผมของเธอไปมาเบาๆ
คะนิ้งเงยหน้าขึ้นมองเ้าของมือนั้นจังหวะเดียวกับที่เขาชักมือขวาออกจากศีรษะของเธอ นิ้วที่ผอมเรียวแต่กลับดูมั่นคงเส้นเืจางๆ จากข้อมือวิ่งลู่ลงไปจุดสังเกตที่ชัดที่สุดคือแผลเป็รูปกากบาทบริเวณหลังข้อมือ แต่ใดๆก็แล้วแต่สิ่งที่ทำให้เธอใมากที่สุดนั่นคือ ั้แ่บริเวณข้อมือขึ้นไปนั้นราวกับว่าเนื้อหนังของเ้าของมันกำลังจางหายไปในฝุ่นควันและที่ปลายสุดของมือขวาที่อยู่ตรงหน้าคะนิ้งนั้น...
ว่างเปล่า... มือขวาของใครบางคน กำลังลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
ทั้งที่ภายในห้องก็ไม่ได้มืดไม่มีทางเลยที่เธอจะมองไม่เห็นเ้าของมือข้างนี้นอกจากสมองเธอได้รับการกระทบกระเทือนจนเพี้ยนไปแล้ว
มือขวาตรงหน้าเธอโบกนิ้วเรียวยาวเป็สัญลักษณ์เชิงทักทายแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คะนิ้งสบายใจขึ้นแม้แต่น้อยเธอมองมือขวานั้นอยู่นานเกือบนาทีจนจิตใต้สำนึกของเธอเริ่มออกคำสั่งบางอย่าง
คะนิ้งยื่นมือไปหยิบเสาน้ำเกลือที่ต่อท่อตรงข้อมือซ้ายของเธอค่อยๆ เหวี่ยงขาทั้งสองขาตัวเองลงบนพื้น แล้วจึงเริ่ม...ออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต