บทที่ 7 ความหลัง
ฟางซินเย่นอนแผ่หลาลงเมื่อจบกิจความสุขสมที่ได้รับทำเอาหัวใจของเขาสั่นไหวได้ไม่น้อยทีเดียวเขาหมวดคิ้วพร้อมกับความคิดมากมายในหัวเหตุใดฮวาอิงหลงถึงได้เปลี่ยนท่าทีไปมากเช่นนี้
ฟางซินเย่ยังจำเหตุการณ์ในวัยเยาว์ได้ดีวันนั้นเป็วันหิมะตกหนัก เมืองหลวงมีการจัดเทศกาลโคมไฟขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการฟางซินเย่ที่ตอนนั้นเป็เพียงเด็กกำพร้า ั้แ่จำความได้เขาก็ไม่มีพ่อแม่แล้วยังโชคดีที่ได้อาจารย์ของเขารับไปเลี้ยงดู พร้อมทั้งถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ให้กับเขาทำให้ฟางซินเย่พอมีฝีมืออยู่บ้าง
ขณะที่ฟางซินเย่ออกไปเดินเล่นเพื่อชมความงดงามของโคมไฟหลากสีพลันเขาก็ได้เห็นเด็กสาวคนหนึ่ง นางมีหน้าตางดงามจนเป็ที่สะดุดตาผู้ที่ได้พบเห็น
เด็กสาวกำลังเอื้อมมือเพื่อคว้าโคมไฟที่แขวนอยู่บนต้นไม้ใหญ่ด้วยท่าทางกระตือรือร้นทำให้ฟางซินเย่ถึงกับยิ้มกว้างออกมาอย่างลืมตัวเขาเดินเข้าไปยืนด้านข้างพร้อมยกมือขึ้นเกี่ยวโคมไฟดังกล่าวก่อนจะยื่นให้กับเด็กสาวตรงหน้า
“นี่ข้ามอบให้ท่าน”ฟางซินเย่ยิ้มกว้างพร้อมมองหน้าเด็กสาวอย่างรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็คนหยิบยื่นโคมไฟที่นาง้า
ฉับพลันเด็กสาวคนดังกล่าวก็ยกมือขึ้นปัดโคมไฟจนตกลงกับพื้นพร้อมจ้องมองหน้าเขาตาเขม็ง
“บังอาจนัก เ้ากล้ามาแย่งโคมไฟของข้าได้อย่างไร”เด็กสาวะโใส่เขาด้วยอารมณ์หงุดหงิดพร้อมมองเขาด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์
“ข้า...ข้าเปล่านะข้าเพียง้าช่วยท่านเท่านั้น” ฟางซินเย่ใกับปฏิกิริยาที่ได้รับเขารีบปฏิเสธทันควัน
“ช่วยหรือ...น้ำหน้าเช่นเ้าคิดจะมาช่วยข้าหรือ”เด็กสาวยังคงเถียงเขาไม่หยุด ดวงหน้างดงามกลับบูดบึ้งขึ้นอย่างคนที่ถูกขัดใจ
“หากข้าทำให้เ้าไม่พอใจเช่นนั้นข้าขอโทษด้วยแล้วกัน” ฟางซินเย่รู้สึกผิดหวังอย่างแรงเขาเพียงแค่้าช่วยเหลือนางเพียงเท่านั้นไม่คิดว่านางจะโกรธเขามากมายถึงเพียงนี้
“อิงเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น”เสียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นมาพร้อมก้าวเดินมาหยุดด้านข้างของเด็กสาวคนดังกล่าว
“เ้าเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าคนนี้กล้ามายุ่งกับโคมไฟของข้า” เด็กสาวหันมาฟ้องเด็กหนุ่มที่เพิ่งเดินมาถึง
ฟางซินเย่ได้แต่อ้าปากค้างเขาไม่คิดว่าการที่เขาช่วยเหลือนางจะกลายเป็ความผิดพลาดเช่นนี้
เด็กหนุ่มมองหน้าฟางซินเย่อย่างพิจารณา“เ้าชื่อว่าอะไร เหตุใดจึงกล้าทำให้อิงเอ๋อร์ของข้าต้องขุ่นเคืองใจ”
ฟางซินเย่ก้มหน้าพร้อมกัดฟันด้วยความโกรธ“ข้าน้อยฟางซินเย่ ข้าเพียงเห็นแม่นางหยิบโคมไฟไม่สะดวกจึงได้ยื่นมือเข้าช่วยเท่านั้น”
“เ้าคนไม่มีหัวนอนปลายเท้ากล้าสะเออะมายุ่งกับของของข้า ท่านพี่ท่านต้องลงโทษเขาให้หลาบจำนะเ้าคำ”เด็กสาวยังคงโวยวายไม่หยุด ดวงตาจ้องมองเขาราวกับจะกินเืกินเนื้อ
“เอาล่ะ ๆ อิงเอ๋อร์ข้าจะพาเ้าไปดูโคมไฟอันใหม่ หากเ้า้าอันใดข้าจะซื้อให้เ้าทั้งหมดดีหรือไม่”เด็กหนุ่มพยายามเกลี้ยกล่อมเด็กสาวให้ยอมความลงเสีย
เด็กสาวมองหน้าฟางซินเย่อย่างแค้นเคือง “ท่านพี่ใจดีเช่นนี้ต่อไปพวกชั้นต่ำพวกนี้ย่อมต้องได้ใจเป็แน่แต่ก็เอาเถอะข้าก็ไม่อยากเสียเวลากับคนพวกนี้ให้มากความ เช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ”
เด็กสาวปรายตามองฟางซินเย่ด้วยท่าทีที่ดูแคลนอย่างยิ่งก่อนจะคล้องแขนเด็กหนุ่มเดินจากไปอย่างไม่ลังเล
ระหว่างนั้นสาวใช้คนหนึ่งได้เดินเข้ามาต่อว่าฟางซินเย่อีกหน“เ้าบังอาจมากนะ กล้ามีเื่กับท่านอ๋องโจวอี้เสวียน และคุณหนูฮวาอิงหลงบุตรสาวท่านใต้เท้าฮวา นี่นับว่าเ้ายังโชคดีที่ไม่ถูกลงโทษต่อไปอย่าได้มาเสนอหน้าอีกเล่า” พูดจบสาวใช้ก็รีบเดินตามเ้านายของตนจากไปเช่นกัน
“ฮวาอิงหลง...” ฟางซินเย่พึมพำออกมาพร้อมประกายตาคมกริบเขามองตามร่างของทั้งสองไปจนลับสายตา มือน้อยกำหมัดแน่นด้วยความขุ่นเคืองเขาเคยถูกดูถูกมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ครั้งนี้ทั้งคำพูดและสายตาที่เด็กสาวคนดังกล่าวหยิบยื่นให้เขาสร้างความเ็ปและรอยแผลขนาดใหญ่ขึ้นในใจของเขาอย่างยากจะลบเลือน
นับแต่นั้นฟางซินเย่ก็สัญญากับตนเองจะต้องยิ่งใหญ่ให้จงได้เขาจะไม่ยอมให้ใครดูถูกเขาเช่นวันนั้นอีกแล้ว
ฟางซินเย่มุมานะในการออกรบอย่างเด็ดเดี่ยวและด้วยฝีไม้ลายมือของเขาที่พัฒนาขึ้นจนยากที่ใครจะทัดเทียมทำให้ตำแหน่งหน้าที่ทางการทหารของเขารุดหน้าอย่างรวดเร็วและสิ่งเดียวที่เป็แรงผลักดันให้เขาจนมีทุกวันนี้ก็คือ “ฮวาอิงหลง”
จนกระทั่งฟางซินเย่ได้ขึ้นเป็แม่ทัพใหญ่เขาได้ข่าวเกี่ยวกับตระกูลของใต้เท้าฮวา เขาถึงกับยิ้มออกมาด้วยความสะใจเวลาที่เขารอคอยมาถึงแล้วเวลาที่ฮวาอิงหลงจะไม่สามารถมองเขาด้วยสายตาดูแคลนได้ดั่งเช่นแต่ก่อนอีกต่อไป
ฟางซินเย่ให้คนสนิทไปทำการซื้อตัวฮวาอิงหลงและสาวใช้มาอยู่ที่จวนพร้อมกำชับพ่อบ้านให้ดูแลนางอย่างดีนางสมควรได้ลิ้มรส่เวลาที่ยากลำบากเสียบ้างแล้ว
พ่อบ้านคอยรายงานเขาเกี่ยวกับความเป็อยู่ที่ยากลำบากของนางเรือนนอนโกโรโกโสที่พร้อมจะผุพังได้ทุกเมื่อขนาดคนตักขี้ม้าในจวนยังมีเรือนนอนที่ดีกว่านางเป็หลายเท่า อีกทั้งบรรดางานชั้นต่ำทั้งหลายที่มอบให้นางและสาวใช้เป็ผู้ดูแลจนแทบไม่มีเวลาพักหายใจ
ฟางซินเย่รู้สึกพึงพอใจอย่างมากที่ได้ยินเช่นนั้นสิ่งเดียวที่ยังทำให้เขารู้สึกขัดใจก็คือพ่อบ้านรายงานว่าฮวาอิงหลงยังคงมีท่าทางเย่อหยิ่งจองหองและไม่ยอมก้มหัวให้ใครทั้งสิ้น ไม่ว่าคนของเขาจะใช้งานหรือทรมานนางมากสักเท่าใดก็ตามความยโสนี้ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อนแม้แต่น้อยนั่นยิ่งทำให้ฟางซินเย่รู้สึกอยากทรมานนางให้มากขึ้นไปอีกเขาอยากให้นางอดรนจนทนไม่ไหวต้องมากราบกรานอ้อนวอนขอความเมตตาจากเขาให้จงได้
จนกระทั่งใน่ที่ฟางซินเย่ไปฝึกค่ายทหารเป็เวลาเกือบสองอาทิตย์ตอนที่เขากลับมายังจวนพ่อบ้านก็กระหืดกระหอบมารายงานว่าฮวาอิงหลงล้มป่วยหนักจนหมดสติไปหลายวันทำเอาฟางซินเย่ถึงกับร้อนรนในใจ เขาย่อมไม่ยอมให้นางตายง่าย ๆ เป็แน่
ฟางซินเย่จึงสั่งให้คนจัดยาที่ดีที่สุดไปให้นางจนกระทั่งได้ยินว่านางฟื้นตัวจนหายป่วยแล้ว เขาถึงค่อยรู้สึกวางใจลง
หลังจากที่รู้ว่าฮวาอิงหลงป่วยฟางซินเย่ก็รู้สึกแปลกประหลาดในใจอย่างบอกไม่ถูกเขากลับไม่รู้สึกยินดีที่ได้ยินข่าวเช่นนี้ของนาง จนกระทั่งวันหนึ่งฟางซินเย่อดรนทนไม่ไหวเขาจึงเรียกเ้าหมัวมัวเข้ามา พร้อมออกคำสั่งให้ฮวาอิงหลงมาปรนนิบัติเขาในค่ำคืนนี้ในที่สุด