บทที่ 8 ปรับทัศนคติ
จวนกั๋วกง สกุลหลิว
หน้าห้องโถงใหญ่ ที่บัดนี้ไม่ได้โล่งเตียนเหมือนในอดีต ด้านในมีทั้งมารดาของเฉวี่ยต้วน หรือที่ทุกคนในจวนเรียกนางว่า ฮูหยินใหญ่ นอกเหนือจากนั้นยังมีแม่บ้านฟาง ซึ่งเป็มารดาของจิ้งอี ถัดจากตำแหน่งที่จิ้งอีนั่งยังมีสาวใช้ในโรงครัวอีกสามชีวิต
ส่วนถงหลีนั่งอยู่กลางบ้าน!
ดวงตาของผู้เป็พ่อเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน เมื่อเห็นสภาพของบุตรสาวต้องกลายเป็เช่นนั้น ต่อให้กายเ้าเนื้อของหลิวถงหลี จะไม่ได้ดูรุงรังและสะบักสะบอมเท่าสภาพของจิ้งอี แต่หัวใจของคนเป็พ่อก็เจ็บสะท้านประหนึ่งเส้นอสุนีบาตฟาดลงกลางแกนใจ
“สะเพร่า!! บกพร่อง!! เสียแรงที่ข้าฝากหลีเอ๋อร์ไว้กับคนอย่างเ้า”
เฉวี่ยต้วนเอี้ยวหน้ามององครักษ์เงาของถงหลีด้วยดวงตาของเพชฌฆาต ในใจของเขามองว่าเสิ่นเจียอี้สมควรถูกตำหนิเป็คนแรก
“ข้าเสิ่นเจียอี้รู้ความผิด ข้าผู้น้อยจะนั่งคุกเข่าหน้าเรือนนอนของคุณหนูหนึ่งวันหนึ่งคืนขอรับ”
ว่าไว้แล้ว เสิ่นเจียอี้ไม่รีรอที่จะออกไปนั่งคุกเข่าสำนึกผิดตามที่เพิ่งพูดไว้เมื่อครู่
ด้านเฉวี่ยต้วนไม่มีเวลามาสนใจเื่อื่น เว้นเสียแต่ความบอบช้ำของบุตรสาวตัวน้อย ชายผู้นี้เร่งร้อนที่จะถลาตัวเข้าไปดู แต่พอเดินเหยียบย่างเข้าไปในห้องโถงใหญ่ แล้วเพ่งพิศดูให้เต็มสองตา กลับพบว่าผู้ที่อาการสาหัส กลายเป็ฟางจิ้งอีผู้นั้น หาใช่หลิวถงหลี!
“อวี่เอ๋อร์! เ้าบกพร่องในหน้าที่ ดูแลบุตรสาวของข้าประสาอะไร นางถึงได้มีสภาพเช่นนี้”
เฉวี่ยต้วนเดินเชิดเข้าไปอุ้มบุตรสาวขึ้นพาดบ่า ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนในห้องโถงเป็อย่างมาก รวมถึงตัวถงหลีด้วย
นี่เป็ครั้งแรกที่ท่านพ่ออุ้มถงหลี!
มือที่สากกร้านของท่านพ่อกำลังลูบหัวทุยของถงหลีอย่างอ่อนโยน นี่เป็ครั้งแรกที่ถงหลีไม่ได้รู้สึกว่าการถูกลูบหัว จะทำให้ตัวนางเหมือนลูกสุนัข ซึ่งความนึกคิดเ่าั้มันหายไปเองโดยธรรมชาติ หรือว่านี่จะเป็สัญญาณที่กำลังบอกกับถงหลี ว่านางได้ซึมซับความเป็มนุษย์อย่างสมบูรณ์แล้ว
“ท่านพ่อไม่ควรถามหาความผิดจากอวี่เอ๋อร์! คนผิดนั่งอยู่ใกล้ท่านย่า!”
นิ้วสั้นป้อมของถงหลีชี้ไปทิศประจิม ทำเอาสาวใช้ที่นั่งอยู่ในอาณาบริเวณรีบหมอบกันหมด
“อวี่เอ๋อร์! เช่นนั้นข้าให้โอกาสเ้าพูด ตกลงว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
เฉวี่ยต้วนไม่ได้้าตำหนิอวี่เอ๋อร์ั้แ่แรก เพียงแต่ว่าต้องแสร้งขึ้นเสียงกับอวี่เอ๋อร์เพื่อกระตุ้นให้คนผิดตัวจริงสำรอกพิรุธออกมา
“ชะ…เช้าวันนี้อวี่เอ๋อร์เข้าครัวไปรับอาหารส่วนของคุณหนู แต่ปรากฏว่าอาหารที่แม่ครัวเตรียมไว้ให้ มีเพียงต้มซุปกระดูกหมูหนึ่งชามเล็ก กับผักกาดลวกหนึ่งต้นเ้าค่ะ แม้อวี่เอ๋อร์เพิ่งเข้าจวนหลิว ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรมากนัก แต่ก็พอรู้มาบ้าง…ว่าหัวหน้าสาวใช้จิ้งอีใจแคบเพียงใด แต่จะใจแคบกับผู้ใดก็ใจแคบไปเถิด แต่ต้องไม่ใช่ใจแคบกับคุณหนูถงหลีของอวี่เอ๋อร์เ้าค่ะ”
อวี่เอ๋อร์สำลักสำรอกทุกข้อเท็จจริงออกมา ทั้งที่ร่างกายสั่นเทาน่าสงสาร ดวงตาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว นางกลัวเหลือเกิน กลัวจะถูกส่งกลับไปขายทอดตลาดทาส รวมกับผู้หญิงอีกเก้าคน ที่ขณะนี้ยังถูกต้อนเก็บไว้ในเรือนหลัง
“พวกเ้าว่าอย่างไร! จะแก้ตัวหรือไม่!” น้ำเสียงสอบสวนของผู้เป็เ้าบ้านเข้มขึ้นหลายระดับ
“พวกข้าน้อยเป็แค่สาวใช้เล็ก ๆ ในโรงครัว ถูกหัวหน้าสาวใช้กดขี่ แม่นางจิ้งอีห้ามมิให้พวกข้าเตรียมอาหารที่มากกว่านี้ให้คุณหนู โดยแจ้งว่าเป็คำสั่งของนายท่านเ้าค่ะ แม่นางจิ้งอีบอกกับพวกข้าว่า... นางเผลอได้ยินนายท่านคุยกับองครักษ์ตงฉือ เื่จะให้คุณหนูลดความอ้วนเ้าค่ะ”
สาวใช้อีกสามคนเร่งร้อนที่จะบ้วนคำแก้ตัวออกมาเหมือนกันทุกประการ คราวนี้ก็เหลือแต่จิ้งอีผู้เดียวที่ยังไม่ได้พูดอะไร
“แต่ข้าหวังดีนะเ้าคะ จิ้งอีอยากให้นายท่านสมหวังในคำพูด จึงเข้ามายุ่งจุ้นจ้านกับเื่อาหารการกินของคุณหนู ไม่เพียงเป็ผลดีกับคุณหนู ทำให้ร่างอ้วนฉุผอมเพรียวได้ในเร็ววัน ยังเป็การทุ่นแรงให้นายท่านด้วย มิใช่หรือเ้าคะ”
“ข้าไม่เคยรู้และไม่เคยสังเกตมาก่อน ว่าหัวหน้าสาวใช้อย่างเ้า มีหน้าที่สอดรู้สอดเห็นเื่ของข้าเป็กิจวัตร แม้แต่คำพูดที่ข้าอยากหารือกับองครักษ์คนสนิท ยังดังไปถึงหูของเ้า!” เฉวี่ยต้วนเล็งดวงตาคมเข้มไปที่ตัวต้นเื่อย่างฟางจิ้งอี
“หึ! นางรังแกถงหลี นางไม่ชอบบุตรสาวของท่านพ่อ ทั้งยังบอกอีกว่า หากไม่มีอะไรผิดพลาด ไม่นาน...นางจะกลายเป็มารดาของถงหลี นางจึงคิดว่าตัวของนาง สามารถสั่งสอนถงหลีได้! ท่านพ่อ…ถงหลีเจ็บเ้าค่ะ”
เสียงออดอ้อนของบุตรสาวทำให้ผู้เป็บิดาใจสั่น อันโบราณว่าไว้ เด็กเล็กก็เหมือนผ้าขาว และเด็ก! พูดโกหกไม่เป็!
“เหลวไหล!! ข้าหลิวเฉวี่ยต้วนจะคว้าสาวใช้มาเป็ภรรยาได้อย่างไรกัน แล้วมันจริงหรือไม่! ที่นางพูดกับหลีเอ๋อร์ของข้าแบบนั้น!!” เฉวี่ยต้วน้าหาคนยืนยันเื่นี้ จึงหันขวับไปหาสาวใช้นางเล็ก ๆ สามคนนั้น ซึ่งมีหน้าที่ปรุงอาหารในโรงครัว แล้วถามย้ำขึ้นมาอีกว่า “ข้ากำลังถามพวกเ้า!”
“เป็อย่างที่คุณหนูพูด จิ้งอีนางพูดอย่างนั้นจริง ๆ เ้าค่ะ”
เฉวี่ยต้วนสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด แล้วกวักมือเรียกให้ตงฉือกับอวี่เอ๋อร์ พาถงหลีออกไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ให้เรียบร้อย บิดาผู้นี้ไม่้าเห็นสภาพผมเผ้าของบุตรสาวยุ่งเหยิงเป็รังนก
จากนั้นจึงหันมาสะสางเื่ยุ่งยากในบ้านกับแม่บ้านฟาง และบุตรสาวตัวดีของนางอย่างจิ้งอี
“นับั้แ่นี้เป็ต้นไป จวนหลิวของข้าจะไม่รับสองคนนี้ไว้อีก” สิ้นคำสั่งประโยคนี้ คนที่เป็เดือดเป็ร้อนกว่าใคร ก็คือฮูหยินใหญ่ หรือบ่าวไพร่ถนัดปากเรียกนางว่า เฉียนฮูหยิน
“ต้วนเอ๋อร์… แม่บ้านฟางเป็คนเก่าคนแก่ เปรียบเสมือนผู้าุโคนหนึ่งของเ้า เื่หลังบ้าน และเื่จัดการบัญชี ต่างมีแม่บ้านฟางเป็ผู้ดูแลทั้งสิ้น ปลดแม่บ้านฟางไปสักคน ไม่เท่ากับเป็การทำให้มารดาของเ้าลำบากเพิ่มขึ้นหรอกหรือ” เฉียนฮูหยินถึงขั้นออกหน้าแทนคนแซ่ฟาง ทั้งที่แต่เดิมอำนาจตัดสินใจทุกอย่างเป็ของเฉวี่ยต้วนผู้เดียวเท่านั้น
“ท่านแม่ขอรับ แต่คนที่ถูกรังแกคือหลานสาวของท่าน ถงหลี…นางเป็เืเนื้อเชื้อไขของข้า ไม่ปกป้องนาง แล้วจะให้ผู้เป็บิดาอย่างข้า ไปปกป้องผู้ใด” เฉวี่ยต้วนพยายามอธิบายให้มารดาเข้าใจหลักการตัดสินใจที่ถูกต้อง
“ข้าแซ่ฟาง อบรมสั่งสอนบุตรสาวได้ไม่ดี นางถึงได้ก้าวร้าว และทำอะไรโดยไม่คำนึงถึงสถานะของตัวเอง กระทั่งพลั้งเผลอไปลงไม้ลงมือกับคุณหนู การถูกปลดออกจากจวนหลิวมิใช่การลงโทษที่รุนแรง ข้าคนแซ่ฟางกับบุตรสาวยิ่งต้องซาบซึ้งใจ ที่จิ้งอีทำผิดมหันต์แต่นายท่านก็ยังมีเมตตา ไม่สั่งเฆี่ยนพวกข้าสองแม่ลูก”
เป็แม่บ้านฟางที่เข้าใจเจตนาของเฉวี่ยต้วนได้เป็อย่างดี และมองว่าสิ่งที่บุตรสาวของตนทำลงไป มันไม่สมควรได้รับการอภัย การถูกไล่ออกจากจวนหลิวถือเป็การลงโทษสถานเบาที่สุดเท่าที่นางเคยพบเห็น เพราะตัวนางอายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ หากเป็นายท่านหลิวคนก่อน คงสั่งเฆี่ยนสั่งโบยไม่ยั้ง
“แต่ว่า…” เฉียนฮูหยินดูจะอาลัยอาวรณ์ต่อแม่บ้านฟางไม่น้อย
“ท่านแม่ไม่ต้องกังวลเื่ทดแทนงาน เื่นั้นข้าจะหาคนมาทำแทนทั้งหมด และยิ่งไม่ต้องกังวลเื่ความเป็อยู่ของแม่บ้านฟางหรอกนะขอรับ ไล่พวกนางไปแล้ว นอกจากไม่สั่งโบย...ข้ายังมอบเงินก้อนหนึ่งให้ออกไปตั้งตัว ถือเป็การตอบแทนแม่บ้านฟาง ที่ดูแลเื่น้อยใหญ่ในจวนหลิวมากว่าครึ่งชีวิต”
แม้เฉียนฮูหยินจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการปลดสาวใช้ของบุตรชาย แต่เมื่อเฉวี่ยต้วนพูดออกมาอย่างนั้น เฉียนฮูหยินก็หมดถ้อยคำจะคัดค้าน ได้แต่เบือนหน้าหนีอย่างไม่สบอารมณ์
“นายท่าน! นายท่านเ้าคะ! นายท่านหลิว...โปรดให้โอกาสจิ้งอีได้แก้ตัวด้วยเถิดเ้าค่ะ ข้าฟางจิ้งอีไม่อยากไปจากท่าน ข้าไม่อยากตัดขาดกับจวนหลิว ข้าสัญญาว่าต่อไปนี้จะไม่มีปากเสียง และยิ่งจะไม่กล้าลงไม้ลงมือกับคุณหนูถงหลีอีก”
จิ้งอีพยายามเว้าวอนขออยู่ต่อ ทั้งที่รู้ตัวเองดี...ว่ามันเป็ไปได้ยากที่นายท่านหลิวจะเปลี่ยนใจ
ทว่าขณะเดียวกัน...เฉวี่ยต้วนได้แต่ทำเป็เมินเฉย และทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงกระอักกระอ่วนของจิ้งอี แล้วหันไปพูดกับแม่บ้านฟางแทน เพราะเฉวี่ยต้วนมองว่า จิ้งอีนางขาดสติไปชั่วขณะ พูดอะไรไป…นางคงฟังไม่รู้เื่ และจับใจความที่เฉวี่ยต้วน้าจะสื่อสารไม่ได้
“แม่บ้านฟาง หวังว่าท่านจะไม่ตำหนิต่อการตัดสินใจของข้า และจงดูแลควบคุมบุตรสาวของท่านให้ดี ภายภาคหน้าจะได้ไม่ไปเป็ภัยร้ายต่อสังคม กระทั่งไปถูกคนข้างนอกรังแกเอาได้ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะใจดีแบบข้า”
ว่าไว้เพียงเท่านั้น แม่บ้านฟางก็เป็ฝ่ายคำนับลา ก่อนจะกระเถิบเข้าไปประคองตัวจิ้งอีให้ออกไปจากโถงรับแขกจวนหลิว ก่อนตะวันตกดินของวัน สองแม่ลูกจะต้องเก็บข้าวของออกไปให้พ้นกำแพงจวนหลิว อย่าให้เห็นแม้แต่เงา!
“ท่านแม่ขอรับ...ข้ารู้ว่าท่านไม่ค่อยชอบกู้เลี่ยงจินั้แ่แรก เพราะเห็นว่านางเป็สตรีที่ไร้หัวนอนปลายเท้า ไม่เหมือนพวกสตรีที่ท่านเตรียมไว้ให้ข้า ยิ่งนางให้กำเนิดหลานสาวอย่างถงหลี ไม่ใช่หลานชายอย่างที่ท่าน้า ท่านก็ยิ่งไม่พอใจไปใหญ่ แต่ท่านแม่ขอรับ ท่านจะไม่ชอบใจและไม่ยอมรับกู้เลี่ยงจินเป็สะใภ้ก็ให้มันแล้วไปเถิด เลี่ยงจินนางตายไปแล้ว ส่วนถงหลีก็เป็แค่เด็กเล็กที่ไร้มารดา นางเป็บุตรีแล้วอย่างไร นางผิดนักหรือที่เกิดเป็หญิง”
เฉวี่ยต้วนย่อมรู้เท่าทันว่ามารดาของเขา รู้ดีว่าเกิดเื่อะไรขึ้นั้แ่แรก ทว่าแสร้งปิดหูปิดตา ทำเหมือนไม่รู้ไม่เห็น เพราะหากว่าเฉียนฮูหยินสนใจเื่ในบ้านเพิ่มขึ้นอีกหน่อย มีหรือที่เหตุการณ์อันไม่สมควรนี้จะเกิดขึ้นกับหลานสาวตัวน้อย
“เหอะ! ข้าเป็มารดาเ้า ต้วนเอ๋อร์! อย่าคิดมาสั่งสอนข้าเชียวนะ”
เฉียนฮูหยินสะบัดอาภรณ์จากไป โดยไม่สนคำพูดจู้จี้น่ารำคาญของบุตรชาย แต่ระหว่างที่เดินพ้นธรณีประตู เฉียนฮูหยินก็เพิ่งสังเกตเห็นว่า ถงหลียืนจูงมือตงฉืออยู่ไม่ไกลปากทางเข้า ยามนี้ต่อให้นางเด็กนั่นแต่งตัวดี และสางผมสลวยน่ารักน่าเอ็นดู แต่ก็ไม่เข้าตาเฉียนฮูหยินคนนี้อยู่ดี
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้เองหรือ?”
ดวงตากลมโตของถงหลีมองท่านย่าเดินจากไปอย่างเข้าอกเข้าใจ แล้วจึงแหงนหน้ามองพี่ชายตงฉือที่กำลังจูงมือถงหลีไว้แน่น ก่อนจะเห็นว่าพี่ชายตงฉือพยักหน้าเนิบช้า คล้าย้าสื่อสารว่า...
ให้คุณหนูทำใจเสียเถอะ จวนหลิวก็วุ่นวายแบบนี้เป็ธรรมดา
หูทิพย์ของถงหลีได้ยินสิ่งที่ผู้ใหญ่คุยกันในห้องโถง ทุกคำพูดของท่านพ่อ...ดังก้องอยู่ในใบหูของถงหลี เด็กน้อยตรึกตรองในใจว่า
'ที่แท้ท่านพ่อของถงหลี ก็ไม่ได้ร้ายกาจอย่างที่ััได้ เช่นนั้นกลิ่นอายของความชั่วร้ายที่อยู่บนตัวของท่านพ่อ มันเกิดจากอะไรกันแน่!'
ถงหลีบ่นงึมงำในใจด้วยน้ำเสียงแ่เบา แม้แต่ตงฉือก็ไม่อาจได้ยินสิ่งที่นางพูด