จางฟางซิน บุตรสาวเสนาบดีตกอับสกุลจาง ในยุคสมัยที่ตระกูลจางยังรุ่งเื่บิดามีภรรยาสองคนทั้งสองเป็พี่น้องกันตกลงปลงใจใช้สามีร่วมกันบิดามีบุตรเพียงสองคนคือจางฟางซิน และจางฟางหรงน้องที่เกิดหลังนางแค่ครึ่งชั่วยาม มารดาของนางจากไปั้แ่วันที่นางถือกำเนิดหลังจากนั้นสามปีภรรยาอีกคนก็จากไป บิดาเศร้าโศกเสียใจจนร่างกายเจ็บป่วยก่อนจะสิ้นใจบิดาได้ฝากฝั่งจางฟางซินและจางฟางหรงให้สหายรักช่วยดูแลพร้อมทรัพย์สินก้อนสุดท้ายที่เหลือน้อยนิด
จางฟางซินในวัยสิบสองจูงมือจางฟางหรงมายังสำนักศึกษาไผ่หยกภายใต้การดูแลของสหายรักของบิดานามหยางอี้เสียง และด้วยความสงสารเวทนาจึงรับบุตรของสหายเป็บุตรบุญธรรม
ชีวิตของจางฟานซินจึงเริ่มต้นใหม่ที่นี่จนกระทั้งวันที่นางอายุสิบเจ็ด ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
....
นางไม่อยากเชื่อเลย อีกเพียงไม่กี่ลี้นางจะไปถึงที่หมายแล้วแท้ๆเหตุใดถึงถูกตามไล่ล่าอย่างไร้หนทางเช่นนี้
จางฟางซินเคยอ่านเื่ราวทุกอย่างเกี่ยวกับชายแดนตะวันออกนางศึกษาทุกอย่างจนมั่นใจว่าตัวเองเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างดียิ่งทว่านางไม่คิดว่าการลอบเดินทางที่ใช้เวลาครึ่งเดือนนี้จะมาจบลงที่รถม้าของนางพลิกคว่ำหลายตลบเช่นนี้
ความเ็ปที่ได้รับทำให้รู้ว่านี่ไม่ได้ฝันไป แม้นางเตรียมใจไว้แล้วแต่ไม่คิดว่าจะเกิดเื่ขึ้นเร็วเพียงนี้ อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวเท่านั้นขอเพียงนางได้ส่งสาส์นลับนี้ให้ถึงมือแม่ทัพพิทักษ์บูรพาเสียก่อน
หลังจากรถม้าของนางหยุดตีลังกาแล้ว นางได้ยินเสียงการต่อสู้ด้านนอกสารถีที่จ้างมาคงไม่อาจเป็ช่วยนางได้ และอาจรักษาชีวิตตนเองไม่ได้เช่นกัน เพียงการขยับตัวเล็กน้อยความเ็ปก็แล่นไปทั่วร่าง นางหลุดเสียงร้องอย่างเ็ปนางเป็คนมีความอดทนสูงหากไม่เ็ปเจียนตายเช่นนี้นางคงไม่หลั่งน้ำตาออกมาเช่นนี้
นางควรทำอย่างไรกับเื่นี้...ไม่งั้นลำบากแน่ ...
หญิงสาวตื่นจากอาการมึนงงแล้วเริ่มขยับกายแต่ข้อเท้าของนางเจ็บจนไม่อาจขยับได้ นางนั่งนิ่งๆและพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงเอื้อมมือไปผลักตั่งเตี้ยเคยเป็ที่เขียนจดหมายออกจากข้อเท้าของนางออก นางรับรู้การเคลื่อนไหวที่เข้ามาใกล้ดวงตากลมพยายามเบิกกว้างจ้องมองภาพผ่านม่านน้ำตา มือที่พอขยับได้ควานหาอาวุธทว่านางกลับพบมีดสั้นที่พ่อบุญธรรมมอบให้ติดตัวนางกำมีดพกแน่นเป็เพียงสิ่งเดียวที่นางจะไว้ป้องกันตนเองได้
“อยู่นิ่งๆ”
จางฟานซินได้ยินเสียงดุดัน แต่คำพูดเหล่านี้ไม่ได้แทรกเข้ามาในสมองเลยนางพยายามดิ้นให้เป็อิสระ
“อย่าขยับ!”
น้ำเสียงแข็งกร้าวดังขึ้นทำเอาร่างของจางฟางซินชะงักงันไปชั่วขณะนางมองเห็นใบหน้าผู้เข้ามาไม่ชัดแต่เป็กระบี่เปื้อนโลหิตนั้นกลับทำให้เบิกตากว้างปลายกระบี่อยู่ใกล้ใบหน้านางมากจนแทบจะรู้สึกได้ถึงรสชาติคาวเืที่ติดอยู่ที่กระบี่
ความเ็ปถาโถมปล้นชิงสติของนางไปจนหมดสิ้นรสชาติความตายเป็เช่นนี้หรือ? แล้วผู้ที่อยู่เบื้องหน้านางคือผู้ใดกันมัจจุราชมารับดวงิญญานางหรือ?
เหตุใดใบหน้ามัจจุราชจึงดูคุ้นตาเหลือเกิน!
หลัวหลิวหยางสบถเมื่อคนตรงตรงหน้าเป็ลมหมดสติเขาขมวดคิ้วมอง ‘เด็กหนุ่ม’ บอบบาง ตรงหน้าเขายกตั่งที่ทับท่อนล่างนั้นออก ยื่นมือไปตบแก้มเรียกสติ แต่อีกฝ่ายยังไร้การปฏิกิริยาเขาต้องวัดดวงเอาแล้ว รถม้าคันนี้หลุดจากม้าตีลังกามาเกือบจะตกเขารถม้าพาดกับต้นไม้ใหญ่เพียงการขยับตัวเล็กน้อยทำให้รถเสียสมดุลพร้อมจะตกลงไปหุบเขาเบื้องล่าง เขาไม่วางใจให้ผู้อื่นเข้ามาช่วยคนในนี้จึงต้องเข้ามาด้วยตนเอง ชายหนุ่มเก็บกระบี่ที่เปื้อนเืแล้วอุ้มร่างที่เบาหวิวขึ้นเสื้อผ้าที่สวมเป็สีทึมแต่กลิ่นเืโชยแตะปลายจมูกของเขา เขาอุ้มเด็กหนุ่มที่อ่อนปวกเปียกออกมาใช้ปลายเท้าแตะหลังคารถม้าถีบตัวเองออกมาได้ทันเวลาก่อนที่รถม้าจะร่วงลงไปด้านล่าง
หลัวหลิวหยางกวาดตามองทหารยี่สิบนายของตนที่กวาดต้อนโจรป่าเสร็จสิ้นแล้วน่าเสียดายที่ไม่อาจช่วยสารถีชะตาขาดผู้นี้ได้ เดิมทีเขาคิดจะส่งเด็กหนุ่มผู้นี้ให้นายทหารคนอื่นอุ้มกลับไปรักษาที่จวนแม่ทัพแต่ลางสังหรณ์บอกเขาว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดาเขาจึงเปลี่ยนใจอุ้มร่างที่หมดสติขึ้นหลังม้า สั่งการให้ทหารเก็บกวาดให้เรียบร้อยส่วนตัวเขามุ่งหน้ากลับจวนแม่ทัพพิทักษ์บูรพาทันที
ความเ็ปปลุกจางฟานซินเป็ระยะๆนางมึนงงเกินกว่าจะเข้าใจเสียงพูดคุยที่ได้ยินทว่านางกลับผ่อนคลายเมื่อรู้สึกว่าร่างกายถูกโอบกอดด้วยกรุ่นไออบอุ่นและเสียงหัวใจที่เต้นเป็จังหวะไร้ความตื่นตระหนก นั้นย่อมหมายความว่านางจะปลอดภัยในวงแขนนี้
มีแต่เื่ฉุกเฉินเท่านั้นที่จะทำให้หลัวหลิวหยางยอมแตะต้องกายของผู้อื่นเช่นนี้อาชาศึกงามสง่าถูกควบขี่เข้าประตูเมืองอย่างรวดเร็วชาวบ้านหลบหลีกแล้วชะเง้อมองแผ่นหลังองอาจของแม่ทัพรักษาชายแดนตะวันออก นอกจากความน่าเกรงขามแล้ว เขายังฉายา ‘ดวงกินภรรยา’ อีกด้วย
แต่เื่เหล่านี้ไม่ได้อยู่ในความสนใจของหลัวหลิวหยางเขาหยุดม้าเมื่อมาถึงจวน ออกปากสั่งให้บ่าวไพร่เชิญหมอทหารมาดูอาการคนเจ็บเพราะเป็คนเสียงดังอยู่แล้วคำพูดธรรมดาจึงทำให้บรรดาบ่าวไพร่ตัวสั่นรีบทำตามทันที หลัวหลิวหยางอุ้ม ‘เด็กหนุ่ม’ ไปนอนบนเตียงในห้องปีกซ้ายเขาอยู่ในสนามรบมานานกว่าสิบปี าแน้อยใหญ่ล้วนผ่านตามาแล้ว ร่างสูงหมุนตัวไปหยิบกรรไกรมาตัดเสื้อของ ‘เด็กหนุ่ม’ออกมาเพื่อจะได้สำรวจาแ
หลัวหลิวหยางไม่ยอมเสียเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เขรอะไปด้วยฝุ่นจากการไล่ล่าโจรป่าหากเขาไม่ได้นำทหารออกลาดตระเวนผ่านไปพอดี เื่จะหนักหนาเพียงใดมีผู้ใดเดินทางโดยไร้ผู้อารักขากันบ้างเขาเข้ามาประจำการที่ชายแดนตะวันออกสองปี แม้จะสงบมากขึ้นกว่าแต่เดิมแต่ยังกวาดล้างโจรถ่อยไม่หมดรอยต่อระหว่างชายแดนสองแคว้นคือที่ซ่อนตัวที่ดีของโจรเ่าั้ และเอกสารลงนามในสัญญาไม่ล่วงล้ำเขตแดนของแคว้นเขาจึงทำได้เพียงไล่ล่าไปสุดเขต เมื่อพวกโจรชั่วหลบเร้นเข้าไปในแนวป่าก็ไม่อาจข้ามเขตเข้าไปได้จับกุมได้
“หูซาน!”
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
“ให้คนไปดูซากรถม้า ดูตราบนรถม้าและข้าวของที่มีในรถมาด้วย”
“รับทราบ”
หูซานเป็ทหารคนสนิทร่วมรบมาหลายปีเมื่อได้รับคำสั่งก็หมุนตัวออกไปอย่างไม่ลังเลเขาเดินสวนกันบ่าวที่เดินนำหมอทหารเข้ามาด้านใน
“ท่านแม่ทัพ ท่านหมอมาแล้วขอรับ”
มือที่แกะเสื้อเปื้อนเือยู่ชะงักไป หัวคิ้วขมวดยุ่งเหยิงเขาสูดลมหายใจลึกก่อนแหวกสาบเสื้อของเด็กหนุ่มออกหลัวหลิวหยางเงยตัวขึ้นแล้วยกมือเป็สัญญาณให้ทั้งหมอและบ่าวรับใช้ชายหยุดที่ประตู
“เ้าไปเชิญแม่นมเหมยกุ้ยมาที่นี่ก่อน”
“ขอรับ”
บ่าวไพร่ในจวนแม่ทัพพิทักษ์บูรพาเคยชินกับการรับคำสั่ง ไม่ว่าผู้เป็นายสั่งอะไรไม่มีใครกล้าตั้งคำถามหรือขัดคำสั่ง เขาหันมาทางหมอทหารแล้วเอ่ย
“ท่านหมอโปรดรอสักครู่” แม้น้ำเสียงที่ใช้จะเบาลงแต่ความหนักแน่นผสานแรงกดดันทำให้คนเป็หมอถึงกับเหงื่อตก
หรือจะเป็คนพิเศษของท่านแม่ทัพอหังการ์ผู้นี้
หลัวหลิวหยางรู้ดีว่าการรักษาคนไม่ควรประวิงเวลาแต่สถานการณ์นี้เขาไม่มั่นใจว่าจะทำอย่างไรกับ ‘เด็กหนุ่ม’ผู้นั้น จะว่าไปเขาไม่ได้สนใจชื่อเสียงของตนเองจะมัวหมองและตอนที่เข้ามาทุกคนคงเห็นแล้วว่าเขา ‘อุ้ม’ คนเจ็บเข้ามาด้วยตนเอง