ตอนที่ 26 เกมอำนาจกลางห้องประชุม (การกดดันในหน้าที่)
บรรยากาศ่บ่ายวันพุธในออฟฟิศแผนกไอทีบนชั้น 18 ของอาคารสำนักงานใหญ่ใจกลางเมือง เต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ลอยวนอยู่ในอากาศราวกับหมอกจางๆ ที่บดบังแสงสว่าง วันนี้คือวันสำคัญ... วันที่จะมีการประชุมใหญ่ของแผนกเพื่อนำเสนอแผนงาน 'ระบบความปลอดภัยเครือข่ายระดับองค์กรตัวใหม่' หรือโปรเจกต์ 'ไซเบอร์ชิลด์' (Cyber Shield) ซึ่งเป็โปรเจกต์ระดับมาสเตอร์พีซที่คุณรสริน รองประธานกรรมการบริหารฝ่ายปฏิบัติการ ไว้วางใจมอบหมายให้ผมเป็คนรับผิดชอบหลักอย่างเป็ทางการ และเป็โปรเจกต์เดียวกันกับที่พี่ท๊อปพยายามใช้ภาพถ่ายแบล็กเมล์ข่มขู่เพื่อแย่งชิงมันไปจากผมเมื่อวันก่อน
ผมยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องน้ำชาย สำรวจความเรียบร้อยของตัวเองั้แ่หัวจรดเท้า เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ถูกรีดจนเรียบกริบไร้รอยยับ เนกไทสีน้ำเงินเข้มที่ผูกอย่างประณีต และสูทสีกรมท่าทับด้านนอกช่วยเสริมให้บุคลิกของผมดูเป็ผู้ใหญ่และน่าเชื่อถือมากขึ้น ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอด มองเงาของตัวเองในกระจก... สายตาที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่เด็กหนุ่มขี้ขลาดที่มักจะเดินก้มหน้าและยอมให้คนอื่นโขกสับอีกต่อไปแล้ว
ความกล้าหาญและความมั่นใจที่อัดแน่นอยู่ในอกตอนนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการอดหลับอดนอนค้นคว้าข้อมูลและเตรียมตัวอย่างหนักตลอดหลายวันที่ผ่านมา ผมอ่านเอกสารทางเทคนิคเป็พันๆ หน้า จำลองระบบเครือข่ายและหาทางอุดช่องโหว่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมั่นใจว่าไม่มีใครหน้าไหนจะมาหาข้อบกพร่องจากแผนงานของผมได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า... อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็เหมือนเชื้อเพลิงที่เติมเต็มความกล้าหาญให้กับผม มาจากผู้หญิงที่ชื่อ 'รสริน'
ทุกครั้งที่ผมรู้สึกหวั่นไหวหรือประหม่า ััอันเร่าร้อน รสจูบที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและเสน่หาของเธอในคืนนั้นที่วิลล่า รวมถึงคำพูดปลอบประโลมที่หนักแน่นที่ลานจอดรถ จะผุดขึ้นมาในหัวเสมอ 'จำไว้ว่าเธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว... เธอมีฉันอยู่ตรงนี้เสมอ' ราวกับเป็มนตร์สะกดที่คอยเตือนสติว่าผมเป็ของใคร และใครที่เป็คนคอยหนุนหลัง คอยกางปีกปกป้องผมอยู่จากเงามืด
ผมหยิบแฟ้มเอกสารสีดำขึ้นมาแนบอก เดินออกจากห้องน้ำ มุ่งหน้าไปยังห้องประชุมใหญ่ที่อยู่สุดทางเดิน เมื่อผลักประตูกระจกบานหนาเข้าไป ผมก็พบว่าเกือบทุกคนในแผนกไอทีมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว แอร์เย็นฉ่ำในห้องปะทะเข้ากับใบหน้า แต่ไม่อาจลดทอนความร้อนรุ่มของความมุ่งมั่นในใจผมได้เลย ผมส่งยิ้มทักทายพี่ชัย ซีเนียร์โปรแกรมเมอร์ที่คอยให้คำปรึกษาผมมาตลอด และพี่ฝ้ายที่ส่งยิ้มหวานพร้อมชูสองนิ้วให้กำลังใจผมจากที่นั่งฝั่งซ้ายของโต๊ะประชุมตัวยาวที่ทำจากไม้โอ๊กขัดเงา
แต่สิ่งที่สะดุดตาและสะดุดความรู้สึกที่สุด คือร่างของชายที่นั่งกอดอกอยู่ตรงกลางโต๊ะฝั่งขวา... พี่ท๊อป
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาที่ดูยับยู่ยี่เล็กน้อย แขนเสื้อถูกพับขึ้นมาถึงข้อศอกอย่างลวกๆ ดวงตาเรียวเล็กใต้กรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมจ้องเขม็งมาที่ผมราวกับสัตว์นักล่าที่กำลังรอขย้ำเหยื่อ มุมปากของเขาแสยะยิ้มอย่างมาดร้าย ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและมั่นใจว่าวันนี้เขาจะได้เห็นผมพังพินาศ อับอาย และต้องยอมคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาจากเขาต่อหน้าทุกคน เขาคงคิดว่าคำขู่เื่รูปถ่ายเบลอๆ เมื่อวันก่อน บวกกับความกดดันจากการนำเสนองานใหญ่ในวันนี้ จะทำให้เด็กใหม่อย่างผมสติแตก ควบคุมตัวเองไม่ได้ และยอมยกโปรเจกต์นี้ให้เขาไปฟรีๆ กลางห้องประชุม
แต่อนิจจา... เขาประเมินผมต่ำเกินไป
ผมไม่ได้หลบสายตาเขา ผมจ้องกลับไปด้วยความนิ่งสงบ เยือกเย็น และแฝงไปด้วยความท้าทาย ผมเดินตรงไปที่หน้าห้อง เชื่อมต่อแล็ปท็อปส่วนตัวเข้ากับระบบโปรเจกเตอร์ และจัดเตรียมเอกสารการนำเสนออย่างใจเย็น ไม่มีความลุกลี้ลุกลน ไม่มีอาการมือสั่น ทุกการเคลื่อนไหวของผมเป็ไปอย่างมั่นคงจนพี่ท๊อปต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ
เวลา 13.30 น. ตรง... บานประตูห้องประชุมถูกเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับเสียงรองเท้าส้นสูงที่ดังก้องกังวานเป็จังหวะสม่ำเสมอ 'ตึก... ตึก... ตึก...'
เสียงพูดคุยจอแจในห้องเงียบกริบลงทันทีราวกับมีใครกดปุ่มปิดเสียง ทุกสายตาหันไปมองยังผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามา บรรยากาศในห้องประชุมเปลี่ยนจากความกดดันแบบอึดอัด กลายเป็ความยำเกรงและเคารพในทันที
คุณรสรินปรากฏตัวในชุดสูททำงานเข้ารูปสีดำสนิทที่ขับเน้นสัดส่วนโค้งเว้าอย่างสมบูรณ์แบบ เสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีครีมด้านในถูกปลดกระดุมเม็ดบนออกเล็กน้อย เผยให้เห็น่คอระหงและเนินอกวับๆ แวมๆ ที่ชวนให้จินตนาการเตลิดเปิดเปิง กระโปรงทรงสอบผ่าข้างยาวคลุมเข่าแต่กลับดูเย้ายวนทุกครั้งที่เธอก้าวเดิน ริมฝีปากอวบอิ่มถูกเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสดตัดกับผิวขาวเนียนละเอียดของเธอ ดวงตาคมกริบที่ถูกกรีดอายไลเนอร์อย่างโฉบเฉี่ยว กวาดมองไปทั่วห้องประชุมด้วยอำนาจบารมีที่ทำให้ทุกคนต้องยอมสยบแทบเท้า
กลิ่นน้ำหอมหรูหราอันเป็เอกลักษณ์ของเธอ... กลิ่นที่ผสมผสานระหว่างความหอมหวานของดอกกุหลาบดำและความลึกลับของมัสก์... ลอยมากระทบจมูกผม มันเป็กลิ่นเดียวกับที่เคยอบอวลอยู่ในห้องนอนของวิลล่าหรูคืนนั้น กลิ่นที่ทำให้หัวใจของผมเต้นแรง ร่างกายร้อนผ่าว และปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวผมให้ตื่นตัวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องวางตัวเป็มืออาชีพก็ตาม
"สวัสดีค่ะทุกคน" เสียงหวานทว่าทรงพลังของคุณรสรินดังขึ้นทำลายความเงียบ เธอเดินไปนั่งที่เก้าอี้ประธานที่หัวโต๊ะ วางแฟ้มเอกสารหนังสีดำลงเบาๆ แล้วประสานมือเรียวยาวที่มีเล็บสีแดงสดไว้บนโต๊ะ "วันนี้เรามีวาระสำคัญเื่การอัปเกรดระบบความปลอดภัยขององค์กร เริ่มการประชุมได้เลยค่ะ คุณตง... เชิญ"
ผมพยักหน้ารับ สูดลมหายใจลึกอีกครั้งเพื่อดึงสติกลับมาจากความเย้ายวนของเธอที่แผ่ซ่านออกมากดทับผม แล้วเริ่มต้นการนำเสนอ
"สวัสดีครับคุณรสริน และเพื่อนร่วมงานทุกท่าน วันนี้ผมจะมานำเสนอสถาปัตยกรรมระบบความปลอดภัยตัวใหม่ที่จะนำมาใช้แทนที่ระบบเดิมที่กำลังจะหมดอายุสัญญา..." ผมเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงฉะฉานและชัดเจน สไลด์หน้าแรกปรากฏขึ้นบนจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ แสดงแผนผังเครือข่ายที่ผมออกแบบมาอย่างรัดกุมและซับซ้อน
ผมอธิบายถึงช่องโหว่ของระบบไฟร์วอลล์เดิมที่ล้าสมัย ข้อจำกัดในการตรวจจับภัยคุกคามแบบใหม่ๆ และข้อดีของระบบ 'ไซเบอร์ชิลด์' ที่ผมเสนอ ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพ ความปลอดภัยจากการถูกโจมตีแบบ Zero-day และความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาว ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น ทุกคนในห้องตั้งใจฟัง พยักหน้าตาม และจดบันทึกอย่างขะมักเขม้น
จนกระทั่งผมอธิบายมาถึงสไลด์หน้าที่เจ็ด...
"เดี๋ยวก่อนนะน้องตง" เสียงห้าวๆ ที่จงใจดัดให้ดังกังวานของพี่ท๊อปแทรกขึ้นมากลางปล้อง ทำลายจังหวะการนำเสนอของผมอย่างจงใจ เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกขาขึ้นไขว่ห้างด้วยท่าทางกวนประสาทและวางอำนาจ "ที่แกพูดมาเมื่อกี้ว่าระบบใหม่จะใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งาน หรือที่เรียกว่า UEBA น่ะ... แกแน่ใจเหรอว่ามันจะไม่ไปดึงทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์หลักจนทำให้ระบบโดยรวมหน่วง? แล้วถ้าเกิด False Positive หรือการแจ้งเตือนผิดพลาดบ่อยๆ พนักงานแผนกอื่นไม่ต้องโทรมาด่าพวกเราแผนกไอทีทั้งวันเหรอไง?"
เสียงในห้องประชุมเริ่มมีเสียงกระซิบกระซาบ คำถามของพี่ท๊อปเป็คำถามเชิงเทคนิคที่ลึกและเจาะจงมาก เป็คำถามที่ตั้งใจ 'ฆ่า' คนนำเสนอที่เตรียมตัวมาไม่ดีพอ เขาจงใจโยนะเิลูกนี้ใส่ผมเพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าผมเป็แค่เด็กเมื่อวานซืนที่เอาแต่พูดตามทฤษฎีในตำรา แต่ไม่รู้เื่ปัญหาหน้างานจริง
ผมเห็นพี่ชัยขมวดคิ้วด้วยความกังวล เพราะปัญหา False Positive เป็สิ่งที่ฝ่ายไอทีทุกคนปวดหัวที่สุด ส่วนพี่ฝ้ายก็มองผมด้วยสายตาเอาใจช่วยและลุ้นระทึก
ผมหันไปมองพี่ท๊อป รอยยิ้มเย้ยหยันยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของเขา เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างท้าทาย ผมรู้ดีว่าเขาคาดหวังอะไร... เขาคาดหวังให้ผมอึกอัก หน้าซีด เหงื่อแตก และตอบคำถามนี้ไม่ได้ เพื่อที่เขาจะได้ฉวยโอกาสนี้แทรกตัวเข้ามาและดิสเครดิตผมต่อหน้าคุณรสริน
แต่ผมทำให้เขาผิดหวังอย่างแรง
"เป็คำถามที่ดีและมองการณ์ไกลมากครับพี่ท๊อป" ผมตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก สบตาเขากลับอย่างไม่ลดละ ไม่มีร่องรอยของความกลัวในน้ำเสียงของผมแม้แต่นิดเดียว "แต่ถ้าพี่กรุณาเปิดดูในสไลด์หน้า 14 และเอกสารแนบที่ผมได้ส่งให้ทุกคนก่อนหน้านี้..." ผมกดรีโมทเปลี่ยนหน้าสไลด์ไปยังกราฟและตารางข้อมูลที่เต็มไปด้วยตัวเลขสถิติที่ซับซ้อนแต่ดูเข้าใจง่าย
"ผมได้ทำการจำลองสถานการณ์ (Simulation) ใน Environment ทดสอบมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วครับ ระบบ AI ตัวนี้จะทำงานอยู่บน Edge Server ที่แยกตัวออกมาต่างหาก ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพยากรจากเซิร์ฟเวอร์หลักเลยแม้แต่น้อย จากผลการทดสอบด้วย Load Testing ที่จำลองปริมาณผู้ใช้งานสูงสุด 10,000 Concurrent Users พร้อมกัน ระบบหลักยังมี CPU Usage อยู่ที่ไม่เกิน 45% ครับ ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยมากๆ"
ผมก้าวเดินออกมายืนตรงกลางหน้าห้อง เพื่อให้ทุกคนเห็นความมั่นใจของผม "ส่วนเื่ False Positive... อัลกอริทึมที่เราเลือกใช้มีระบบ Machine Learning ที่สามารถปรับแต่ง Threshold ได้ตามลักษณะการใช้งานของแต่ละแผนก ผมได้เตรียมคู่มือการตั้งค่าและการทำ Whitelist เบื้องต้นไว้แล้ว ซึ่งจากการจำลองข้อมูลย้อนหลัง มันจะช่วยลดปัญหาการแจ้งเตือนผิดพลาดได้มากกว่า 85% เมื่อเทียบกับระบบเดิมครับ"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ความเงียบจากความตึงเครียด แต่เป็ความเงียบแห่งความทึ่ง ทุกคนรวมถึงหัวหน้าแผนกซีเนียร์ต่างพยักหน้ายอมรับในข้อมูลที่อัดแน่น ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ และการเตรียมตัวที่เหนือความคาดหมายของผม
รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของพี่ท๊อปค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความประหลาดใจและหงุดหงิดที่เริ่มก่อตัวขึ้น เขาขยับตัวไปมาบนเก้าอี้อย่างไม่สบอารมณ์ มือหนาที่เคยวางพาดพนักเก้าอี้ถูกดึงกลับมากำเข้าหากันแน่น
"แล้ว... แล้วเื่การเข้ารหัสข้อมูลล่ะ?" พี่ท๊อปยังไม่ยอมแพ้ เขายิงคำถามที่สองตามมาติดๆ หวังจะตีตื้นและต้อนผมให้จนมุม "ถ้าเปลี่ยนไปใช้อัลกอริทึมใหม่ มันต้องมีการ Migrate ข้อมูลมหาศาลระดับหลายเทราไบต์ แกจะรับประกันได้ยังไงว่าข้อมูลความลับของบริษัทจะไม่สูญหายหรือถูกดักจับระหว่างทาง? งานสเกลระดับนี้ ไม่ใช่ของที่เด็กจบใหม่จะมาทำเล่นๆ เพื่อเอาหน้านะโว้ย"
ประโยคสุดท้ายของเขาจงใจดูถูกประสบการณ์ของผมอย่างชัดเจน เป็การใช้คำพูดที่ไร้ความเป็มืออาชีพกลางห้องประชุม
ผมยังคงรักษาระดับอารมณ์ให้นิ่งสงบที่สุด ผมจำคำสอนของคุณรสรินได้ดี 'ความโกรธคือจุดอ่อน' "การ Migrate ข้อมูลเราจะทำผ่านระบบ VPN ที่เข้ารหัสแบบ AES-256 แบบ End-to-End ครับ และเราจะใช้เทคนิค Blue-Green Deployment ในการย้ายระบบ เพื่อให้มีดาวน์ไทม์น้อยที่สุด หรือแทบไม่มีเลย หากเกิดข้อผิดพลาดรุนแรง เราก็สามารถ Rollback กลับไประบบเก่าได้ทันทีภายใน 5 นาที... แผนการทำงานทั้งหมด รวมถึง Contingency Plan ผมได้ทำเป็เอกสารแจกแจงขั้นตอนอย่างละเอียดไว้ในหน้า 20 ถึง 25 แล้วครับพี่ท๊อป"
ผมเน้นย้ำชื่อเขาในตอนท้าย พร้อมกับมองตรงเข้าไปในดวงตาที่เริ่มสั่นคลอนของเขา แววตาของผมว่างเปล่าแต่แฝงไปด้วยความเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
พี่ท๊อปอ้าปากค้าง พยายามจะหาช่องโหว่มาเถียงต่อ แต่สมองของเขาคงประมวลผลตามข้อมูลเชิงลึกที่ผมสาดใส่ไม่ทัน เขาพลิกหน้าเอกสารในมืออย่างลนลาน หาจุดจับผิด พลิกไปพลิกมาจนกระดาษแทบจะขาด แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากแผนงานที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
"ข้อมูลแน่นมากเลยครับน้องตง พี่เห็นด้วยกับสถาปัตยกรรมตัวนี้นะ" พี่ชัย หัวหน้าซีเนียร์พูดขึ้นพร้อมกับพยักหน้าชื่นชม แววตาของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวรุ่นน้อง "ถ้าทำได้ตามแผนนี้ ระบบเราจะเสถียรและปลอดภัยขึ้นมาก ปัญหาเื่ไวรัสเรียกค่าไถ่ที่เราเคยกลัวๆ กันก็น่าจะหมดไป"
"ใช่ค่ะ ฝ้ายก็คิดว่าระบบใหม่มีฟีเจอร์ที่ช่วยลดงาน Support ของพวกเราไปได้เยอะเลย หน้า UI ของระบบก็ดูเป็มิตรกับผู้ใช้งานฝั่งแอดมินด้วย" พี่ฝ้ายเสริมขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น
เสียงสนับสนุนจากคนในทีมเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พี่ท๊อปยิ่งหน้าเสีย เขาหันซ้ายหันขวา พยายามหาพรรคพวก แต่ตอนนี้ทุกคนต่างเห็นพ้องกับแผนงานของผมไปหมดแล้ว เขาถูกโดดเดี่ยวกลางห้องประชุมอย่างสมบูรณ์แบบ
"แต่... แต่มันก็ยังเสี่ยงเกินไปอยู่ดี!" พี่ท๊อปโพล่งขึ้นมาด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติ อาการลุกลี้ลุกลนของเขาเริ่มปิดไม่มิด ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธและความอับอาย "ผมว่าโปรเจกต์ระดับนี้ ควรจะให้คนที่มี 'ประสบการณ์' เป็คนคุมโปรเจกต์ ไม่ใช่ให้เด็กที่เพิ่งเข้ามาทำงานไม่กี่เดือนมาเสี่ยงกับข้อมูลบริษัท... ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ!"
"พอได้แล้วค่ะ คุณท๊อป"
เสียงเย็นเยียบและทรงอำนาจที่ดังมาจากหัวโต๊ะ ตัดบทคำพูดของพี่ท๊อปจนขาดสะบั้นราวกับถูกกรรไกรคมกริบตัด
ทุกคนในห้องหันขวับไปมองคุณรสรินเป็ตาเดียว เธอไม่ได้ขึ้นเสียง ไม่ได้ะโ แต่ความเ็าในน้ำเสียงของเธอกลับทรงพลังจนทำให้บรรยากาศในห้องลดฮวบลงไปหลายองศาจนรู้สึกหนาวสะท้าน
คุณรสรินเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังสีดำอย่างสง่างาม ขาเรียวยาวภายใต้กระโปรงทรงสอบไขว่ห้าง เธอประสานมือไว้บนตัก ดวงตาคมกริบที่แฝงไปด้วยอำนาจและรังสีอำมหิตจ้องมองตรงไปยังพี่ท๊อปราวกับนางพญาที่กำลังมองดูแมลงตัวเล็กๆ ที่บังอาจมาทำเสียงน่ารำคาญในอาณาจักรของเธอ
"ที่ฉันนั่งฟังมาั้แ่ต้น..." เธอเริ่มพูดช้าๆ ชัดๆ เน้นย้ำทุกถ้อยคำ ทรงพลังและดุดัน "ข้อเสนอของคุณตงมีข้อมูลซัพพอร์ตที่ชัดเจน มีตัวเลขสถิติยืนยัน และมีแผนการจัดการความเสี่ยงที่รัดกุมรอบคอบมาก เขาตอบคำถามของคุณได้เคลียร์ทุกประเด็นโดยไม่มีข้อกังขา"
คุณรสรินเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยหมัดฮุกเข้าแสกหน้าพี่ท๊อป "ในขณะที่คุณ... เอาแต่ตั้งคำถามที่เกิดจากอคติส่วนตัว ใช้คำพูดดูถูกเพื่อนร่วมงาน และพยายามดิสเครดิตผู้พรีเซนต์โดยไม่มีข้อมูลวิชาการอะไรมาหักล้างเลยแม้แต่น้อย นี่คือความเป็มืออาชีพของซีเนียร์ที่คุณอ้างถึงงั้นหรือคะ?"
พี่ท๊อปหน้าซีดเผือดราวกับคนตาย เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผมและหน้าผากแม้แอร์จะเย็นฉ่ำ เขาอึกอัก พยายามจะแก้ตัวด้วยเสียงที่สั่นเครือ "ผะ... ผมแค่เป็ห่วงบริษัทครับคุณรสริน ผมเกรงว่าเด็กใหม่อย่างเขาจะรับความกดดันไม่ไหว..."
"สิ่งที่คุณควรเป็ห่วง คือทัศนคติในการทำงานและ Performance ของตัวคุณเองในไตรมาสนี้ต่างหากค่ะ" คุณรสรินขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาดกว่าเดิม สายตาของเธอที่จ้องมองพี่ท๊อปตอนนี้ คมกริบราวกับใบมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนให้ขาดสะบั้น "ฉันเป็คนตัดสินใจมอบหมายโปรเจกต์นี้ให้คุณตง เพราะฉันเห็นถึงความสามารถ ความตั้งใจ และศักยภาพในตัวเขา... คุณกำลังจะบอกว่าการตัดสินใจของฉันมันผิดพลาด และคุณเก่งกว่าฉันงั้นเหรอคะ คุณท๊อป?"
ประโยคสุดท้ายของเธอเปรียบเสมือนประกาศิตที่สั่งปะาชีวิตกลางห้องประชุม
"มะ... ไม่ใช่ครับคุณรส... ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น... ผมขอโทษครับ" พี่ท๊อปเสียงสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ใบหน้าที่เคยกร่างและเย่อหยิ่งเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ตอนนี้กลับซีดเซียว เขาหลบสายตาคุณรสริน ก้มหน้ามองโต๊ะด้วยความอับอายและหวาดกลัวจนตัวสั่น หมดสิ้นคราบของรุ่นพี่ขี้เก๊กที่ชอบข่มเหงคนอื่น
สายตาของคุณรสรินที่มองพี่ท๊อปนั้น ทั้งเหยียดหยามและสมเพช ก่อนที่เธอจะละสายตาจากเขาอย่างไม่แยแส แล้วปรายตามองมาทางผม
พริบตาที่สายตาของเราประสานกัน... ท่ามกลางผู้คนนับสิบในห้องประชุม ความดุดันและเ็าที่เธอใช้กำราบพี่ท๊อปเมื่อครู่ ได้มลายหายไปจนหมดสิ้นจากแววตาของเธอ แทนที่ด้วยประกายความเร่าร้อน ความลุ่มหลง และความพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด เธอเหยียดยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เป็ยิ้มที่ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบและเืในกายสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง
มันเป็สายตาที่ส่งข้อความมาถึงผมโดยตรง เป็ภาษาใจที่รู้กันแค่สองคน... สายตาที่บ่งบอกว่า... เธอภูมิใจในตัว 'เด็กดื้อ' ของเธอมากแค่ไหน ที่สามารถเชิดฉายและเอาชนะศัตรูได้อย่างงดงาม
"ถ้าไม่มีใครมีคำถามที่เป็ 'ประโยชน์' ต่อการพัฒนาโปรเจกต์นี้แล้ว... ฉันขออนุมัติให้ดำเนินการตามแผนงานของคุณตงได้เลยค่ะ บัดเจ็ตทั้งหมดจะถูกส่งไปให้ฝ่ายบัญชีพิจารณาภายในบ่ายนี้" คุณรสรินประกาศก้องด้วยสิทธิ์ของประธานการประชุม "คุณตง... คุณทำได้ดีมาก ผลงานชิ้นนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคุณคู่ควรกับความไว้วางใจของฉัน ฉันหวังว่าคุณจะรักษามาตรฐานการทำงานที่ยอดเยี่ยมแบบนี้เอาไว้ตลอดไป"
"ขอบพระคุณมากครับคุณรสริน ผมจะตั้งใจทำให้ดีที่สุดไม่ให้คุณต้องผิดหวังครับ" ผมค้อมศีรษะรับคำชมด้วยความนอบน้อม แต่ภายในใจกลับเต้นรัวด้วยความลิงโลดและภาคภูมิใจ
"การประชุมวันนี้จบแค่นี้ค่ะ ทุกคนแยกย้ายไปทำงานได้" เธอสรุปจบการประชุมอย่างเฉียบขาด
ทุกคนในห้องเริ่มลุกขึ้นยืนและเก็บเอกสาร เสียงพูดคุยจอแจกลับมาอีกครั้งด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายขึ้น พี่ชัยและพี่ฝ้ายเดินเข้ามาตบไหล่แสดงความยินดีกับผม ชื่นชมความเก่งกาจและความกล้าหาญที่ผมกล้าต่อกรกับพี่ท๊อป ส่วนพี่ท๊อป... เขารีบก้มหน้าก้มตาเก็บของ โกยแฟ้มเอกสารลงกระเป๋า และรีบเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องประชุมไปอย่างรวดเร็วราวกับสุนัขจนตรอกที่วิ่งหนีตาย ทิ้งความพ่ายแพ้และความอับอายของตัวเองเอาไว้เื้ัเป็ที่ขบขันของคนในแผนก
ในขณะที่ผมกำลังจัดเก็บแล็ปท็อปและม้วนสายเคเบิลอยู่หน้าห้อง ผมััได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่ยังคงจับจ้องมาที่ผมอย่างไม่วางตา เป็สายตาที่ร้อนแรงจนแทบจะแผดเผาแผ่นหลังของผมให้ละลาย
ผมเงยหน้าขึ้นมอง และพบว่าคุณรสรินยังคงนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ เธอไม่ได้รีบร้อนลุกออกไปเหมือนคนอื่น เมื่อในห้องประชุมเหลือเพียงเราสองคน และประตูห้องถูกปิดลงจนสนิทโดยพนักงานคนสุดท้ายที่เดินออกไป...
ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดของเธอขยับยิ้มกว้างขึ้น เป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ายวน อันตราย และเปี่ยมไปด้วยแรงปรารถนา เธอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบฉายแววซุกซน กระหาย และหิวกระหาย
เธอไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว แต่ภาษาทางกายและสายตาอันเร่าร้อนที่สบประสานกันนั้น มันสื่อสารกับผมได้อย่างชัดเจนจนทะลุปรุโปร่ง...
'เก่งมาก... เด็กดีของฉัน'
'คืนนี้... เตรียมตัวรับรางวัล... หรือบทลงโทษ... ที่ห้องทำงานของฉันได้เลย'
ผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก ความร้อนรุ่มที่ถูกสะกดกลั้นเอาไว้ตลอดการประชุมเริ่มปะทุขึ้นมาในช่องท้อง ร่างกายท่อนล่างของผมเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสายตาเชิญชวนของเ้านายสาวอย่างห้ามไม่อยู่ เพียงแค่นึกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในคืนนี้ ความเป็ชายของผมก็เริ่มขยายตัวคับแน่นอยู่ภายใต้กางเกงสแล็ก
ความตึงเครียดจากการปะทะกับพี่ท๊อปได้จบลงไปแล้วด้วยชัยชนะที่งดงาม แต่ความตึงเครียดรูปแบบใหม่... ความตึงเครียดที่เต็มไปด้วยตัณหา ความปรารถนา และบทลงโทษอันแสนหวาน... กำลังจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน
และผมรู้ดีว่า... คืนนี้... ผมคงไม่รอดเงื้อมมือของ 'คุณผู้จัดการ' อย่างแน่นอน
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*