ณ ดินแดนที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงจำนวนมาก ท้องฟ้าสีดำสนิทราวกับยามราตรีแต่ไร้แสงสว่างจากหมู่ดาวและดวงจันทร์ อย่างไรก็ตามมันกลับเต็มไปด้วยเปลวเพลิงสีม่วงจำนวนมากที่ให้แสงสว่างแทนจำรู้สึกว่าสว่างกว่าตอนกลางวันเสียอีก แต่เปลวเพลิงสีม่วงนั้นแค่มองดูก็ให้ความรู้สึกอันตรายแล้วไม่ใช่แค่นั้นมันยังปล่อยแก๊สพิษออกมาตลอดเวลา กระจายไปทั่วทั้งบรรยากาศของสถานที่แห่งนี้
หากมนุษย์ธรรมดาเพียงสูดดมมันเข้าไปพวกเขาจะได้รับความทรมานราวกับถูกแผดเผาและตายในทันที อย่างไรก็ตามไม่ถึงกับต้องสูดดมเพียงแค่สัมผัสกับมันที่ผิวหนังโดยตรงก็แสบร้อนยิ่งกว่าถูกไฟเผา
สถานที่แห่งนี้คือส่วนภายนอกของยมโลก เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยสัมภเวสีมากมายอาศัยกันอยู่ ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากนี้พลังวิญญาณทางธรรมชาติเองก็ไม่มีอยู่ เป็นสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมเลวร้ายที่สุดสามโลก
ภายในดินแดนนั้นมีสัมภเวสีร่างหนึ่งมีรูปร่างคล้ายมนุษย์อย่างไรก็ตามมันมีหน้าตาน่าเกลียดอย่างมากเหมือนกับสัตว์ประหลาดใต้ทะเลลึก และผิวหนังทั้งตัวยังเต็มไปด้วยเกล็ดแหลมและมีสีเทาอ่อนๆ
“กร๊าซซซซซซ”
สัมภเวสีตัวนั้นคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่ตอนนี้มันได้ถูกล้อมไว้ด้วยสัมภเวสีกลุ่มใหญ่มากมายที่พร้อมจะต่อสู้กับมัน สัมภเวสีตัวสีเทาที่ดูเหมือนจะอ่อนแอและถูกรุมอยู่นั้นกลับเปิดฉากเริ่มจู่โจมก่อน มีเพียงจิตสังหารและความบ้าคลั่งเท่านั้นที่มันใช้ในการต่อสู้ ไร้ซึ่งกลยุทธ์เพราะร่างกายของมันเคลื่อนไหวด้วยสัญชาตญาณดิบ
สัมภเวสีตัวนั้นแม้จะเก่งกาจเพียงใดแต่อย่างไรก็ตามในระหว่างฉีกกระชากพวกเดียวกันเองนั้นมันยังได้รับบาดแผลจำนวนมาก อย่างไรก็ตามบาดแผลนั้นฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว จนเวลาเลยผ่านไปในสังเวียนที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงนั้นมันกลายเป็นเพียงตัวตนเดียวที่สามารถยืนอยู่ได้ นี่คือวัฏจักรผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด
ในยมโลกชั้นนอกนั้นไม่ว่าจะเป็นอย่างไรสัมภเวสีไม่สามารถปฏิเสธการต่อสู้ได้ สัมภเวสีเหล่านี้นั้นคือวิญญาณชั้นต่ำสุดที่ถูกลงโทษให้มาอยู่ในส่วนนอก โดยมีเพียงแค่สัญชาตญาณดิบที่เหลืออยู่ในตัว อย่างไรก็ตามวิญญาณของคนพวกนั้นจะยังอยู่และรับรู้ถึงความเจ็บปวดทุกครั้งเมื่อตาย และพวกมันจะฟื้นขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ และใช้ชีวิตวนเวียนในยมโลกนี้ไปอีกหลายปีเพื่อชดใช้บาปที่ก่อเอาไว้
ในเวลานั้นร่างกายของสัมภเวสีสีเทาที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ๆ ก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง มันพยายามต่อต้านและขัดแย้งบางอย่างกับตัวตนที่อยู่ภายในของมัน
“เซน…”
เสียงเรียกของหญิงวัยกลางคนปลุกร่างกายเซนที่อยู่ภายในตัวของสัมภเวสีตัวนั้น เมื่อเซนย่างก้าวเข้ามาภายในยมโลกชายหนุ่มทนกับสภาพแวดล้อมได้เพียงสิบนาทีเท่านั้นก่อนที่จะถูกมันกลืนกินและทำให้เขาสิ้นสติสูญเสียตัวตนกลายเป็นสัมภเวสี เวลาผ่านไปอย่างยาวนานในที่สุดชายหนุ่มก็ดึงตัวตนของตนเองกลับมาได้
เซนตื่นขึ้นพร้อมกับทำลายร่างกายของสัมภเวสี ร่างของมันค่อยๆ แตกสลายและหายไปตลอดกาล โดยมีร่างเนื้อมนุษย์ของเซนปรากฏขึ้นมาแทนที่ในสภาพเปลือยเปล่า
เซนกุมหัวของตนเองพร้อมกับพยายามประคองสติเอาไว้ไม่ให้สูญเสียตัวตนอีกครั้งหลังจากฟื้นคืนมาในครั้งนี้ พิษโดยรอบไม่ได้เป็นอันตรายกับระดับกึ่งเทวะอย่างเขา แต่มันทำให้เขาเจ็บปวดจนแทบเป็นบ้าด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้เองทำให้มนุษย์ไม่สามารถเหยียบย่างเข้าสู่ที่นี่ได้ และถึงพวกมันต้องการก็ไม่ได้รับอนุญาตเว้นแต่จะใช้วิธีพิเศษ
“นี่ข้าเสียตัวตนและกลายเป็นสัมภเวสีเร่ร่อนกว่า 108 ปี มันช่างสูญเปล่าจริงๆ”
เซนกล่าวขึ้นด้วยความเสียใจก่อนที่เขาจะนึกถึงเสียงเรียกที่ทำให้สติของตนกลับมา เขาจำมันได้ไม่เคยลืมมันคือเสียงของมารดาผู้ให้กำเนิดเขา และนั่นคือเหตุผลเดียวที่เขาต้องการมีชีวิตอยู่ในตอนนี้ อย่างไรก็ตามเซนนั้นไม่ได้สนใจเลยว่าเสียงนั้นมาจากไหน เพราะเขารู้ว่ามันเป็นเพียงภาพหลอนเท่านั้น
เขาได้รับผลกระทบจากมันตั้งแต่ก้าวเข้ามายังดินแดนนี้ในครั้งแรก เซนมองไปรอบๆ และเห็นว่าไม่เหลืออันตรายอยู่แล้วชายหนุ่มจึงรีบฝึกฝนสิ่งที่ตนเองควรจะฝึกตั้งแต่แรกทันที เขาสูญเสียเวลาอย่างสูญเปล่าไปกว่า 108 ปีนั่นทำให้เขารู้สึกผิดและรู้สึกว่าตนเองนั้นหยิ่งยโสและมั่นใจว่าเขาจะสามารถอยู่ในดินแดนนี้ได้ หากเปรียบเทียบกับใต้ทะเลลึกสถานที่แห่งนี้มอบความทรมานให้กับเขามากกว่าเป็นพันเท่า
…….
ในทางยมโลกที่ผ่านไปร้อยกว่าปีนั้นโลกภายนอกแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่นาที โบราณสถานในตอนนี้นั้นหายไปจากทะเลทรายที่ว่างเปล่าตลอดกาลแล้ว หากจะกล่าวว่ามันหายไปก็ไม่ถูกต้องเพียงแต่มันถูกบดบังและป้องกันเอาไว้ด้วยวงเวทของวิหคอัคคีสวรรค์เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมารบกวนมันในพิธีสืบทอดพลังนั่นเอง
ในอีกด้านหนึ่งของดินแดนตอนนี้นั้นผู้คนจำนวนมากเกินกว่า 1 ในสิบที่ระหกระเหินกันอยู่ได้มารวมกันเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง โดยที่มีจอห์นเป็นผู้นำ นี่คือคณะเดินทางขนาดใหญ่ที่บังเอิญเดินมาเจอกันอย่างไม่ได้ตั้งใจเท่านั้น แต่จำนวนคนนั้นนับว่ามากมายมหาศาล
ในหมู่คนพวกนั้นยังมีกลุ่มคณะเดินทางจากประเทศนัวร์หลายกลุ่ม รวมถึงกลุ่มของเซนที่หลงกันกลางทางอีกด้วย
“ขอบคุณทุกคนที่ให้ความร่วมมือและฟังข้า แม้ว่าพวกเราหลายคนจะมาจากต่างสถานที่ต่างเผ่าพันธุ์กันบ้างก็ตาม แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ข้าบอกได้เลยว่าพวกท่านไม่มีทางเลือกนอกจากร่วมมือกัน…”
จอห์นกล่าวขึ้นด้วยเสียงดังฟังชัดทำให้คนจำนวนมากสามารถได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ เมื่อเห็นว่าตนเองนั้นได้รับความสนใจมากพอจากผู้คนแล้วจอห์นจึงได้กล่าวต่อไปซึ่งประโยคที่เขากล่าวนั้นล้วนแล้วแต่ทำให้ผู้คนตกตะลึง
“ข้าและคณะเดินทางของข้าได้พบกับบอสที่อยู่ดินแดนแห่งนี้แล้ว และไม่ผิดตัวอย่างแน่นอน!”
คำกล่าวของจอห์นไม่ได้สร้างแค่ความตกตะลึงแต่ยังสร้างความตื่นเต้นอย่างมาก เพราะพวกผู้คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความทะเยอทะยานที่จะอยากได้สมบัติ แต่จอห์นนั้นเป็นคนมีสัจจะมากพอและเขาไม่ต้องการให้ผู้คนประมาทเขาจึงรีบกล่าวออกมาทันที
“บอสตัวนั้นแข็งแกร่งอย่างมากและมีความสามารถที่แม้แต่ข้าเองยังไม่สามารถคาดเดาได้ หากมันใช้พลังเต็มที่จะเป็นอย่างไร สหายของข้าล้วนแล้วแต่ถูกสังหารกันหมด และยังมีกองกำลังของประเทศอื่นๆ อีกเต็มไปหมดที่ถูกมันสังหาร ที่น่ากลัวก็คือมันสังหารพวกเราในชั่วพริบตา!”
“แล้วอย่างไร เป็นเพราะพวกเจ้าล้วนอ่อนเองหรือเปล่า?”
กลุ่มคนที่ค่อนข้างมั่นใจในพลังฝีมือของตนเองได้ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับผู้นำของเขา คนทั้งกลุ่มนั้นล้วนแล้วแต่สวมเกราะอัศวินสีแดงแทบทั้งสิ้น ทำให้บ่งบอกถึงที่มาและฝีมือของพวกเขา
“อัศวินโลหิต? แล้วก็พวกแร็งเกอร์ พวกเจ้าล้วนแล้วแต่หลงระเริงในการจัดอันดับจอมปลอมนั่นจนมองไม่เห็นความจริงสินะ…”
จอห์นกล่าวพร้อมกับปลดปล่อยจิตสังหารออกมา ก่อนที่ดาบของเขาจะถูกชักออกมาในขณะนั้นได้เกิดมวลหมู่ของพลังมหาศาลมันเป็นพลังจากออร่า
ซึ่งผู้นำของกลุ่มอัศวินโลหิตซึ่งเป็นถึงพวกแร็งเกอร์ลำดับต้นๆ นั้นกำลังหวาดกลัวและตอบสนองต่อความเร็วดาบไม่ทัน อย่างไรก็ตามก่อนที่ดาบของจอห์นจะตัดคอของเขานั้น ดาบก็ได้ถูกหยุดเอาไว้ก่อนด้วยตัวของจอห์นเอง
บนศีรษะของผู้นำกลุ่มนั้นเต็มไปด้วยเหงื่อและร่างกายของเขาสั่นด้วยความหวาดกลัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ในหัวสมองของเขาคิดถึงตัวตนที่แท้จริงของจอห์นในความเป็นไปได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามจอห์นนั้นเป็นยอดฝีมือที่ปกปิดตัวตนนั่นคือคำตอบที่เขาคิดได้
จอห์นไม่สนใจท่าทางหวาดกลัวของพวกนั้นเขาเดินกลับมาที่เดิมท่ามกลางผู้คนก่อนที่จะใช้สายตาดุดันกวาดมองแทบทุกคน ก่อนที่จะกล่าวออกมาว่า
“พวกเจ้าเห็นความแข็งแกร่งของข้าหรือไม่ พรรคพวกของข้าเองล้วนแล้วแต่มีความแข็งแกร่งประมาณนี้แทบทั้งสิ้น แต่พวกเรายังไม่สามารถแม้แต่จะทำอะไรบอสตัวนั้นได้นอกจากรอความตาย แล้วพวกเจ้ายังคิดว่ามันไม่เป็นปัญหาอีกหรือ? นอกจากนี้บอสตัวนั้นกำลังไล่ล่าพวกเราที่เตร็ดเตร่กันอยู่ในทะเลทรายแน่นอน หากพวกเจ้าไม่อยากโชคร้ายก็ควรจะรวมกลุ่มกัน รอให้มันปรากฏตัว และสู้กับมันด้วยกัน ข้าขอกล่าวเพียงเท่านี้หากใครต้องการจะอยู่ก็อยู่ ส่วนใครจะไปก็เรื่องของเจ้า…”