จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 48 บรรยากาศคึกคัก

            เมื่อทั้งสองคนลงมายังด้านล่างจึงพบว่าบนถนนนั้นเต็มไปด้วยเงาคน ทั้งหมดต่างมุ่งไปยังใจกลางของตลาดมืดอเวจีโดยพร้อมเพรียงกัน

            “ที่แห่งนี้ไม่ใช่กว้างใหญ่ธรรมดา!” เย่เฉินกล่าว พร้อมสวมหน้ากากผีอีกครั้ง

            “นี่เป็นยาแปลงโฉมและยาเปลี่ยนเสียงกลืนหนึ่งเม็ด” เจ้าหมีสองหยิบยาสองเม็ดออกมาจากเป้ากางเกงและส่งมันให้กับเย่เฉิน“สามารถแปลงโฉมหน้าและเปลี่ยนเสียงได้ รอบคอบไว้จะได้ไม่พลาด”

            เดิมทีเย่เฉินต้องการจะรับมันมาแต่เมื่อนึกได้ว่าเจ้าหมีสองหยิบมันออกมาจากเป้ากางเกง ก็ทำเสียงไอแห้งๆ“เจ้าเอาไว้ใช้เองเถอะ! ข้าสวมหน้ากากดีกว่า!”

            พูดจบเขาจึงเอาหน้ากากออกมาจากอกเสื้อแล้วสวมไว้บนใบหน้า

            “ไม่ต้องดึงออกมา”เจ้าหมีสองไร้ยางอาย ไม่สนใจรูปลักษณ์ที่น่าเกลียดของเย่เฉินเลยแม้แต่น้อยจากนั้นก็กลืนยาเปลี่ยนเสียงและยาแปลงโฉม

            “ทำไมถุงเก็บของของเจ้าถึงอยู่ในเป้ากางเกง”

            “มันปลอดภัย”

            ใกล้ๆกับใจกลางของตลาดมืดอเวจี มีอาคารอยู่หลังหนึ่ง ที่สูงเทียมเมฆ ตั้งตระหง่านอยู่

            อาคารหลังนี้มีชื่อว่าหอซ่อนมังกร เป็นสถานที่ที่ใช้ในการประมูลของตลาดมืดอเวจี

            ขณะนี้เมื่อมองลงมาจากที่สูง ผู้คนทั่วทุกสารทิศต่างหลั่งไหลเข้ามารวมตัวกันทุกคนล้วนแต่ไม่ธรรมดาทั้งนั้น และประพฤติตัวค่อนข้างต่ำ

            ไม่นานหลังจากนั้นฝูงชนจำนวนมากก็มาอยู่หน้าประตูหอซ่อนมังกร

            “ทำไมยังไม่เปิดประตู”มีบางคนเริ่มหมดความอดทนแล้ว

            “ยังไม่ถึงเวลาจะรีบร้อนอะไรกัน”

            “ครั้งนี้ไม่รู้ว่าสำนักเทียนเสวียนจะมีของอะไรมาประมูล”

            “สำนักเทียนเสวียนเป็นผู้จัดประมูลไม่ธรรมดาจริงๆ” เบื้องหลังฝูงชน เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ

            ในไม่ช้าประตูใหญ่ของหอซ่อนมังกรก็เคลื่อนไหว และเปิดออกอย่างช้าๆ

            ทันทีที่ประตูใหญ่เปิดชายชราในชุดดำที่ค้ำไม้เท้ามังกรเขียวก็ก้าวเข้าไปเป็นคนแรก

            “คนผู้นี้เป็นใครกัน! หยิ่งผยองเกินไปแล้ว!”

            “เจ้านี่ไม่รู้อะไรเลยนั่นคือผู้เฒ่าภูเขาดำ เป็นผู้มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง!”

            “ข้าดูผิดไปแล้ว”

            หลังจากผู้เฒ่าภูเขาดำก็มีชายชราหลายคนต่างเดินตามติดเข้ามาเป็นขบวน

            ตามด้วยผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลแย่งกันเข้ามาภายในหอซ่อนมังกร

            “ไปๆๆกันเถอะ” เจ้าหมีสองก็เบียดเสียดตามฝูงชนเข้าไปเช่นกัน ก้อนเนื้อของเขาแทบจะอัดแน่นจนเกือบเป็นชิ้นเนื้อแล้ว

            กระทั่งผู้คนบางตาเย่เฉินจึงก้าวเดินเข้าไป

            เมื่อเดินเข้าไปเย่เฉินก็พบว่าภายในหอซ่อนมังกรเหมือนเป็นอีกโลกๆ หนึ่ง รัศมีบริเวณโดยรอบใหญ่มาก

            ภายในอาคารมีวิจิตรตระการตาดุจเมืองเทพเมืองสวรรค์แม้แต่สมุนไพรวิญญาณและดอกไม้วิญญาณก็ล้วนแต่ไม่ธรรมดา

            “เป็นงานที่ยิ่งใหญ่จริงๆ!” เย่เฉินถอนหายใจ

            ผู้ที่เข้ามาก็หาตำแหน่งที่นั่งได้อย่างรวดเร็วสำหรับผู้ฝึกตนที่เข้าร่วมการประมูลเป็นครั้งแรก ดวงตาเปล่งประกายด้วยความแปลกใหม่แต่สำหรับเหล่าผู้ฝึกตนที่เคยเข้ามาก่อนแล้ว กลับดูเฉยเมยเป็นอย่างมาก

            “ตรงนี้แหละตรงนี้แหละ”เจ้าหมีสองดึงเย่เฉินไปตรงด้านหน้ามุมหนึ่งของโต๊ะหินหยกเจ้าคนนี้กลับไม่ได้เกรงใจอะไร คว้าผลไม้วิญญาณที่อยู่บนโต๊ะยัดเข้าปากไปขณะที่ยัดไปนั้น ก็ยังไม่ลืมที่จะหยิบอีกสองสามลูกเข้าไปในอ้อมแขนของตนเอง

            “เฮ้ยเจ้าเหลือให้ข้าบ้าง!” เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะบ่น

            “เจ้าสวมหน้ากากอยู่ไม่รู้จะกินอย่างไร ข้ากินแทนเจ้าแล้วกัน”

            “เจ้าแน่นท้องตายแน่”

            ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วก็มีผู้เฒ่าคนหนึ่งนั่งลงข้างๆ โต๊ะของพวกเขา เมื่อมองดูดีๆ แล้วนี่ไม่ใช่ผู้อาวุโสชุดม่วงคนนั้นที่ปรากฏอยู่ในป่าแห้งแล้งเมื่อวานนี้หรือ?

            เมื่อชำเลืองมองไปที่ด้านข้างของผู้อาวุโสชุดม่วงเย่เฉินอดไม่ได้ที่จะตกใจ

            แม้ว่าการฝึกตนจะถูกระงับเอาไว้แต่ผู้อาวุโสชุดม่วงก็ทำให้เขารู้สึกว่ามีภูเขาขนาดใหญ่กดทับเอาไว้ด้านบน

            เย่เฉินถอนสายตากลับและผู้อาวุโสชุดม่วงก็หันศีรษะเล็กน้อยมองไปยังเย่เฉิน แต่นัยน์ตากลับมีสีแปลกๆปรากฏขึ้น

            “คนของตระกูลฉีแห่งหนานเจียงมาแล้ว”ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนขึ้นมา

            หน้าประตูมีผู้อาวุโสชุดเทาสามคนเดินเข้ามาและตรงไปที่ห้องส่วนตัวชั้นสอง

            “ตระกูลซือถูแห่งซีสู่ก็มาถึงแล้ว”

            “นั่นเป็นตระกูลหวังแห่งเป่ยชวนใช่ไหม? ไม่นึกว่าจะมาด้วย”

            “ตระกูลซั่งกวนแห่งตงเยว่”

            ผู้ที่มาส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นผู้ฝึกตนของตระกูลฝึกตนฉากในเหตุการณ์ก็ไม่เล็กเลย ต่างดึงดูดสายตาของเหล่าผู้ฝึกตนที่อยู่ในหอสวรรค์

            “ตระกูลสยงของพวกเจ้าไม่มีใครมาหรือ”เมื่อมองไปยังสมาชิกตระกูลที่ยิ่งใหญ่ครู่หนึ่งที่เดินเข้าประตูมาอย่างต่อเนื่องเย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเจ้าหมีสอง

            “มาแล้ว!” เจ้าหมีสองที่กำลังกัดผลไม้วิญญาณชี้ไปยังชายร่างท้วมผู้หนึ่ง“นั่นคือลุงสองของข้า”

            “ลุงสองของเจ้าดู…ดูเป็นกันเองมาก!”

            “ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว”

            “สำนักเหิงเยว่ก็มีคนมาแล้ว”มีใครบางคนได้ตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นเย่เฉินและหมีสองก็มองไปยังพวกเขาทีละคน ชายวัยกลางคนแบกกระบี่เดินเข้ามารูปร่างสูงราวกับภูเขาที่อยู่ระหว่างมังกรกับเสือ เต็มไปด้วยจิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง

            “คนผู้นี้เป็นคนของสำนักเหิงเยว่หรือข้าไม่เคยเห็นมาก่อน” เย่เฉินหันไปมองเจ้าหมีสอง “เจ้าเคยเห็นมาก่อนไหม?”

            “เขาเป็นเจ้าสำนักในยอดเขาอวี้เจี้ยน”เจ้าหมีสองจำได้จริงๆ และพูดว่า “เหมือนจะมีนามว่า เฟิงอู๋เฮิ่น”

            “คนของสำนักเจิ้งหยางก็มาถึงแล้วเช่นกัน”ขณะที่พูดอยู่ ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านล่าง นั่นคือชายชราผมเทา

            “อู๋ฉางชิง”เย่เฉินจำบุคคลผู้นี้ได้ในชั่วพริบตาเขาดูเหมือนจะเป็นผู้อาวุโสของหอบังคับวินัยของสำนักเจิ้งหยาง? ในตอนนั้นคนที่ไล่เขาออกจากสำนักเจิ้งหยาง ก็คืออู๋ฉางชิงผู้นี้

            “สำนักชิงอวิ๋นก็จัดคนมาแล้วด้วย”

            พูดจบผู้อาวุโสชุดครามคนหนึ่งก็เดินถือไม้เท้าเข้ามา ด้านหลังตามมาด้วยหญิงชราคนหนึ่งและยังมีเด็กหนุ่มในชุดม่วงอีกหนึ่งคน

            เมื่อเย่เฉินมองไปดวงตาของเขาก็หรี่ลงทันทีโดยเฉพาะเมื่อเห็นเด็กหนุ่มในชุดม่วงแววตาของเขาก็เปล่งประกายครั้งก่อนนั้นคนที่ทำลายจุดตันเถียนของเขา ก็คือเด็กหนุ่มชุดม่วงคนนี้ใช่ไหม?

            เย่เฉินรู้จักเขาแม้ว่าจะกลายเป็นขี้เถ้าเขาก็ยังจำได้ดี คนผู้นั้นคือ ลวี่จื้อเขาเป็นศิษย์อันดับสองของศิษย์แท้จริงทั้งเก้าแห่งสำนักชิงอวิ๋น

            “ความแค้นนี้ต้องชำระ”เย่เฉินกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว

            เมื่อผู้คนจากทั้งสามสำนักต่างขึ้นไปยังชั้นสองแล้วที่ประตูก็มีคนเข้ามาอีกสามคน คนหนึ่งคือชายชราผมเทา อีกคนคือชายวัยกลางคนในชุดม่วงและยังมีชายหนุ่มชุดขาวอีกหนึ่งคน

            เมื่อเห็นดังนั้นดวงตาของเย่เฉินก็หรี่ลงอีกครั้งสามคนนี้คือสามคนนั้นที่ไล่ตามฉู่หลิงเอ๋อร์ที่ผืนป่าอสูรในวันนั้นไม่ใช่หรือ? เย่เฉินไม่นึกเลยว่าจะมาเจอพวกเขาที่นี่แบบนี้

            “คนของตำหนักซื่อเสี่ย”มีเสียงของความประหลาดใจมากมายทั่วบริเวณ

            สามสำนักหนึ่งตำหนักแห่งต้าฉู่ตำหนักซื่อเสี่ยมีอิทธิพลมากทางตอนเหนือของแคว้นต้าฉู่แม้แต่สามสำนักใหญ่ก็ยังไม่มีผู้ใดกล้ายั่วยุพวกเขา

            “งานนี้สนุกแล้ว”

            “เมื่อคิดจะประมูลของวิเศษเกรงว่าจะไม่ง่ายแล้ว”

            ด้านล่างมีแท่นสูงอยู่หนึ่งแท่น ชายชราคนหนึ่งกำลังเดินขึ้นไปบนนั้นคนในที่นี้ต่างเรียกเขาว่า ผู้อาวุโสหยาง

            “คิดว่าทุกคนคงจะรู้กฎระเบียบของที่แห่งนี้กันดีอยู่แล้วข้าก็จะไม่พูดให้มากความ” ผู้อาวุโสหยางพูดอย่างเรียบง่าย “เริ่มการประมูล”

            ทันใดนั้นก็มีคนผู้หนึ่งเดินถือกระบี่วิญญาณขึ้นไปบนเวที

            กระบี่วิญญาณเล่มนี้ถูกรายล้อมด้วยแสงสีม่วงแหลมคมดูน่ากลัว บางครั้งก็มีเสียงกระทบกันของกระบี่แน่นอนว่ามันคือกระบี่วิญญาณที่น่ากลัวมากเล่มหนึ่ง

            “กระบี่จื่อหยางเริ่มกันที่ราคาห้าหมื่นหินวิญญาณ ผู้ใดที่ให้ราคาสูงสุดจะได้รับมันไป”ผู้อาวุโสหยางกล่าวเบาๆ

            “ข้าให้ห้าหมื่นหนึ่งพัน”ไม่นาน ด้านล่างก็มีคนชูป้ายขึ้น

            “ห้าหมื่นสาม”

            “หกหมื่น”

            หลังจากผ่านไปเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้นราคาของกระบี่วิญญาณก็เพิ่มขึ้น และเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องการประมูลก็ยิ่งร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ

            “นี่มันแพงแล้วนะ”เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงประหลาดใจเพียงแค่สินค้าชิ้นแรกที่นำมาประมูลก็ยังราคาสูงขนาดนี้ทำให้เขายิ่งรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อยที่จะเสนอราคาประมูลออกไป

            “ไม่เคยได้ยินคำว่าเริ่มต้นได้ดีหรือ?” เจ้าหมีสองพูดขึ้น “รายการประมูลชิ้นแรกจะมีบรรยากาศที่คึกคักหลังจากนั้นมันก็ถูกลง”

            “แปดหมื่นหินวิญญาณ”

            “แปดหมื่นห้า”

            “เก้าหมื่น”

            ด้านล่างการแข่งขันยังคงเป็นไปอย่างดุเดือด เพื่อให้ได้มาซึ่งกระบี่จื่อหยางราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกเขาต่างตะโกนแข่งกัน

            “หนึ่งแสน”ในขณะนี้มีเสียงดังมาจากชั้นสอง ผู้เสนอราคาคือ อู๋ฉางชิง จากสำนักเจิ้งหยาง

            ในตอนนี้ผู้คนด้านล่างต่างหยุดความเคลื่อนไหวทันที

            “ถ้าไม่มีใครให้ราคามากกว่านี้กระบี่จื่อหยางก็จะตกเป็นของสำนักเจิ้งหยาง” บนเวทีประมูลผู้อาวุโสหยางเหลือบไปมองด้านล่าง เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้เสนอราคาแล้วเขาจึงปัดกระบี่จื่อหยางกลับเข้าไปในแขนเสื้อ

            ทันใดนั้นด้านล่างเวทีก็มีคนเดินขึ้นมา ในมือถือเตาทองแดงขนาดเล็กเอาไว้เตาทองแดงขนาดเล็กสลักลวดลายเป็นอักขระยันต์เต๋าไว้ มีแสงสว่างส่องประกายแม้ว่ามันจะมีขนาดเพียงฝ่ามือ แต่กลับเผยให้เห็นถึงความสวยสง่า

            “เตาทองแดงสุริยันเริ่มที่ราคา สามหมื่น เริ่มการประมูลได้”

            ในไม่ช้าที่ด้านล่างก็มีคนเสนอราคาขึ้นมา และเพิ่มราคาอีกหนึ่งหมื่นหินวิญญาณ

            “ห้าหมื่น”

            “เจ็ดหมื่น”

            “ข้าให้เก้าหมื่น”

            เสียงของการเสนอราคาดังขึ้นเรื่อยๆต่างคนต่างมีหน้าที่ต้องการเอาชนะเพื่อให้ได้เตาทองแดงขนาดเล็กใบนั้นมา

            “เตาทองแดงขนาดเล็กใบนี้ไม่เลวนะ”เย่เฉินลูบคางเบาๆ

            “ถ้าอยากได้ก็ลองเสนอราคาดูสิ”เจ้าหมีสองพูดขึ้น

            “ไม่มีเงิน”

            “ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าข้าไม่ได้พูดก็แล้วกัน”

            เพียงพริบตาเดียวเตาทองแดงขนาดเล็กใบนั้นก็ถูกเสนอไปแล้วในราคาที่สูงถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นหินวิญญาณมันก็น่าเหลือเชื่อ ที่เงินหนึ่งแสนห้าหมื่นหินวิญญาณจะยังไม่สามารถครอบครองเตาทองแดงเล็กๆ ใบนั้นได้

            “หนึ่งแสนหกหมื่นสำนักชิงอวิ๋นของข้ารับไว้เอง” เสียงของผู้อาวุโสสำนักชิงอวิ๋นดังมาจากด้านบน

            ทันใดนั้นที่ด้านล่างก็นิ่งเงียบไปอีกครั้ง จบไว้เพียงหนึ่งแสนหกหมื่นหินวิญญาณสำนักชิงอวิ๋นถือว่ามีอิทธิพลจึงไม่มีใครกล้าจะไปเสนอราคาสู้กับพวกเขา

            “ในเมื่อไม่มีใครให้ราคาเพิ่มเจ้าเตาทองแดงนี้ก็ตกเป็นของสำนักชิงอวิ๋น” ผู้อาวุโสหยางกวาดสายตามองอยู่นานจากนั้นเมื่อไม่มีการเสนอราคาเพิ่ม เขาก็โบกแขนเสื้อเก็บเตาทองแดงขนาดเล็ก

            สิ่งต่อไปที่เขานำออกมาก็ยังคงเป็นอาวุธวิญญาณ มันคือกระจกแปดเหลี่ยมบานหนึ่ง ทันทีที่ถูกนำออกมามันก็เปล่งแสงกระจายรัศมีวิญญาณออกไปทั่วบริเวณ เป็นที่สะดุดตา เผยให้เห็นพลังความผันผวนที่น่ากลัว

            “ราคาเริ่มที่หนึ่งแสนเริ่มประมูล”

            “หนึ่งแสน” นักพรตชุดม่วงที่อยู่ด้านล่างผู้หนึ่ง เสนอราคาขึ้นก่อน

            “โจวชางทำไมเจ้าจึงเซ่อซ่าเช่นนี้ แต่เจ้าก็ไม่สามารถเอากระจกแปดเหลี่ยมนี้ไปได้หรอก”อีกด้านหนึ่ง มีชายชราผมขาวที่มีใบหน้ามืดมนคนหนึ่งพูดขึ้นมา

            “ข้าให้หนึ่งแสนสองหมื่น”ชายชราผมขาวยิ้มอย่างเยือกเย็น

            สีหน้าของโจวชางก็เย็นชาลงทันทีพูดออกไปอย่างเย็นชา “ให้มากกว่าเจ้าหนึ่งหมื่น หนึ่งแสนสามหมื่น”

            “หนึ่งแสนห้าหมื่น”

            “ข้าให้หนึ่งแสนเจ็ดหมื่น”

            ทั่วทั้งหอซ่อนมังกรมีเพียงเสียงคนสองคนนี้กำลังสู้ราคากัน ดูเหมือนทั้งคู่จะมีความคับแค้นใจกันมาก่อนคำพูดจาดูเย็นชาและดูเหมือนว่าจะเป็นศัตรูกัน แม้ว่าจะต้องกัดฟันทำก็ยังต้องยอมเสนอราคาสู้ขึ้นไปเรื่อยๆ

            แน่นอนว่าการประมูลที่ตลาดมืดอเวจี ภายนอกจะดูเหมือนว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติแต่ในที่ลับตาแล้ว คนพวกนี้ล้วนแต่ไปต่อสู้กันอย่างลับๆ เสมอ

            “สองแสน”

            “ข้าให้มากกว่าอีกหนึ่งหมื่นสองแสนหนึ่งหมื่น”

            การแข่งขันแย่งชิงกระจกแปดเหลี่ยมเป็นไปอย่างดุเดือดทั้งสองคนแข่งขันกัน จนกระทั่งมีคนที่สามเข้ามาร่วม ตามด้วยคนที่สี่และคนที่ห้า

            เนื่องจากมีจำนวนคู่แข่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องราคาของกระจกแปดเหลี่ยมจึงพุ่งสูงถึงสามแสนกว่า

            “บ้าเอ๊ยข้าว่าจะเสียบเข้าไปสักหน่อย?” เจ้าหมีสองอุทาน“เสนอราคากันสูงขนาดนี้ เดรัจฉานแท้ๆ”

            “ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าการประมูลครั้งนี้มันดูไม่มีอะไรเกี่ยวกับพวกเราสองคนเลย?”

            “ไม่มีเงินหงุดหงิดจริงๆ”

            ที่ด้านล่างการประมูลกระจกแปดเหลี่ยมได้สิ้นสุดลงและผู้ที่ได้มันไปคือชายชราที่ผอมแห้งเหมือนลิง

            ฮึ

            ฮึ

            เพื่อกระจกแปดเหลี่ยมชิ้นนั้นจึงทำให้บรรดาผู้ฝึกตนต่างคับแค้นกันดวงตาเยือกเย็น มีแสงเย็นวาบในดวงตาของพวกเขา