………………………
“ แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก……” ศรีสมรหอบถี่ แผ่นหลังพิงประตูทางเข้าตำหนัก ใจรู้สึกเต้นตูมตามจนแทบระเบิด
“ เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น นี่เราเกือบจะโดนข่มขืน ใช่มั้ย ” สาวใหญ่วัยสะคราญถามตัวเอง ความรู้สึกแลสับสนไปหมด อันอยู่ระหว่างสยองปนสยิว นางเลยใช้เวลาทำใจอยู่นานพอดู สุดท้ายก็สงบลง
“ ฟู่……แต่สุดท้าย เราก็อยู่รอดปลอดภัย ดังนั้นรีบไปหาท่านอาจารย์ดีกว่า ”
ทันทีที่สิ้นความคิด สาวใหญ่ก็ตกใจจนแทบกรี๊ด…ด้วยจู่ๆ ท่านอาจารย์ใหญ่ก็ดันมาปรากฏตัวตรงหน้าซะอย่างนั้น เขาเป็นเด็กหนุ่มวัยละอ่อน แต่สีหน้ากลับกระด้างดุจแผ่นเหล็กเรียบๆที่ถูกวางทิ้งกลางหิมะ
“ ทะ….ท่านอาจารย์ ” ศรีสมรขนานนาม แต่ยังคิดคำพูดถัดไปไม่ออก เพราะยังอึ้งอยู่ อาจารย์หนุ่มจึงพยักหน้าให้นิดนึง ก่อนจะกล่าวแผ่วเบา
“ เจ้าโชคดีที่รอดมาได้ วันนี้จะมาเพิ่มของรึไง ”
พอได้ยินอาจารย์หนุ่มพูดแบบนั้น ศรีสมรก็เก็ตทันทีว่า….คนผู้นี้รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ทำให้แอบเดือดที่ไม่ยอมช่วยเหลือ แต่สุดท้าย สาวใหญ่วัยสะคราญก็กล้ำกลืนทุกอารมณ์ เพราะความเกรงกลัวต่อหมอไสยศาสตร์ตรงหน้ามีอิทธิพลมากกว่า
กระนั้นอาจารย์หนุ่มก็เหมือนจะเข้าใจทุกสิ่ง จึงอธิบายความเป็นไปด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยดุจเดิม
“ ส่วนสาเหตุที่ข้าไม่ยอมช่วย ทั้งที่หยุดไอ้ยอดได้ง่ายๆ เป็นเพราะเวลาเราที่เลี้ยงสัตว์ป่า จะคุมขังมันให้อยู่ในกรงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องปล่อยให้อาละวาดบ้าง จึงจะไม่เสียสมดุล ”
คำตอบนั้นไม่ได้ช่วยให้ศรีสมรรู้สึกดีขี้นมาเลย ตรงกันข้าม กลับเสื่อมจิตหนักกว่าเก่า ประมาณอยากตัดพ้อว่า “สรุปนี่ชั้นเป็นเหยื่อให้หมาป่าที่อาจารย์เลี้ยง ได้ฝึกล่าหรือไง” แต่สุดท้ายก็ชะงักวาจา พร้อมแจงเสียงขุ่น
“ ค่ะ เข้าใจแล้ว และในวันนี้ ดิชั้นจะมาปรึกษาท่านอาจารย์ในเรื่องทำของ ”
อาจารย์หนุ่มที่แลเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ดูไม่ใส่ใจน้ำเสียงของลูกศิษย์สาววัยสะคราญ จึงผายมือไปยังห้องทำพิธี พร้อมกล่าวเชื้อเชิญ
“ งั้นตามข้ามา เราจะไปคุยกันข้างใน ”
…………………………
ภายในห้องทำพิธียังดูเข้มขลังดุจเดิม บรรยากาศเต็มไปด้วยความหนักหน่วง อาจเป็นเพราะหิ้งบูชาขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรูปปั้นอสูรที่น่าสะพรึง หรือไม่ก็ได้รับอิทธิพลจากดวงไฟสีส้มบนเพดานที่หรี่จนเกือบดับ และถึงศรีสมรจะเคยเข้าห้องนี้มาหลายครั้ง แต่นางก็ไม่เคยคุ้นชินหรือชื่นชอบมันเลย
“ บรื้อ….ที่นี่น่าขนลุกชะมัด ถ้าเป็นไปได้ ไม่อยากมาอีก ” ศรีสมรห่อกาย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งพับเพียบบนเสื่อสาน โดยมีอาจารย์หนุ่มวัยละอ่อนนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้า
“ เอาล่ะ ทีนี้มีอะไรก็ว่ามา ” สำเนียงที่อาจารย์หนุ่มเอื้อนเอ่ย ดูแตกต่างกว่าครั้งก่อนๆ คล้ายกับว่าคนผู้นี้จะอ่านออกว่าคุณนายสาวมีเจตนาที่ไม่เหมือนเดิม
ศรีสมรดูอึดอัด เธอเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเริ่มไถ่ถาม ด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยมั่นใจนัก
“ เอ่อ…..พอดีหนูอยากจะถามอาจารย์เรื่องนึง ไอ้ของที่เคยทำใส่คน เราสามารถถอนมันได้มั้ย ”
หลังสิ้นสุดคำถาม มุมปากของอาจารย์หนุ่มเหมือนกระดกขึ้นมานิดๆ เป็นนัยว่าจะยิ้ม แต่สุดท้าย สีหน้าของเขาก็กลับมาไร้อารมณ์เหมือนเดิม พร้อมปล่อยกระแสเสียงที่ราบเรียบ ดุจน้ำนิ่งในบ่อลึก
“ สามารถทำได้ เจ้าอยากจะถอนของที่เคยทำใส่ไอ้ณัฐ ผัวเด็กของเจ้ารึ….”
ศรีสมรผวาอีกครั้ง เพราะเธอจำได้ว่าตัวเองไม่เคยบอกชื่อผัวหนุ่มให้ท่านอาจารย์รับรู้ แต่จากร่วมสองเดือนที่ไปมาหาสู่กัน เลยเห็นปาฏิหาริย์แบบนี้มาหลายครั้ง ความแปลกใจจึงมีไม่มากนัก
“ อ่า….ใช่ค่ะ ดิชั้นต้องการแบบนั้นจริงๆ ”
“ ทั้งที่รู้ชัดว่า…ถ้าหยุดทำ ผัวเด็กของเจ้าจะเลิกสนใจ ” อาจารย์หนุ่มตามติด ทำให้ศรีสมรสะอึก ก่อนจะก้มหน้ารับคำแผ่วเบา
“ ค่ะ ท่านอาจารย์ ดิชั้นอยากให้ถอนของ ”
อาจารย์หนุ่มนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับเบาๆ น้ำเสียงเยือกเย็น
“ งั้นก็ทำได้ แต่หลังจากถอนของ มันจะมีกฎสามข้อ ที่เจ้าต้องห้ามฝ่าฝืนเป็นอันขาด ”
“ อ้า….กฎสามข้อนั้นคืออะไรคะ ” ศรีสมรตกใจเล็กน้อย กายอวบอัดสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด อาจารย์หนุ่มเลยมองหน้านิ่งๆอยู่อึดใจ ก่อนจะคลายความสงสัย
“ ข้อแรกก็คือ….เจ้าห้ามกินมะเขือยาวตลอดชีวิต ”
“ หา……อะไรกันคะ มีข้อห้ามแบบนี้ด้วยเหรอ ” คราวนี้คุณนายสาวตกใจจนร้องเสียงหลง ความรู้สึกเเอบเจือปนความเสียดาย ด้วยมะเขือยาวนั้นคือ…อาหารโปรดของเธอ
“ ใช่แล้ว อย่าได้เอามันเข้าปากเป็นเด็ดขาด ” อาจารย์ยืนยัน สีหน้าจริงจัง
เมื่อได้รับประกาศิตเช่นนี้ ศรีสมรได้แต่ต้องยอมคล้อยตาม กระนั้นเจ้าหล่อนก็ไม่วายต่อรอง
“ เอ่อ…ถ้านานๆที พอจะรับประทานได้มั้ยคะ เพราะดิชั้นชอบมันมาก ”
เหมือนแววระอาจะผุดขึ้นมาบนใบหน้าของอาจารย์หนุ่มแวบนึง ก่อนจะเลือนหายไป พร้อมวาจาเสียงโมโนโทนที่หลุดจากปาก
“ ย่อมได้ แต่ทุกครั้งที่กินมัน จะทำให้สติของเจ้าวิปลาสไปทั้งคืน ”
“ สติวิปลาส…หมายถึง…บ้า ใช่มั้ยคะ ” ศรีสมรทวนคำ เพราะไม่เข้าใจ ทำไม...แค่กินผักชนิดหนึ่ง เธอถึงต้องกลายเป็นบ้า แต่ไม่นาน อาจารย์ก็แถลงไข
“ ใช่แล้ว และเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะของที่ฝังในตัวเจ้าจะแผลงฤทธิ์ทันทีที่มะเขือยาวเข้าปาก ด้วยมันคือข้อห้ามที่เจ้าของอาคมได้บัญญัติขึ้นมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล ”
“ ละ….แล้วถ้าเป็นแบบนั้นจริง หนูจะมีอาการยังไงบ้างคะ ถึงขั้นอาละวาดฆ่าคนมั้ย ” คุณนายสาวยังคงถามต่อ ท่าทางตระหนก อาจารย์หนุ่มจึงเฉลยให้หายสงสัย
“ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เจ้าจะแค่ควบคุมตัวเองไม่ได้ และอยากเสพสังวาสโดยไม่เลือกหน้าเพียงอย่างเดียว
”
ความเงียบงันเข้ามาเยือนทันควัน และพอสาวใหญ่วัยสะคราญตั้งสติได้ เธอก็เริ่มวีนแตก
“ นี่มันข้อห้ามอะไรกันคะ บ้าบอที่สุด อาจารย์ดึงของออกแบบถาวรเลยไม่ได้หรือ จ่ายเท่าไหร่ก็ได้ ดิชั้นพร้อมโอน….”
แม้เจ้าหล่อนจะยัดเงินก้อนโตชนิดอันลิมิต แต่อาจารย์หนุ่มดูเมินเฉย ราวกับมองไม่เห็นคุณค่าของกระดาษที่มนุษย์อุปโลกน์ มิหนำซ้ำยังจ้องกลับ พร้อมท้วงติงถึงสิ่งๆนึง
“ จำได้มั้ย ในตอนที่เจ้าพบข้าครั้งแรกเมื่อสองเดือนก่อน ข้าเคยถามว่า……เจ้าพร้อมทำเรื่องแบบนี้มั้ย เพราะถ้าเริ่มแล้ว มันจะไม่มีทางถอยหลัง ”
น้ำเสียงที่เยือกเย็น และประกายตาที่ว่างเปล่าของหมอไสยศาสตร์ ทำให้ศรีสมรรู้สึกหวาดหวั่น เลยพยายามนึกทบทวนอยู่อึดใจ จึงจดจำได้ว่า…อาจารย์หนุ่มเคยพูดแบบนี้จริงๆ จึงกล่าวเสียงอ่อยแบบคนสำนึกผิด
“ อ่า…จำได้ค่ะ ดังนั้นก็แปลว่า…..”
“ แปลว่า….มันจะต้องเป็นแบบนี้ต่อไปจนกว่าวิญญาณของเจ้าจะไปสู่ปรภพ ” อาจารย์หนุ่มต่อให้จบ ซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริงที่ชวนขนหัวลุกเลยทีเดียว
ศรีสมรไร้คำพูดใดๆ มีแววหลอนปรากฏบนใบหน้าเนียนใส และไม่ถึงชั่วเคี้ยวหมากแหลก อาจารย์หนุ่มก็กล่าวถึงกฎข้อสอง
“ ข้อสอง เจ้าต้องห้ามด่าใครในเวลากลางคืน ”
“ หา……” ศรีสมรร้องเหวออีกครั้ง เพราะข้อห้ามนี้ดูจะแปลกกว่ากฎข้อแรกเสียอีก ร้อนถึงอาจารย์ต้องแจงให้เข้าใจ
“ เหตุที่เป็นแบบนี้ เพราะรอบตัวเจ้ายังมีผีพรายที่ข้าเรียกมาใช้งาน คอยวนเวียนอยู่ เจ้าพวกนี้จมูกไวต่อกลิ่นอายด้านลบ โดยเฉพาะตอนกลางคืน ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ ”
“ แบบนี้ก็แปลว่า……” ศรีสมรเริ่มคาดเดาถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตน ซึ่งไม่ผิดไปจากความจริง เพราะอาจารย์หนุ่มเป็นฝ่ายเฉลยจากปาก
“ ก็แปลว่า…ถ้าเจ้าด่าใครในตอนกลางคืนเมื่อไหร่ ภูตพรายพวกนี้จะปรากฏตัวให้เห็น ”
“ เหวอ……” ศรีสมรแทบจะกระโดดหนี สายตาเหลือบมองไปรอบกาย อาการบ่งบอกว่าหวาดระแวง
“ ไม่ต้องกลัวไปหรอก ขอเพียงไม่ด่าหยาบคายในตอนที่อาทิตย์ตรงดิน ไอ้พวกที่รายล้อม ก็ไม่อาจโผล่มาให้เจ้าเห็นได้ ” อาจารย์หนุ่มสาธยายต่อ ซึ่งถ้าพิจารณาจากเนื้อความ ก็ใกล้เคียงกับคำปลอบใจ ศรีสมรเลยนิ่งตรึกตรองอยู่ครู่นึง ก่อนจะแอบขบคิด
“ อืม…จะว่าไป ข้อห้ามนี้ก็ไม่แย่เท่าไหร่ แค่ทำใจให้เย็นๆ หลีกเลี่ยงการพบหน้าใครในตอนกลางคืน ก็พอจะรอดตัวแล้ว ”
ทว่ากฎเกณฑ์ทั้งหลายยังไม่หมดแค่นั้น ท่านอาจารย์จึงเผยถึงบัญญัติข้อสุดท้าย
“ ข้อที่สาม หลังจากถอนไสยศาสตร์ที่กระทำ เจ้าต้องห้ามมองหน้าใครเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ”
“ หา……ไม่จริงน่า….” คราวนี้ศรีสมรถึงกับผุดลุกขึ้นยืน เพราะมันเป็นอะไรที่หนักหนาขั้นสุด ด้วยถ้าเป็นแบบนั้นจริง เท่ากับว่า…เธอต้องเสียเวลาทำงานไปหนึ่งวันเต็ม เลยลองต่อรองหมอไสยศาสตร์วัยละอ่อน
“ อะ..เอ่อ…ข้อนี้เห็นจะทำไม่ได้ค่ะ เพราะดิชั้นอาจสูญเสียรายได้มหาศาล ด้วยมีการงานที่ต้องเข้าไปควบคุม ดังนั้นพอจะอะลุ้มอะล่วยได้มั้ยคะ ”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
