3
งานชมบุปผา
รถม้าคันแล้วคันเล่าหยุดลงหน้าประตูวัง คุณหนูคุณชายจากสกุลใหญ่ต่างก็ทยอยลงมาไม่ขาดสาย แต่รอแล้วรอเล่าหวังกุ้ยฮวาก็ยังไม่มีทีท่าจะขยับตัวร้อนถึงสองแม่ลูกที่เกรงว่าจะเข้างานช้ากว่าความเหมาะสม
“ฮวาเอ๋อร์... เหตุใดถึงยังไม่ลงจากรถม้าอีกเล่า”
“ข้ากำลังรอเวลาที่เหมาะสมอยู่เ้าค่ะท่านแม่รอง พวกท่านจะลงไปก่อนก็ย่อมได้”
หวังกุ้ยฮวาเอ่ยยิ้มๆ ไม่ได้อธิบายเพิ่มว่าคุณหนูคุณชายที่เข้างานเร็วขนาดนี้ล้วนแต่เกิดจากฮูหยินรองหรือภรรยารองของคุณนางและคหบดี เป็เวลาที่ไม่เหมาะสมกับนาง หากพาตัวไปเทียบชั้นไม่ใช่ว่าลดคุณค่าของตัวเองหรอกหรือ
อดีตนางอาจถูกชักจูงจึงต้องกู้ชื่อเสียงของตัวเองด้วยการแสดงความสามารถให้เป็ที่ประจักษ์ แต่ยามนี้นางจะไม่ยอมผิดพลาดซ้ำซาก
“แต่หากเ้าไม่ลงไปก่อน เกรงว่า...”
“ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะแม่รอง ทหารองครักษ์จดจำรถม้าจวนสกุลหวังได้ดี วันนี้ไม่ได้มีข้อห้ามใดเป็พิเศษ ดูสิเ้าคะ คุณหนูสามบ้านสกุลหลินที่อยู่ท้ายตลาดก็ยังไม่มีใครห้ามปรามทั้งที่เพิ่งลงจากรถม้ารับจ้าง”
เหตุผลของหวังกุ้ยฮวาเหมาะสมจนจีซือเจียงไม่สามารถท้วง นางจึงหันไปหาบุตรสาวแล้วค่อยกลับมาบอกกับลูกเลี้ยง “ผิงเอ๋อร์... เตรียมตัวเสีย เช่นนั้นแม่รองจะเข้างานไปก่อน ฮวาเอ๋อร์ก็รีบตามมาเล่า”
“แล้วข้าจะรีบตามไปเ้าค่ะ”
จีซือเจียงรู้สึกคล้ายกำลังถูกพิจารณาโดยลูกเลี้ยงของตน แต่นางทราบดีว่าหากไม่เข้างานในเวลานี้จะถูกกั้นขวาง เดิมคิดว่าหวังกุ้ยฮวาจะถูกลวงอย่างง่ายดาย แต่ดูเหมือนเผิงอิงหลานจะสั่งห้ามเอาไว้ก่อนแล้ว จะให้เชื่อว่าหวังกุ้ยฮวาคิดเองน่ะหรือ... เมินเสียเถอะ!
งานชมบุปผาของเหอกุ้ยเฟยเป็ไม่กี่งานใหญ่ที่อนุญาตให้คุณหนูคุณชายที่ไม่ใช่ทายาทของฮูหยินเอกเข้าร่วม เรียกว่าเปิดโอกาสให้เหล่าทายาทวัยเยาว์ได้ร่วมพบปะกันอย่างคึกคักและพร้อมหน้า จะว่าไปก็อาจเป็ปมในวัยเด็กของเหอซูเมิ่งซึ่งเป็บุตรสาวของฮูหยินรองจึงไม่ได้รับการเชิดชูมีหน้ามีตาเท่าเหอซูเป่า ความตายของเหอฮองเฮาทำให้สกุลเหอก็รีบยกมารดาของเหอกุ้ยเฟยเป็เอก เพื่อที่จะได้ส่งนางอภิเษกสู่วังหลังและคานอำนาจได้อย่างเท่าเทียม
ทว่าใครบ้างไม่รู้... เพราะรู้ฮูหยินเอกหลายนางถึงได้ดูแคลนงานชมบุปผานี้นัก
อย่างน้อยมารดาของนางก็คนหนึ่งแล้ว
แต่หลายคนก็ยังเห็นผลประโยชน์ของสกุลเป็สำคัญถึงได้แบกหน้าปะทินโฉมมาอย่างงามงด จีบปากจีบคอพูดคุยประหนึ่งเป็พี่น้องที่พลัดพรากจากกันเมื่อนานมาแล้ว
การมาถึงของรถม้าสกุลเสนาบดีเป็ที่จับตามองั้แ่ต้น ทว่ารอแล้วรอเล่าคนในรถก็ไม่ลงมาจนลายคนถอดใจ กระทั่งอาภรณ์สีชมพูอ่อนแย้มกราย ตามมาด้วยใบหน้างดงามของจีซูเจียงที่นับว่าเป็โฉมงามหนึ่งในสิบของเมืองหลวง
ผู้คนที่รอชมความสนุกจึงได้แต่ส่ายหน้า ดูเหมือนฮูหยินเอกสกุลหวังจะไม่แยแสเหอกุ้ยเฟยตามเคย
เหอซูเมิ่งฟังความจากบ่าวที่มาแจ้งก็ข่มความโกรธ สหายของเหอซูเป่าทั้งหลายล้วนแต่ดูแคลนนาง ทั้งที่ยามนี้นางเป็ถึงกุ้ยเฟยแต่สตรีเ่าั้ก็ใช้ฐานะฮูหยินเอกของขุนนางคนสำคัญมาบอกปัดนางอยู่เรื่อยไป นางเคยปรารภเื่นี้ให้สวามีฟัง ฮ่องเต้เพียงปลอบว่าอย่าได้เก็บมาใส่ใจ
แต่นางไม่ใส่ใจได้หรือ! อดีตถูกเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้าของพี่สาว ยามนี้มีตำแหน่งมีหน้ามีตาก็ยังไม่อาจเงยหน้าจากโคลนตม
“เสด็จแม่กุ้ยเฟย เหตุใดจึงดูขุ่นเคืองนักเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
เหอซูเมิ่งกลืนความโกรธขึ้งลงท้องแล้วผลิยิ้มอ่อนหวานรับการมาถึงของลูกชายของพี่สาว
ฮ่องเต้ไม่ยอมประทานบุตรให้กับนาง แต่มอบให้นางเป็มารดาบุญธรรมของหลี่เยียน โชคดีที่พี่สาวจากไปั้แ่เด็กคนนี้เล็กนัก ไม่เช่นนั้นนางคงไม่อาจมองเขาได้อย่างสนิทใจ
ต่อให้รังเกียจสายเืครึ่งหนึ่งของเหอซูเป่าแต่หลี่เยียนก็เป็คนเดียวที่นางสามารถพึ่งพิงได้
“ไม่มีอะไร แม่แค่คิดถึงคนที่น่ารังเกียจขึ้นมาเท่านั้น ว่าแต่วันนี้ลูกว่างหรือถึงได้มาร่วมงานชมบุปผาของแม่ได้”
“ลูกเห็นว่างานเลี้ยงที่เสด็จแม่จัดมีผู้คนมากหน้าหลายตานักจึงอยากมาชมดู ระหว่างทางพบพี่ใหญ่เลยชวนมาด้วยกันพ่ะย่ะค่ะ”
คราวนี้สายตาของกุ้ยเฟยค่อยเลื่อนไปยังบุรุษผู้ซ่อนอยู่ภายใต้เงาของต้นไม้ใหญ่ นางยอบกายเคารพอย่างขออภัยที่เมื่อครู่ไม่ทันมอง
“ไม่คิดว่าจะได้พบไท่จื่อที่นี่ เสียมารยาทยิ่งแล้วเพคะ”
“เสด็จแม่กุ้ยเฟยไม่จำเป็ต้องขออภัย เปิ่นหวางเพียงแค่ออกมาเดินเล่นอย่างที่น้องสิบว่าเท่านั้น”
หลี่จงประคองร่างของมารดาเลี้ยง พาพระนางไปนั่งบนตั่งที่เพิ่งผละมา รอยยิ้มอ่อนโยนทำให้ใบหน้าดุดันของรัชทายาทดูนุ่มนวลมากขึ้นหลายส่วน
เหอซูเมิ่งไม่ค่อยชอบบุตรชายคนโตของพี่สาวนัก หลี่จงเองก็ไม่ค่อยสุงสิงกับนางที่เป็น้าสักเท่าไร ต่างกับหลี่เยียนที่ไม่ค่อยมีใครใส่ใจ ยามว่างองค์ชายสิบจึงมักจะมาอ้อนให้นางอ่านนิทานให้ฟัง
แรกเริ่มนางก็อ่านหนังสือง่ายๆ ต่อมาเห็นว่าหลี่เยียนสามารถเข้าใจเื่ราวซับซ้อนจึงเริ่มเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ให้เขาฟัง องค์ชายสิบคือความหวังของนาง นางจะไม่ยอมปล่อยให้ผู้คนที่เคยหยันตนลอยนวล
“เดินเล่นไกลเพียงนี้ มิใช่ว่าไท่จื่อหมายตาคุณหนูผู้ใดกระมัง”
“มิได้ แค่ผ่านมาเท่านั้นจริงๆ” ต่อให้หลี่จงจะบ่ายเบี่ยง แต่จะปิดบังผู้อาบน้ำร้อนมาก่อนได้อย่างไร ทว่าเหอซูเมิ่งก็ไม่เซ้าซี้ นางผินหน้าไปหาหลี่เยียนซึ่งลอบมองผู้คนที่กำลังเข้ามาร่วมงานผ่านพุ่มไม้อย่างสนใจ “อันอ๋องเล่า... มีผู้ใดในใจหรือไม่”
หลี่เยียนสะดุดตาสตรีในชุดแดงผู้หนึ่ง ยังไม่ทันได้มองให้ดีก็ต้องหันกลับมาหามารดาเลี้ยงก่อน
“ตอนนี้ยังไม่มี แต่หลังจากร่วมงานวันนี้...ไม่แน่พ่ะย่ะค่ะ”
เหอกุ้ยเฟยหัวเราะเบา ท่าทางมีจริตจก้านน่าหลงใหล
“ดียิ่ง! นิยมชมชอบสตรีผู้ใดก็บอกแม่ จะได้ขอพระราชทานสมรสจากเสด็จพ่อให้ อย่างไรเ้าก็ถึงอายุควรออกเรือนแล้ว”
“รบกวนเสด็จแม่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่จงมองผู้เป็น้าและน้องชายด้วยใบหน้าเรียบเฉย ตัวเขายามนี้มีชายารองอยู่แล้วขาดก็แต่ชายาเอก ในใจมีผู้เหมาะสม ทว่าสตรีนางนั้นอายุยังไม่ถึงวัยออกเรือน
ไม่รู้ว่าหลี่เยียนหมายตาผู้เดียวกันหรือไม่ คุณหนูขุนนางใหญ่ที่ยังไม่แต่งงานในยามนี้ พินิจแล้วไม่น่าจะเหลือสักกี่คน