CHAPTER 12 : วันนั้นของม่านมุก
เรียนเสร็จฉันก็ชวนป่านมาหาอะไรกินที่ห้างต่อด้วยดูหนังแล้วก็เดินซื้อของอีกนิดหน่อยจนตอนนี้เกือบจะหกโมงแล้วจึงได้ออกมารอรถกลับบ้าน จริงๆ ก็คือชวนกายมาด้วยแต่วันนี้กายมีเรียนถึงค่ำเลยมาไม่ได้
“ไม่ไปด้วยกันจริงอ่อ” ฉันถามป่านรอบที่สามแล้วและคำตอบก็ยังเหมือนเดิม
“ไม่ไปจ้า”
คือวันนี้พี่มาร์คส่งข้อความมาบอกว่าจะพาไปกินข้าวด้วยกันซึ่งฉันก็ชวนป่านไปด้วยแต่ก็โดนปฏิเสธอย่างที่เห็น
“แล้วไม่ให้ฉันไปส่งจริงดิ” ถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้วแต่เผื่อป่านจะเปลี่ยนใจบ้าง
“ไม่เป็ไรเดี๋ยวขึ้นรถกลับ เกรงใจพี่มาร์ค”
ขี้เกรงใจเหลือเกินเพื่อนคนนี้ ไอ้นั่นก็ไม่เอาไอ้นี่ก็ไม่เอา ฉันเองก็ทำได้แค่พยักหน้ารับรู้เพราะรู้ว่าไม่ว่ายังไงป่านก็ยังยืนยันคำเดิม
“พี่ชายเธอมายังอ่ะ รถมาแล้วนะ” ป่านชี้ให้ดูรถเมย์ที่กำลังจะจอดเทียบป้าย ฉันก็ได้แต่ส่ายหัวเพราะไม่รู้พี่มาร์คถึงไหนแล้วแต่เห็นบอกว่าจะแวะไปเอาของที่คอนโดก่อน ั้แ่ตอนที่ส่งข้อความว่าให้มารับก็ไม่ได้คุยกันอีกแต่ก็คงใกล้จะถึงแล้วล่ะ
“ไม่รู้อ่ะ แต่เดี๋ยวก็คงมาแหละเธอไปเถอะ”
“งั้นไปนะ เจอกันวันจันทร์”
ฉันโบกมือให้ป่านที่เดินไปขึ้นรถที่คนกำลังแย่งกันขึ้น เวลานี้ก็แบบนี้แหละคนเยอะ ให้พี่มาร์คไปส่งก็คงไม่ต้องไปยืนเบียดกับคนอื่นหรอก ไม่รู้เมื่อไหร่ผับพี่มาร์คจะเข้าที่สักที ่นี้ไม่ได้เห็นหน้าเลย คุยก็ได้คุยกันในแชทแค่วันละไม่กี่ข้อความเท่านั้น ดีหน่อยที่่นี้พี่ธามอาสาไปรับไปส่งฉันถึงได้หลุดสมรภูมิรบมาได้ พูดถึงพี่ธามก็ขอเล่าหน่อยแล้วกัน วันนี้ตอนเลิกเรียนฉันโทรหาพี่ธามเป็ครั้งแรกหลังจากที่บันทึกเบอร์ไว้เมื่อสามปีก่อนเพราะอยากจะถามว่าทาบิเป็ยังไงบ้างไหนๆ เขาก็รู้ว่าฉันมีเบอร์เขาแล้ว แต่รู้ไหมว่าใครรับ แน่นอนว่าไม่ใช่พี่ธามแต่เป็บีลีฟ นี่เหรอพี่น้องของพี่ไต้ฝุ่นน่ะ พี่น้องรับโทรศัพท์แทนกันด้วยเหรอ ถึงจะได้คุยกับพี่ธามแต่อารมณ์มันก็ไม่เหมือนเดิมแล้วอ่ะ สรุปฉันก็ได้แต่ถามว่าทาบิเป็ไงบ้างแค่นั้นแล้วก็วางเลย คิดแล้วหงุดหงิด
ปริ๊น
“โอ้ะ!”
ฉันใเมื่อได้ยินเสียงแตรรถก่อนจะมีรถมาจอดอยู่ตรงหน้า รถพี่ชายฉันเองแหละ ดีนะที่ตอนนี้คนเหลือไม่เยอะแล้ว ไม่งั้นได้สะดุ้งไปตามๆ กัน ฉันรีบเดินไปเปิดประตูฝั่งข้างคนขับทันทีด้วยความเคยชินโดยที่ไม่ได้ดูว่ามีใครนั่งมาด้วยหรือเปล่า
“อ้าว” พอเปิดประตูก็พบว่ามีคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว คนที่เป็สาเหตุที่ทำให้ฉันหงุดหงิดอยู่ตอนนี้ไง
ฉันปิดประตูกระแทกกลับไปแล้วเดินไปขึ้นข้างหลังแทน พยายามนั่งชิดประตูข้างหลังฝั่งข้างคนขับให้มากที่สุดเพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นหน้าคนที่นั่งอยู่ข้างหน้า
ยิ่งเห็นหน้าก็ยิ่งหงุดหงิด!
“เป็อะไรหน้าหงิกแบบนั้น แล้วนั่งชิดประตูขนาดนั้นกลัวลงไม่ทันหรือไง” นี่คือคำทักทายของคนที่ไม่ได้เจอกันมาหลายวันใช่ไหม แล้วฉันทำหน้าหงิกจริงดิ
“มุกหนาวอ่ะ แอร์มันโดน” ฉันตอบปัดให้มันจบๆ ไปเพราะตอนนี้ไม่มีอารมณ์มาคุยกับใครทั้งนั้น เผลอพาลใส่พี่มาร์คอีกคนคงไม่ดีแน่
“หนาวตรงไหนวะ” อย่าว่าแต่พี่มาร์คสงสัยเลย ตัวฉันยังงงเลยว่าพูดออกไปแบบนั้นได้ไง
พี่ธามยังคงนั่งเงียบมาตลอดทางซึ่งมันก็เป็เื่ปกติอยู่แล้ว มีแต่ฉันเนี่ยที่ไม่ปกติส่วนพี่มาร์คก็ตั้งใจขับรถโดยที่ไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้นอีก รถเลี้ยวเข้าไปจอดอยู่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ดูจากจำนวนรถที่จอดอยู่นั้นก็รู้เลยว่าคนต้องเยอะมากแน่ๆ พวกเราสามคนลงจากรถทันทีเมื่อมันดับสนิทแล้ว
“เข้าไปก่อนเลย ไปเข้าห้องน้ำแปบ” พี่มาร์คบอกในตอนที่เรากำลังจะเดินเข้าไปข้างในร้านที่พี่มันบอกว่าจองโต๊ะไว้แล้ว คือพูดจบก็เดินแยกออกไปเลย
แต่พี่จะปล่อยให้น้องเดินเข้าไปกับพี่ธามแค่สองคนแบบนี้ไม่ได้นะ ไม่ได้ดูสถานการณ์เลยหรือไง
“ไม่เข้าไปหรือไง” พี่ธามหันมาถามเมื่อฉันยังไม่ยอมเดินไปไหน
“หนูจะเข้าห้องน้ำเหมือนกัน พี่ไปก่อนเลย” ไปเข้าห้องน้ำทั้งที่ไม่ได้ปวดฉี่เนี่ยแหละ ไม่อยากอยู่กับพี่ธามสองคนเดี๋ยวจะทำนิสัยไม่ดีใส่ ซึ่งฉันควรจะไปจัดการให้อารมณ์ตัวเองคงที่เสียก่อน บอกแล้วไงว่ายิ่งเห็นหน้าก็ยิ่งหงุดหงิดอ่ะ
“เื่มาก”
“พี่พูดว่าไงนะ” พี่ธามพูดอะไรไม่รู้ฉันไม่ได้ยินถึงได้ถามออกไป
“เป็อะไร” พี่ธามถามเสียงราบสายตามองมาที่ฉันอย่างจับผิดและไม่เข้าใจในอาการที่ฉันเป็อยู่ ซึ่งฉันเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันแล้วจะให้ตอบว่าไง
“เปล่านี่ จะให้หนูเป็อะไร”
“โกหก”
ใช่ โกหกไง แต่เป็เองก็ต้องหายเองไหม พี่ธามไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย ฉันนิสัยไม่ดีเองต่างหากที่ไปหงุดหงิดเขาอ่ะ
“ไม่เชื่อก็แล้วแต่พี่ หนูไปเข้าห้องน้ำแล้ว”
“มานี่”
“อ้ะ” ฉันกำลังจะเดินไปทางห้องน้ำที่พี่มาร์คไปก่อนหน้านี้แต่ถูกพี่ธามเกี่ยวคอเสื้อนักศึกษาไว้เสียก่อนแล้วลากฉันให้เดินตามไป ย้ำว่าลาก! แต่เข้าใจไหมว่าเขาดึงคอเสื้อฉันไว้จากด้านหลังนั่นหมายความว่าตอนนี้ฉันกำลังเดินถอยหลังอยู่ไง
“พี่ธามปล่อยหนูนะ มาลากทำไมเนี่ย!” พูดไปแข้งขาก็พันกันไป ถ้าไม่ติดว่าพี่ธามดึงไว้ฉันคงล้มไปกองกับพื้นแล้ว พยายามจะแกะมือพี่ธามออกแต่ก็ไม่ได้ผล คนในร้านเริ่มหันมามองจนฉันอยากจะมุดดินหนี
พี่ธามไม่อ่อนโยน!
“ปล่อยก่อน หนูเดินเองได้” ฉันบิดตัวไปหาพี่ธามเพื่อจะขอร้องดีๆ
“ถึงแล้ว” พูดจบก็ปล่อยมือออกจากคอเสื้อฉันทันที
ดูสิเนี่ยคอเสื้อฉันยับหมดเลย เอะอะก็ลากตลอดอ่ะ พามาดีๆ ไม่ได้หรอก กับอีกคนอ่ะเคยทำแบบนี้ไหมรุนแรงเหมือนที่ทำกับฉันป่ะ เหอะ! หงุดหงิด!
“ทำไมมึงต้องลากน้องมาแบบนั้นด้วยวะ”
เสียงบุคคลที่สามดังขึ้นทำให้หันไปมองก็พบว่าเป็พี่คิมกับพี่ไต้ฝุ่นที่มาถึงก่อนแล้ว มากันครบแก๊งเลยนะ พี่คิมถามแบบนี้ก็แสดงว่าเห็นตอนที่พี่ธามลากฉันมาสินะ แต่ก็คงจะเห็นกันทั้งร้านนั่นแหละ น่าอายชะมัด
พี่ธามไม่ตอบอะไรก่อนจะเดินไปนั่งข้างพี่คิมที่มองมาอย่าง้าคำตอบ ไม่ต่างจากพี่ไต้ฝุ่นที่สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย แล้วคนที่ต้องตอบคือใครถ้าไม่ใช่ฉันในเมื่ออีกคนเอาแต่นั่งเงียบ
อย่าว่าแต่พวกเขาสงสัยเลยเพราะฉันเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ธามต้องลากฉันมาด้วย ถ้าฉันปวดขี่จริงๆ ไม่ราดไปแล้วหรือไง
“พอดีเราเล่นกันนิดหน่อยค่ะ” ฉันเลือกตอบแบบนั้นเพราะไม่รู้ว่าจะมีเหตุผลอะไรที่ดีไปกว่านี้ไหม พี่ธามลากฉันมาเพราะฉันจะไปเข้าห้องน้ำงี้เหรอ ใครจะไปเข้าใจล่ะขนาดฉันยังไม่เข้าใจเลย
“คนอย่างไอ้ธามมีอารมณ์มาเล่นอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ” พี่คิมทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ ซึ่งที่ฉันพูดไปก็ไม่ได้้าให้ใครมาเชื่ออยู่แล้ว แน่นอนว่าคนอย่างพี่ธามไม่มาเล่นอะไรแบบนี้หรอก
ไม่เล่นแต่เอาจริง
“แล้วไอ้มาร์คไปไหน ทำไมมากันสองคน” พี่ไต้ฝุ่นถาม
“กูอยู่นี่” ฉันที่กำลังจะอ้าปากตอบต้องรีบหุบแทบไม่ทันเมื่อพี่มาร์คที่เดินมาพอดีตอบออกไปก่อน
“มาครบแล้วก็นั่งจะได้สั่งสักที” พี่คิมบอก สงสัยจะมารอนานแล้วถึงได้ดูหิวแบบนั้น
ฉันเห็นพี่มาร์คกำลังจะเดินไปนั่งข้างพี่ไต้ฝุ่นฉันจึงชิงไปนั่งก่อนเพราะมันเหลือที่นั่งแค่สองที่ ถ้าฉันไม่ไปนั่งข้างพี่ไต้ฝุ่นก็จะต้องไปนั่งข้างพี่ธาม ซึ่งฉันไม่เอาด้วยหรอก ส่วนพี่มาร์คก็นั่งลงข้างพี่ธามอย่างงงๆ
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าที่เห็นสายตาที่พี่ธามมองมาดูไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ แต่ฉันก็เลือกที่จะไม่สนใจแล้วหันไปหยิบเมนูที่วางอยู่บนโต๊ะมาดูแทน อาหารน่าสนใจกว่าพี่ธามตั้งเยอะ
“ทะเลาะกันอีกแล้วหรือไง” พี่ไต้ฝุ่นกระซิบถามให้ได้ยินแค่สองคนเพราะคนอื่นก็ยังคงสนใจเลือกเมนูอยู่
“เปล่าสักหน่อย” ดูยังไงทะเลาะกันเนี่ย ฉันไม่ได้ทะเลาะกับพี่ธามแต่ฉันทะเลาะกับตัวเองต่างหาก
“หน้าบูดเป็ตูด”
“พี่ไต้ฝุ่นอ่ะ” มาว่าฉันหน้าเป็ตูดได้ไง พี่มาร์คก็ว่าหน้าหงิกมาทีละ
ปึก!
เสียงแผ่นเมนูกระทบกับโต๊ะเรียกสายตาของทุกคนให้หันไปมอง ส่วนเ้าตัวก็ตีหน้านิ่งนั่งกอดอกเหมือนตัวเองไม่ได้เป็ต้นเหตุของเสียงงั้นแหละ
“เป็ห่าอะไรของมึงวะ” เป็พี่คิมที่เป็คนถาม อยู่ๆ ก็ทำเหมือนอารมณ์ไม่ดีแบบนี้ใครก็สงสัยทั้งนั้นแหละ
“เปล่า” ตอบเสร็จก็เบือนหน้าหนีไปทางอื่น พอดีกับที่มีคนมารับออเดอร์ทุกคนถึงได้เลิกสนใจแล้วมาใส่ใจในการสั่งอาหารแทน
“วันนี้สายกูบอกมาว่ามึงไปที่มหาลัย จริงป่ะวะ” พี่คิมถามหลังจากที่พนักงานเดินออกไปแล้ว
“อือ”
“ไปทำไม วันนี้ไม่มีเรียน”
“ไปรับบีลีฟ”
ปึก!
คราวนี้เสียงมาจากฉันที่วางแก้วน้ำที่เพิ่งยกมาดื่มเอง ฉันไม่ได้ตั้งใจนะแต่มือมันหนักเองอ่ะ
“ขอโทษค่ะ” ฉันบอกก่อนจะก้มหัวให้ทุกคนที่มองมาเป็เชิงขอโทษว่าไม่ได้ตั้งใจ ก็ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ
“เป็อะไรกันวะ” พี่คิมหันไปถามพี่มาร์คที่นั่งมองอยู่เงียบๆ
“หึ” พี่ไต้ฝุ่นหัวเราะในลำคอออกมาทำให้ทุกสายตาหันไปจับจ้องที่เขาแทน โดยเฉพาะพี่คิมที่มองอย่างคาดคั้น
“มึงหัวเราะทำไมไอ้ฝุ่น มึงรู้อะไรใช่ไหม”
“เปล่า”
“เออไอ้เวร ไม่บอกกันก็ไม่ต้องบอก!”
“แล้วมึงจะเสียงดังทำไมเนี่ย” พี่มาร์คเอ็ดพี่คิมที่โวยวายเสียงดังจนคนอื่นหันมามอง
“ก็ดูพวกแม่ง ถามไรก็ไม่ตอบ”
“แล้วมึงจะไปยุ่งกับเขาทำไม ใส่ใจเก่งจังนะ”
“มึงจะว่ากูเสือกใช่ไหมไอ้มาร์ค”
“เออ ไอ้เสือก!”
“แม่ง...”
“หยุด ถ้าจะมาเถียงกันพวกกูจะได้กลับ” พี่ไต้ฝุ่นห้ามไว้ก่อนที่ทั้งสองคนจะเถียงกันไปมากกว่านี้ ฉันล่ะเหนื่อยใจกับสองคนนี้จริงๆ
“ก็มันด่ากูก่อนอ่ะ”
“มึงมันเสือกไม่เข้าเื่”
“เออ กูเสือกเพราะกูอยากรู้ไงหรือมึงจะบอกว่ามึงไม่อยากรู้ล่ะ”
“ไม่อยากรู้”
“ไอ้เวร!”
สรุปแล้วให้ฉันมานั่งฟังพี่ชายตัวเองทะเลาะกับเพื่อนใช่ป่ะ รู้งี้กลับไปเล่นกับทาบิดีกว่า ตอนนี้จะเป็ยังไงบ้างก็ไม่รู้ไม่มีใครอยู่ด้วยคงจะเหงาแย่ จะถามพี่ธามก็ไม่อยากคุยด้วยอีก
“มุกไปเข้าห้องน้ำนะ” คราวนี้ปวดฉี่จริงๆ ไม่ได้อ้างอะไรทั้งนั้น รู้สึกไม่สบายตัวแปลกๆ ด้วย
ฉันลุกออกมาแล้วตรงไปที่ห้องน้ำทันทีเหมือนมีลางสังหรณ์ว่าตัวเองจะเป็วันนั้นของเดือน เพราะถ้าเป็จริงๆ ก็คงจะเป็สาเหตุที่ทำให้ฉันอารมณ์แปรปรวนอยู่ตอนนี้แน่นอน
อ่า เป็อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด
ดีนะที่เตรียมผ้าอนามัยมาแต่มันอยู่ในกระเป๋าไม่ได้เอามาด้วยมีแต่โทรศัพท์ที่ถือติดมือมา ฉันรีบกดโทรออกหาพี่มาร์คเพื่อจะให้พี่มันเอามาให้ แต่มันก็ขึ้นรอสายโทรกี่ครั้งก็เหมือนเดิม แล้วจะทำยังไงล่ะเนี่ย ฉันใช้นิ้วเลื่อนรายชื่อไปอย่างไร้จุดหมายเพื่อรอให้พี่มาร์คโทรกลับ เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นฉันจึงโทรหาตัวเลือกสุดท้ายนั่นก็คือพี่ธาม ในเวลาแบบนี้ก็ต้องพึ่งเขาแล้วล่ะเพราะในบรรดาเพื่อนพี่มาร์คฉันก็ไม่มีเบอร์ใครอีกแล้ว ที่บอกว่าจะโทรหาพี่ไต้ฝุ่นตอนนั้นจริงๆ แล้วฉันไม่มีเบอร์เขาหรอก แค่พูดไปแบบนั้นเฉยๆ แหละ อ้อ แต่มีไลน์นะเราแลกกันไว้ตอนไปเพื่อนพี่ไต้ฝุ่นซื้อของให้แม่นั่นแหละ
“ [ฮัลโหล] ”
“พี่ธามหนูขอคุยกับพี่มาร์คหน่อย”
“ [ไอ้มาร์คออกไปคุยโทรศัพท์] ”
“ถ้างั้นพี่มาร์คกลับมาแล้วให้พี่มันเอากระเป๋าของหนูมาให้ที่ห้องน้ำหน่อย”
“ [ทำไม] ”
“พี่ไม่ต้องรู้หรอกน่า อย่าลืมที่หนูบอกนะแค่นี้แหละ”
ฉันกดวางสายแล้วก็ถอนหายใจออกมา ไม่รู้พี่มาร์คจะมาตอนไหนให้นั่งอยู่ในห้องน้ำนานมันไม่ดีหรอกนะ และหวังว่าตอนเข้ามาพี่มันจะฉลาดพอล็อคห้องน้ำไว้ก่อนนะ ไม่งั้นใครเข้ามาคงแตกตื่นกันพอดีที่อยู่ๆ ผู้ชายมาอยู่ในห้องน้ำผู้หญิง
ปัง
กริ๊ก
รอสักพักฉันก็ได้ยินเสียงปิดประตูตามด้วยเสียงกดล็อกก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ต้องเป็พี่มาร์คแน่ๆ แต่มาเงียบๆ แบบนี้ก็แอบน่ากลัวเหมือนกันนะ
“พี่มาร์คเหรอ” ฉันะโถามเพราะพี่มันไม่ยอมพูดอะไรจริงๆ
“ฉันเอง”
“พี่ธามเหรอ” น้ำเสียงราบเรียบแบบนี้มีแค่คนเดียวแหละ ทำไมจะจำไม่ได้
“อือ”
"พี่มาร์คล่ะ" ทำไมต้องให้พี่ธามมาด้วย
"คุยโทรศัพท์"
“งั้นพี่ส่งกระเป๋ามาทางช่องด้านล่างให้หนูหน่อย” ฉันบอกให้พี่ธามส่งกระเป๋ามาซึ่งเขาก็ทำตามอย่างว่าง่าย
“ขอบคุณค่ะ” เมื่อได้ของที่้าแล้วฉันก็จัดการกับตัวเองพอคิดแล้วเรียบร้อยก็ออกมาจากห้องน้ำที่สิงสถิตอยู่นานแสนนาน
“เฮ้ย!”
ฉันใจนร้องออกมาเมื่อเปิดประตูออกมาแล้วเจอพี่ธามยังยืนอยู่ ฉันก็คิดว่าเขาออกไปแล้วซะอีก แล้วมายืนอยู่ทำไมในห้องน้ำหญิงเนี่ย คนอื่นไม่รอเข้าห้องน้ำหรือไง
“ทำไมพี่ยังไม่ออกไปล่ะ”
พี่ธามยักไหล่แทนคำตอบก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำไป เออ บทจะง่ายก็ง่ายแบบนี้เลย แล้วไม่ออกไปั้แ่แรก ส่วนฉันพอล้างไม้ล้างมือเสร็จแล้วก็เดินตามออกไปแล้วเดินสวนกับผู้หญิงอีกสองคนที่เดินเข้ามา ฉันจะไม่อะไรเลยถ้าทั้งสองคนไม่มองฉันด้วยสายตาแปลกๆ เมื่อกี๊ตอนที่เช็คตัวเองในกระจกก็ไม่มีอะไรผิดปกตินี่นา
แต่เดี๋ยวนะ พี่ธามเพิ่งเดินออกไปเมื่อกี๊แล้วฉันก็เดินตามออกมาก่อนหน้านี้ก็คือล็อคประตูไว้ ผู้หญิงกับผู้ชายอยู่ในห้องน้ำด้วยกันก่อนจะเดินตามกันออกไป คิดเป็อย่างอื่นไม่ได้เลย ฮื่ออออ
ฉันรีบเดินก้มหน้าก้มตาออกมาจากห้องน้ำทันทีด้วยความอับอาย ถึงจะไม่ได้ทำอะไรอย่างที่พวกเขาคิดกันแต่ฉันก็ไม่สามารถไปอธิบายให้ใครต่อใครเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่ดี ฉันห้ามไม่ให้คนอื่นคิดไม่ได้แต่ฉันสามารถเผ่นได้ไง น่าจะฉุกคิดสักนิดว่าอาจจะมีคนเข้าใจผิดได้จะได้ไม่ต้องเดินทะเล่อทะล่าออกไปแบบนั้น พี่ธามก็น่าจะบอกจะเตือนกันบ้างไหมฉันจะได้ไม่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้
ม่านมุกหงุดหงิด!
“เมนส์มาเหรอม่าน ทำไมดูอารมณ์ไม่ดี”
พี่มาร์คถามหลังจากที่เรากำลังแยกย้ายกันกลับ พี่มาร์คจะไปที่ผับต่อโดยไปกับพี่คิมแล้วให้ฉันกับพี่ธามเอารถพี่มันกลับ ส่วนพี่ไต้ฝุ่นกลับไปก่อนแล้วเพราะมีธุระ
“อือ” ฉันตอบออกไปตามความจริงเพราะที่พี่มันถามก็คงจะมาจากการสังเกตฉันมานานแล้วนั่นแหละ ก็นะั้แ่ออกมาจากห้องน้ำอารมณ์ฉันก็บูดสนิทเลย ไม่มีอารมณ์คุยกับใคร ใครถามก็ตอบแค่นั้น
“กูว่าแล้ว” พี่มาร์คพึมพำออกมาแต่ฉันได้ยินมันชัดเต็มสองหูจึงตวัดสายตาไปมองอย่างไม่ชอบใจ ทุกคนในครอบครัวฉันจะรู้หมดว่านี่คืออาการของคนเป็วันนั้นของเดือน
“กูว่าเราแยกย้ายเถอะ” พี่คิมรีบดึงพี่มาร์คให้เดินไปที่รถของตัวเองราวกับไม่อยากอยู่ตรงนี้นานๆ อย่างนั้นแหละ
“พี่ไปนะม่านเดี๋ยวพรุ่งนี้กลับไปนอนที่คอนโด” พี่มาร์คบอกก่อนจะขึ้นไปนั่งบนรถ ฉันพยักหน้ารับรู้แล้วขึ้นมาบนรถเหมือนกัน ไม่นานพี่ธามก็ตามขึ้นมาประจำที่คนขับ
“มานั่งข้างหน้า” พี่ธามพูดเสียงเรียบโดยการมองฉันผ่านกระจกมองหลังเพราะฉันเลือกจะมานั่งข้างหลังเพราะไม่อยากนั่งคู่กับเขา
ทำให้ฉันหงุดหงิดแล้วยังทำให้ขายหน้าอีก
“ไม่เอา” ฉันกอดอกแล้วสะบัดหน้าหนีอย่างไม่สนใจ ถึงเื่ในห้องน้ำจะไม่ใช่ความผิดของพี่ธามแต่ฉันจะโทษเขาไง คนมันกำลังพาลน่ะ
“ฉันไม่ใช่คนขับรถของเธอ”
ไม่ใช่คนขับรถของฉันแต่เป็คนขับรถของผู้หญิงคนนั้นป่ะ เดี๋ยวก็คงจะมาบอกว่าต่อไปจะไม่ไปส่งฉันแล้วเพราะต้องไปรับไปส่งบีลีฟแทน
เหอะ!
“ม่านมุก”
ฉันยังคงเงียบเล่นาประสาทกับพี่ธามที่ฟังจากน้ำเสียงก็เริ่มจะหมดความอดทนเต็มทีแล้ว แต่ใครสนกันล่ะ ผู้ชายโลเลปากไม่ตรงกับใจ บอกว่าจะเปิดใจให้ฉันแล้วนี่อะไร ตอนนั้นที่กอดกันยังไม่เคลียเลยมาวันนี้รับโทรศัพท์แทนอีก ไม่อยากจะพูดด้วยแล้ว
“จะมานั่งเองหรือจะให้ฉันลงไปลาก”
“...”
“...”
“เหอะ!” ฉันลงจากรถแล้วไปนั่งข้างคนขับก่อนที่ตัวเองจะโดนลากจริงๆ พี่ธามพูดจริงทำจริงเสมอแหละ ไม่ได้กลัวหรอกนะแต่อยากกลับไปนอนเร็วๆ ต่างหาก
“อย่าประชด”
พี่ธามทำเสียงดุเมื่อฉันเปิดปิดประตูแรงๆ เพื่อระบายอารมณ์ของตัวเอง ฉันทำอะไรก็ไม่ดีไปหมดแหละ ฮึ่ย!
“เป็อะไร” พี่ธามพูดขึ้นทำลายความเงียบที่ต่างคนต่างไม่ยอมพูดและเขาก็ไม่ยอมออกรถเสียที
“เป็เมนส์”
“ถามดีๆ” พี่ธามพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ จนฉันต้องค่อยๆ หันไปมองก็เห็นว่าเขามองมานิ่งๆ สีหน้าเหนื่อยหน่ายกับฉันเต็มทนแต่สายตาที่มองมากลับอ่อนลงจนทำให้อารมณ์หงุดหงิดไม่พอใจที่ไม่รู้สาเหตุของฉันค่อยๆ หายไป
“ก็ตอบดีๆ เป็แล้วอารมณ์ไม่ดี” น้ำเสียงฉันก็อ่อนลงโดยอัตโนมัติ “อยากกลับแล้ว”
ไม่อยากอยู่แบบนี้นานๆ เพราะอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของตัวเอง รู้ว่าไม่มีสิทธิ์จะมาหงุดหงิดใส่พี่ธามแต่มันก็ห้ามไม่ได้ มันอยากจะพาลไปหมดทุกอย่าง พี่ธามเองก็คงจะรำคาญแย่แล้ว
“วันนี้ฉันลงไปซื้อของ”
“หืมม”
อยู่ๆ พี่ธามก็พูดขึ้นมาหลังจากที่ออกรถมาสักพัก แล้วก็พูดออกมาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยฉันจึงไม่เข้าใจ
“ลงไปซื้อของ บีลีฟเลยรับโทรศัพท์”
“อะ อ่อ” ฉันหันไปมองหน้าพี่ธามที่ไม่ได้หันมามองสายตายังคงจดจ่ออยู่กับถนนเบื้องหน้า
ไม่คิดว่าเขาจะพูดเื่นี้ขึ้นมาทั้งๆ ที่ฉันก็ไม่ได้ถาม ถ้าคิดแบบเข้าข้างตัวเองก็คือพี่ธามรู้ว่าฉันกำลังไม่พอใจเื่นี้แล้วพยายามอธิบายให้ฉันเข้าใจ เขาใส่ใจกลัวว่าฉันจะคิดมาก และใช่ ฉันกกำลังคิดเข้าข้างตัวเอง ก็มันคิดเป็อย่างอื่นไม่ได้นี่นา
“ไม่ได้ถามสักหน่อย” ตอบออกไปแบบนั้นแต่ก็รีบหันกลับมาแอบยิ้มเพื่อไม่ให้พี่ธามเห็น
“แล้วยิ้มทำไม”
“ห้ะ...” ฉันจะหันไปถามว่ารู้ได้ยังไงแต่พอมองตามสายตาพี่ธามก็รู้ได้ในทันที
พี่ธามมองผ่านกระจกข้างทางฝั่งฉัน!
ม่านมุกคนโง่ หน้าแตกยับเลยฮื่ออออ
“ยิ้มไม่ได้หรือไง” ฉันทำเป็โมโหกลบเกลื่อนความน่าอายของตัวเองที่โดนจับได้ ใครจะคิดว่าจะมองมาทางนี้ล่ะ “แล้วทำไมถึงได้พูดเื่นี้ขึ้นมา”
“ที่หงุดหงิดอยู่เนี่ยไม่ใช่เื่นี้หรือไง”
“ไม่ใช่สักหน่อย” ไม่ใช่บ้าบออะไรล่ะ ถ้าฉันเป็พิน็อคคีโอป่านนี้จมูกคงยาวทะลุกระจกไปแล้ว
“อ่อเหรอ”
พี่ธามทำหน้าเข้าใจได้แบบน่าเชื่อถือมากกก น่าเชื่อพอๆ กับที่ฉันปฏิเสธออกไปเลย เนี่ยเขาเรียกศีลเสมอกันป่ะ
“แล้วพี่กับบีลีฟเป็อะไรกันเหรอ”
ในที่สุดฉันก็เลือกที่จะถามออกไปจะได้ไม่ค้างคาแล้วเก็บมาคิดมากคนเดียวแบบนี้ ไม่ว่าคำตอบจะเป็ยังไงฉันก็รับได้เสมอแหละ จะได้รู้ด้วยว่าตัวเองควรอยู่จุดไหนจะได้วางตัวถูก
“พี่น้อง”
“แต่พี่...”
“เื่ที่น้ำตกมันไม่ใช่อย่างที่เธอคิด” เหมือนรู้ว่าฉันจะถามอะไรถึงได้ชิงพูดขึ้นมาก่อน พอดีกับที่เรามาถึงคอนโดพอดีพี่ธามถึงได้จอดรถแล้วหันมามองหน้าฉันด้วยสายตาจริงจัง
“...”
“ฉันคิดกับบีลีฟแค่พี่น้องไม่มีทางเป็อย่างอื่น”
-TBC-