จะมีผู้ใดรู้ใจบุตรมากไปกว่ามารดาอีกเล่าหลี่ต้าเหนียงถอนหายใจเบาๆ
นางมิได้เอ่ยอันใดอีกหมิงเป่าจูจึงวางเทียบยาไว้ให้ พร้อมกับอธิบายวิธีรับประทานและข้อควรระวัง จากนั้นอู๋ซิ่วไฉก็เดินไปส่งนางจนถึงถนนที่เขาตั้งแผงลอย
“อันที่จริงท่านไม่จำเป็นต้องมาส่งข้าไกลถึงเพียงนี้ก็ได้”หมิงเป่าจูเอ่ยด้วยความเกรงใจ
“นี่คือสิ่งที่สมควรแล้วพอดีผู้น้อยต้องออกมาซื้อยาพอดี วันนี้ต้องขอบคุณแม่นางหมิงมาก”
หากมิได้พบเจอนางตนเองจะมีเงินไปซื้อยาให้มารดาได้อย่างไร แม่นางหมิงกล่าวว่า เงินที่ได้มาวันนี้เพียงพอให้เขาไปซื้อยาตามเทียบยาแล้ว
“แม่นางอย่าได้ใส่ใจคำพูดของมารดาข้าเลยนะ”อู๋ซิ่วไฉกล่าวพลางหลบเลี่ยงสายตา
“ไม่หรอกท่านป้าหลี่หวังดีกับท่าน” หมิงเป่าจูไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงได้แต่เอ่ยคำที่วันนี้ใช้บ่อยที่สุดเพิ่มคราวนี้ไปอีกครั้งก็ดูจะไม่ต่างกัน
ทว่าอู๋ซิ่วไฉฟังแล้วอารมณ์กลับหดหู่ยิ่งกว่าเดิมหมิงเป่าจูสังเกตเห็น แต่ก็มิได้คิดจะซักไซ้ไล่เลียง
ไม่นางบอกว่าไม่...
อู๋ซิ่วไฉเก็บมือซุกเข้าไปในแขนเสื้อแล้วกำแน่นเป็นเพราะนางไม่แยแสสิ่งที่มารดาเขากล่าวมาทั้งหมด หรือว่าระหว่างพวกเขาสองคนไม่มีทางเป็นไปได้กันแน่
แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรก็ตามดูเหมือนว่าจะทำให้หัวใจเขารู้สึกฝาดเฝื่อนขึ้นมา นี่เป็นเพราะเหตุใดกัน
“พรุ่งนี้เจ้าจะมาอีกหรือไม่”อู๋ซิ่วไฉเอ่ยถาม แต่หลังจากครุ่นคิดดูแล้ว ก็รู้สึกว่าคำพูดนี้มีความกำกวมจึงรีบเสริมอีกประโยค “ตั้งแผงลอย เจ้าจะมาตั้งแผงอีกหรือไม่”
“แน่นอนสิ!”
เงินทองนางยังคงต้องหาแม้ว่าวันนี้จะได้ไม่มากมาย แต่ตราบใดที่ยังไม่ถึงวินาทีสุดท้ายนางจะไม่มีวันยอมแพ้ง่ายๆ!
ได้ยินนางกล่าวเช่นนี้จิตใจของเขาก็ผ่อนคลายลงมาก
เนื่องจากเสียเวลากับการรักษามารดาของอู๋ซิ่วไฉไปมากกว่าหมิงเป่าจูจะกลับถึงบ้านท้องฟ้าก็มืดแล้ว
สองคนที่บ้านต่างเฝ้ารอผลลัพธ์ของนางอยู่หมิงเป่าจูส่ายหน้า วันนี้ได้เงินมาทั้งหมดหนึ่งตำลึงเศษๆ แบ่งให้อู๋ซิ่วไฉไปหนึ่งในสามเหลืออยู่ไม่มาก
โชคดีที่คนมือไม้งุ่มง่ามสองคนเตรียมอาหารเย็นไว้เรียบร้อยแล้วรอนางกลับมาจึงค่อยขยับตะเกียบ
แม้จะไม่อร่อยนักแต่อย่างน้อยหัวใจของหมิงเป่าจูก็รู้สึกอบอุ่น ส่วนเรื่องอื่นๆ ไว้ค่อยว่ากันใหม่พรุ่งนี้
เช้าตรู่วันต่อมาอู๋ซิ่วไฉตั้งแผงเสร็จเรียบร้อย ก็นั่งเหลียวซ้ายแลขวาอยู่หน้าโต๊ะจนกระทั่งเห็นเงาร่างของหมิงเป่าจูปรากฏขึ้นอยู่ไกลๆ เขาก็ลุกขึ้นโบกมือเรียกนางทันที
“เจ้า...กินอะไรมาหรือยังผู้น้อยซื้อซาลาเปามาให้สองลูก...” อู๋ซิ่วไฉถือห่อกระดาษไขอยู่ในมือยื่นไปตรงหน้าหมิงเป่าจู
“ขอบคุณมากก่อนออกมาข้ากินมาแล้วล่ะ คนเหล่านี้มารอเขียนจดหมายกันทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ”หมิงเป่าจูกล่าวอย่างสุภาพ
นางเห็นว่ามีคนรออยู่ข้างโต๊ะแล้วถึงห้าคนก็อดประหลาดใจไม่ได้ การค้าวันนี้ดีถึงเพียงนี้เชียว นั่นก็หมายความว่านางสามารถรับคนไข้ได้มากขึ้นใช่หรือไม่
อู๋ซิ่วไฉมองซาลาเปาในมือแล้วเก็บเข้าไปเงียบๆ“เอ่อ ไม่ใช่ พวกเขามารอตรวจโรคอยู่น่ะ”
ตอนเช้าที่เขามาถึงก็มีคนรออยู่แล้วสองคนพอจัดโต๊ะ เตรียมพู่กัน หมึก และกระดาษเสร็จ ก็มีคนมาเพิ่มอีกหนึ่งคนจากนั้นก็ทยอยกันมาอีกสองคน
“ใช่แล้วท่านหมอหมิง ข้าได้ยินเพื่อนบ้านคุยกันว่าทักษะการแพทย์ของท่านล้ำเลิศยิ่ง แล้วยังไม่คิดค่ารักษาเขาด้วยจึงตั้งใจมารอให้ท่านช่วยตรวจให้สักครา”
ผู้พูดเป็นชายชราท่านหนึ่งดูสูงอายุแล้ว ผมขาวโพลนทั้งศีรษะ สวมเสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบปลายแขนเสื้อขาดรุ่งริ่ง
หมิงเป่าจูได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจอยู่เงียบๆความยินดีปรีดาที่ผุดขึ้นมาในใจกลายเป็นความสิ้นหวังในพริบตา
แต่ก็จริง คนมีเงินที่ไหนจะมาตามแม่หนูน้อยไร้ชื่อเสียงที่ไม่มีแม้แต่หน้าร้านเป็นของตนเองไปรักษาพวกเขาก็แค่เห็นว่านางเก็บค่ารักษาถูกแสนถูก บางทียังไม่คิดค่าตรวจเสียด้วยซ้ำ
“ท่านลุงเชิญนั่งก่อนเจ้าค่ะข้าจะตรวจชีพจรให้เดี๋ยวนี้”
หมิงเป่าจูปลดกระบุงสะพายหลังก่อนนำเสาไม้บนโต๊ะลงมา ดึงผ้าที่พันอยู่ออกขยำเป็นก้อนแล้วโยนทิ้งไปจากนั้นก็นั่งลงเพื่อตรวจอาการคนไข้
“เกิดอะไรขึ้นเหตุใดถึงดึงออกเล่า”
อู๋ซิ่วไฉไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ที่หมิงเป่าจูทำเช่นนี้นางไม่คิดจะเรียกลูกค้าเพิ่มแล้วหรืออย่างไร
“เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่ข้าต้องการเงินด่วน ตรวจคนไข้กลุ่มนี้เสร็จจะงดตรวจก่อน ข้าว่าจะลองคิดหาวิธีอื่นดู”
หากเป็นเช่นนี้ต่อไปคนที่มาหาหมิงเป่าจูก็คงมีแต่คนยากไร้ไม่มีเงินติดตัวสักแดงแม้จะนั่งตรวจอยู่ที่นี่ทั้งวันโดยไม่หยุดพักก็คงไม่มีทางได้เงินครบสิบตำลึงเป็นแน่
พรุ่งนี้เป็นกำหนดชำระวันสุดท้ายนางต้องหาเงินก้อนโตให้ได้!
แต่ไม่คาดคิดว่าหลังจากหมิงเป่าจูดึงป้ายออกไป กลับมีคนมาหามากขึ้น
นอกจากคนไข้ที่แนะนำบอกต่อกันมาเมื่อวานแล้วยังมีบางคนที่จำได้ว่านางเป็นหญิงสาวที่เคยช่วยชีวิตคนไว้ที่หุยชุยถังและร้านค้าผ้าซ่างจิ่นเมื่อก่อน
ผู้คนหลั่งไหลมาไม่ขาดสายยุ่งอยู่ตลอดทั้งช่วงเช้า หากไม่ใช่เพราะถึงเวลาอาหารกลางวัน คนไข้ต่างก็หิวกันแล้วคาดว่านางคงยังยุ่งไม่เลิก
“ที่แท้เจ้าก็มีชื่อเสียงมากเช่นนี้เอง”อู๋ซิ่วไฉรำพึงออกมาด้วยความรู้สึกทึ่งคนส่วนใหญ่มาหาเพราะได้ยินชื่อเสียงของนางทั้งนั้น
เขาเขย่ากล่องไม้ดูก่อนเทออกมานับ สอง สี่ หก...
เงินปลีกสองตำลึงรวมกับเหรียญทองแดงอีกสามร้อยสามสิบเจ็ดเหรียญทั้งหมดเป็นเงินสองตำลึงเศษๆ ยังห่างจากเป้าหมายของนางอีกไกลโข
“ส่วนนี้เป็นของท่าน”
หมิงเป่าจูใช้มือปันส่วนครึ่งหนึ่งส่งให้อู๋ซิ่วไฉส่วนที่เหลือก็เก็บเข้ากระเป๋าของตนเอง
“มากถึงเพียงนี้เชียว?”เขาแค่ให้ยืมพู่กัน หมึก และกระดาษ ช่วยจดบันทึกเทียบยาให้เท่านั้นเอง
เมื่อวานที่นางให้มาก็รู้สึกว่ามากแล้ววันนี้กลับเป็นหกถึงเจ็ดเท่าของเมื่อวาน!
เงินที่อู๋ซิ่วไฉเห็นว่ามากจนเหนือคาดหมายไปไกลลิบกลับแทบไม่มีความหมายในสายตาของหมิงเป่าจู เพียงแค่หนึ่งในสิบเท่านั้น ถึงแม้จะทำงานต่อตลอดช่วงบ่ายคาดว่าก็คงได้เพียงเท่านี้
“ล้วนเป็นสิ่งที่ท่านสมควรได้รับทั้งสิ้น”นางวางแผนไว้แล้ว ว่าจะเสี่ยงสักครั้ง “บ่ายนี้ข้าไม่ตั้งแผงแล้วข้าจะไปเดินเล่นในเมือง ดูว่ามีบ้านคนมีเงินที่ต้องการหมอตรวจรักษาบ้างหรือไม่”
นางเอาเปรียบคนยากคนจนไม่ลงก็จริงแต่ใช่ว่าจะทำกับพวกเศรษฐีไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้นบางทีไม่ต้องให้หลอกล่อ พวกพ่อค้าและเศรษฐีมีอันจะกินก็ยินยอมจ่ายเงินทองมากมายมหาศาลเพื่อรักษาโรคและยื้อชีวิตตนเองอยู่แล้ว
“แต่ว่า...”
อู๋ซิ่วไฉคิดจะเตือนสติหากเดินหาตลอดช่วงบ่ายแต่ไม่เจอสักบ้าน ก็เท่ากับเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
ทว่ายังกล่าวไม่ทันจบประโยคก็เห็นมารดาของตนเดินตรงเข้ามาพอดี จึงรีบเข้าไปประคอง “ท่านแม่ท่านมาได้อย่างไรขอรับ!”
“ใกล้เที่ยงแล้วแม่กลัวว่าเจ้าจะหิว จึงต้มโจ๊กกับทำกับข้าวมาให้เจ้ากับแม่นางหมิง แม่นางหมิงนี่เจ้ากำลัง...”
หลี่ต้าเหนียงถือตะกร้าไม้ไผ่สานใบหนึ่งคล้องไว้ที่แขน ใช้ผ้าด้ายดิบคลุมไว้ พอเปิดออกก็เห็นโจ๊กสองถ้วยกับกับข้าวอีกสองอย่างเรียบง่ายแบบชาวบ้าน
อู๋ซิ่วไฉอธิบายแผนการของหมิงเป่าจูให้มารดาฟังหลี่ต้าเหนียงฟังแล้วก็พยักหน้าครุ่นคิด
“ท่านป้าหลี่ขอบคุณสำหรับน้ำใจเจ้าค่ะ ข้าไม่หิว ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
หมิงเป่าจูแบกกระบุงขึ้นหลังแล้วตั้งท่าจะไปนางรีบร้อนจริงๆ ทว่ายังไม่ทันก้าวขาก็ถูกขวางไว้เสียก่อน
“แม่นางหมิงข้ากินยาที่เจ้าสั่งให้แล้ว รู้สึกดีขึ้นมาก ดูสิตอนนี้ไอไม่ค่อยหนักเหมือนแต่ก่อนแล้ว ขอบใจเจ้ามากจริงๆ”
“ท่านเกรงใจไปแล้วหากวันหน้ามีเวลาข้าจะไปเยี่ยมท่านที่บ้าน จะได้ปรับเทียบยาและปริมาณที่ใช้หลังจากนี้ให้”
เป่าจูร้อนใจอยู่บ้างแต่ก็ยากจะดึงมือออกมาจากการเกาะกุมของหลี่ต้าเหนียง จึงได้แต่รับคำไปอย่างนั้น
“กินหน่อยเถอะดูสิ ข้าตั้งใจทำให้พวกเจ้าโดยเฉพาะเลยนะ”
หลี่ต้าเหนียงดึงหมิงเป่าจูให้นั่งลงบนเก้าอี้วางถ้วยโจ๊กกับกับข้าวไว้ตรงหน้านาง