ซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที

    บทที่ 17. ตอนที่ 3. รู้เงาเวียงสรวง

    “ใจของข้าเจ้านั้นคิดเช่นไร...พระองค์ย่อมทรงรู้ดีเป็นที่สุด” อีเอื้องเงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอเบ้าแต่แววตานั้นเด็ดเดี่ยว “แต่ข้าเจ้าเป็นข้ารับใช้รองบาทในเจ้านางซอมพอ เป็นลูกขุนนางที่ครอบครัวต้องโทษตกเป็นทาสเรือนหลวง เจ้านางซอมพอมีบุญคุณท่วมล้นหัวข้า ทรงรับเอาข้าเจ้าที่ตกต่ำมาเคียงกาย เลี้ยงดูให้เติบใหญ่เคียงคู่กับพระองค์ ยามนี้เจ้านางของข้าเจ้าต้องทุกข์ระทมขมขื่นใจ หากข้าเจ้าทิ้งนางไปเสียในยามยาก เอาตัวไปเสวยสุขยังเวียงชัย ข้าเจ้าคงเนรคุณต่อเจ้านางซอมพอยิ่งแล้ว”

    นางเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะกล่าวคำสัตย์มั่น “ตราบใดที่เจ้านางของข้าเจ้ายังมิได้ออกเรือน มีขบวนขันหมากมารับอย่างสมเกียรติ ข้าเจ้าก็จักมิขอแต่งงานเอาผัว หรือไปเป็นสนมของผู้ใด! ชีวิตนี้ของข้าเจ้า ขอมอบให้เจ้านางซอมพอ หากพระองค์รักมั่นต่อข้าเจ้าจริง...โปรดรอให้ถึงวันที่เจ้าดอกซอมพอ ไปเบ่งบานในสุวรรณโคมคำเสียก่อนเถิดหนา แล้วเพลานั้น ข้าเจ้าจักยอมไปเป็นบาทบริจาริกา รับใช้พระองค์ไปจนกว่าพระองค์จักแหนงหน่ายมิต้องการ”

    คำพูดของอีเอื้องสายทำเอาเจ้าเวียงชัยหน้าชาไปชั่วขณะ แต่นั่นกลับยิ่งทำให้เจ้าชีวิตเช่นพระองค์ รู้สึกเลื่อมใสในหัวใจที่ภักดีของสตรีที่ตนถวิลหา ไม่รู้สึกเสียแรงหรือน้อยใจเลยแม้แต่น้อย ที่ปักใจรักมั่นในตัวมัน

    พญาพรหมเสกทรุดกายลงคุกเข่าต่อหน้าอีเอื้องสาย ทรงประคองร่างมันขึ้นมาสวมกอด “เอื้องมึงกำลังทำให้กูรักมึงนัก หัวใจของมึงยิ่งใหญ่เกินตัว คุ้มแล้วที่กูควบม้าข้ามวันข้ามคืนเพื่อมาพูดสิ่งเหล่านี้ต่อหน้ามึง ได้…กูจักสู้อดทนรอมึง ไม่นานดอกหนา พี่กูจักต้องมารับเอาตัวเจ้านางของมึงไปสุวรรณโคมคำ ยามนั้นมาถึง หวังว่ามึงจักมิมีข้ออ้างอื่นใดต่อกูอีก”

    พูดจบก็ทรงฉุดรั้งมือนางข้าหลวงพามันเดินไปยังหอวิหาร ที่เจ้านางซอมพอเพิ่งแยกหลบไปสงบใจ

    เจ้านางซอมพอแลครูบาเจ้าสบปิน นั่งมองคนทั้งสอง ที่จูงมือเดินเข้ามานั่งหมอบกราบภายในวิหารอันศักดิ์สิทธิ์แสงแดดยามบ่ายทอดเงาพาดผ่านลูกมะหวด[22]ตกลงบนพื้นกระดานวิหารไม้ กลิ่นกำยานและดอกไม้ป่าหอมอบอวลชวนให้จิตใจสงบ ทว่าบรรยากาศกลับตึงเครียดขึ้นในทันทีที่พญาพรหมเสก กษัตริย์หนุ่มแห่งเวียงชัย ก้าวเข้ามาโดยมีมือของอีเอื้องสายกำแน่นอยู่ในอุ้งพระหัตถ์

    เจ้านางซอมพอที่เพิ่งกราบพระภาวนาขอพรหยุดชะงักนิ่ง พระเนตรคู่งามมองภาพตรงหน้าด้วยความฉงนแกมตกใจ ส่วนครูบาเจ้าสบปินเพียงแต่แย้มยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก แววตาเปี่ยมเมตตาของท่านคล้ายจะหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า

    “เจ้านาง...ครูบาเจ้า...” พญาพรหมเสกเอ่ยเสียงหนักแน่น พระองค์มิได้ปล่อยมือจากนางข้าหลวง แม้อีเอื้องจะพยายามขัดขืนขยับข้อมือออก ด้วยความกลัวผิดถึงโทษอันไม่เหมาะสม “ข้าพเจ้าพญาพรหมเสก แห่งเวียงชัย มีความนัยสำคัญจักทูลขอต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แลครูบาอาจารย์ในยามนี้”

    พระองค์ทรงดึงร่างของอีเอื้องที่พยายามถอยห่างให้นั่งนิ่งเคียงกัน มิใช่ในฐานะบ่าวรับใช้ที่หมอบอยู่เบื้องบาท แต่เป็นฐานะสตรีที่ยืนหยัดอยู่ข้างเคียงกาย

    “พ่อพญา...มีเรื่องร้อนใจอันใดฤา ถึงได้วู่วามจูงมือนางเอื้องสายเข้ามาเยี่ยงนี้” เจ้านางซอมพอเอ่ยถาม น้ำเสียงแฝงความกังวล “หากเป็นเรื่องราชการงานเมือง รอให้ข้าเจ้ากลับออกไปก่อนก็ได้หนา...”

    “มิใช่เรื่องราชการพระเจ้าข้า แต่เป็นเรื่องของหัวใจ ที่ข้าพเจ้าไม่อาจรั้งรอได้แม้เพียงอึดใจ!” พญาพรหมเสกขัดขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว แววตาคมกริบจ้องมองเจ้านางซอมพออย่างวิงวอนทว่าทรงพลัง “ข้าพเจ้ารู้ดีว่ายามนี้ทั่วทั้งแผ่นดินสุวรรณโคมคำแลเมืองบริวาร ตกอยู่ในช่วงไว้อาลัย แลเจ้าพี่อินทร์ถวายก็ยังมิได้จัดขบวนขันหมาก มารับเจ้านางอย่างเป็นทางการ แต่น้ำคำของอีเอื้องสายที่บอกให้ข้าพเจ้ารอ...มันช่างกรีดลึกในใจของข้าพระเจ้านัก”

    พญาพรหมเสกหันไปมองอีเอื้องที่บัดนี้หน้าแดงซ่านจนถึงลำคอ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งและหวาดหวั่นใจ

    “นางบอกข้าพเจ้าว่า ตราบใดที่ดอกซอมพอยังบ่ได้ไปเบ่งบานอยู่ในหอคำสุวรรณโคมคำ นางจักบ่ยอมแต่งงานเอาผัว หรือไปเป็นสนมของใครทั้งสิ้น...ความภักดีของนางที่มีต่อเจ้านางนั้นยิ่งใหญ่นัก จนข้าพเจ้ามิอาจหักหาญน้ำใจนางได้ในยามนี้”

    ขุนหลวงหนุ่มหันกลับมาทางเจ้านางซอมพอและครูบาเจ้า แล้วเปล่งวาจาที่สั่นสะเทือนไปทั้งวิหาร

    “แต่ข้าพเจ้าก็มิอาจปล่อยนางให้หลุดมือไปได้! วันนี้ข้าพเจ้าจึงขอประทานอนุญาต จากเจ้านางซอมพอ แลขอความเมตตาจากครูบาเจ้า...ข้าพเจ้าพญาพรหมเสกแห่งเวียงชัย จักขอจองตัวอีเอื้องสายไว้เป็นคู่หมายแห่งข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว!”

    อีเอื้องสายสะดุ้งสุดตัว ก้มหน้าลงจนแทบชิดพื้นวิหาร หัวใจเต้นรัวจนแทบจะกระโดดออกมาเต้นเล่าอยู่นอกอก

    “ข้าพเจ้าขอให้ทุกคนในที่นี้ รวมถึงเหล่าเทวาอารักษ์ผีแถนแดนฟ้าในหอวิหารจงเป็นพยาน...แม้นวันนี้นางจักยังต้องอยู่รับใช้เจ้านางซอมพอตามหน้าที่ แต่ในฐานะของพญาแห่งเวียงชัย ข้าพเจ้าขอประกาศว่าสตรีผู้นี้คือเมียหมายของข้า ใครหน้าไหนก็ห้ามมาทาบทามสู่ขอ หรือมีสายตามองนางเป็นอื่น”

    พระองค์ทรงถอดธำมรงค์ทองคำหัวพลอยกินปลี[23]สีเม็ดแดงเรื่อดุจหยาดโลหิตยามต้องแสงเพลิงที่สวมติดนิ้วออกมา แล้วทรงจับมืออีเอื้องขึ้นมาสวมใส่ให้ที่นิ้วของนาง ต่อหน้าเจ้านางซอมพอ แลพระปฏิมารวมทั้งครูบาเจ้าสบปิน

    “สวมไว้...นี่คือสัจจาแห่งกูพญาพรหมเสก แหวนวงนี้แม่กูมอบให้ ต่อแต่นี้กูให้มึง ตราบใดที่หัวใจกูยังเต้นอยู่ มึงคือคนเดียวที่กูจักรอมารับไปนั่งเคียงข้างกาย มึงบอกให้กูรอ...กูก็จักรอ แต่เป็นการรอในฐานะเจ้าของชีวิตมึง มิใช่เพียงรอเลื่อนลอย”

    เจ้านางซอมพอนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา แลทรงลูบคลำธำมรงค์วงแหวนของขุนหลวงอินทร์ถวาย ที่นางสวมใส่ไม่ถอดวาง ความหนักอึ้งในใจเรื่องความรักของตนเองดูจะเบาบางลง เมื่อเห็นความกล้าหาญของบุรุษตรงหน้าที่มีใจมอบให้นางผู้ต่ำชั้น

    “พ่อพญา...ท่านช่างบ้าบิ่นนัก” เจ้านางซอมพอหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “มาสู่ขอนางข้าหลวงในวิหารพระเจ้า ไร้แม่สื่อ ไร้ขันหมาก มีเพียงแหวนวงเดียวแลน้ำคำที่ร้อนแรงยิ่งกว่าไฟ...”

    “แล้วเจ้านาง...จักประทานอนุญาตให้ข้าพเจ้าได้หรือไม่พระเจ้าข้า?”

    เจ้านางซอมพอมองไปที่อีเอื้องสาย ที่ยังคงนั่งสั่นเทาด้วยความตื้นตัน ก่อนจะหันไปทางครูบาเจ้าสบปินที่พยักหน้าให้เบา ๆ พร้อมรอยยิ้มแห่งเมตตา

    “หากใจของเอื้องสายมันยินดี...ข้าเจ้าผู้เป็นนายมีหรือจักขัดศรัทธาพญาหนุ่มผู้ใจร้อนเยี่ยงท่านได้” เจ้านางตรัสด้วยความเมตตาเอ็นดู “เอื้องสาย...มึงฟังไว้หนา ตั้งแต่นาทีนี้ไป มึงมิใช่เพียงนางข้าหลวงของกู แต่เป็นถึงคู่หมายของเจ้าเมืองเวียงชัย จงรักษาตัวและหัวใจให้ดี อย่าให้เสียเกียรติของพ่อพญาที่เขาสู้อุตส่าห์เอาศักดิ์ศรีมาแลกทูลขอต่อหน้าพระเจ้าเยี่ยงนี้”

    “พระเจ้าข้า...เจ้านาง” อีเอื้องสายสะอื้นไห้ ก้มกราบแทบบาทเจ้านางและพญาพรหมเสกด้วยหัวใจที่พองโต

    ท่ามกลางความเงียบสงบของวัดสบปิน บัดนี้ได้มีสัจจาธิษฐานแห่งความรักบทใหม่เกิดขึ้น เป็นพันธะสัญญาที่มั่นคงยิ่งกว่าศิลาหินผา แข็งแกร่งกว่าจารีตประเพณีใด ๆ ด้วยความกล้าบ้าบิ่นของพญาหนุ่มที่ยอมสละศักดิ์ศรีพ่อเมือง แปลงเป็นชายธรรมดาสามัญ ที่กล้าบอกรักสาวของตนต่อหน้าผู้อื่น

     

    ความเคลื่อนไหวของพญาพรหมเสกที่ลอบเข้าเวียงสรวง มิอาจรอดพ้นสายตาของเหล่ากองสอดแนมที่แม่เจ้าเกสรจัดวางกำลังไว้รอบวัดสบปินไปได้ ข่าวการพบพานระหว่างเจ้าหลวงเวียงชัย กับนางข้าหลวงคนสนิทของเจ้านางซอมพอ ถูกนำไปรายงานถึงหูแม่เจ้าเกสร นางผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งเวียงสรวงในเวลาอันรวดเร็ว

    “พ่อพญาผู้นั้นมาถึงที่นี่...เพียงเพื่อมาหานางนกต่อของเจ้านางซอมพอเช่นนั้นฤา!”

    เจ้านางเกสรตบโต๊ะทรงงานเสียงดังฉาด ดวงตาคู่คมฉายแววกริ้วระคนกังวลใจ นางลุกขึ้นเดินจงกรมไปมาในห้องโถงทรงงานที่ปูราดพื้นด้วยสาดแหย่ง[24]ที่ถูกขัดถูใช้งานจนขึ้นเงา “กูเคยได้ยินไอ้พวกทหารเลวมันเล่าลือกันว่า พญาพรหมเสกกับนังเอื้องนั่นมีใจปฏิพัทธ์ต่อกัน กูรึก็คิดว่าเป็นเพียงเรื่องสวาทนินทาในค่ายรบ แต่นี่มันถึงขั้นถ่อม้าข้ามเวียงมาหากัน…เห็นทีสุวรรณโคมคำคงเริ่มระแคะระคายในแผนการกูเข้าให้แล้ว!”
     

    [22] ลูกมะหวด คือชิ้นส่วนประดับที่ช่างแกะสลักให้มีลักษณะคล้ายผลมะหวด เป็นทรงกลมหรือรี ปลายมน มักกลึงด้วยไม้หรือแกะจากหิน ใช้เป็นองค์ประกอบตกแต่งเพื่อเพิ่มจังหวะและความงามให้กับโครงสร้าง

    ลักษณะ

    รูปทรงคล้ายผลมะหวด คือป่องตรงกลางและเรียวเล็กน้อยที่ปลายมักทำเป็นชุดเรียงต่อกันบนแกนเดียวอาจมีร่องคอดตรงกลางหรือแบ่งเป็นปล้องตามแบบศิลปกรรมท้องถิ่น

    ตำแหน่งที่พบ

    ลูกกรงระเบียงราวบันไดรั้วไม้โบราณธรรมาสน์และบุษบกเครื่องยอดหรือเครื่องประกอบสถาปัตยกรรมไม้บางประเภท

    ในงานช่างไทย คำว่า ลูกมะหวด มักใช้เรียกส่วนที่เป็น ลูกกรงกลึง หรือ baluster ซึ่งเป็นแท่งตั้งรองรับราว โดยมีรูปทรงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลมะหวด

    [23]พลอยกินปลี เป็นคำเรียกโบราณของพลอยชนิดหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงนกกินปลี แต่หมายถึงพลอยที่มี สีแดงอมชมพูหรือแดงอมม่วง คล้ายสีบริเวณอกหรือขนของนกกินปลี จึงได้ชื่อนี้ตามการเปรียบเทียบสีสัน ในตำราพลอยไทย คำนี้มักใช้เรียกพลอยในกลุ่ม

    ทับทิมสีแดงอมชมพูหรือบางครั้งใช้กับ สปิเนลสีแดง (Red Spinel) ซึ่งในอดีตมักถูกเข้าใจว่าเป็นทับทิม เพราะยังไม่มีการจำแนกแร่สมัยใหม่

    [24]สาดแหย่ง เสื่อสานจากต้นแหย่ง (ต้นคล้า) แบบดั้งเดิม ผลิตภัณฑ์จากช่างฝีมือ ที่มีการสืบทอดต่อกันมา ตั้งแต่สมัยโบราณ ขั้นตอนการผลิต ใช้เวลาถึง 7 วัน ในการสานแต่ละผืน มีความคงทน และสวยงาม บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ ภูมิปัญญาล้านนา

     

    แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :

    เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh

    เล่ม 2   https://shorturl.asia/BxnNW

    เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH

    คล้ายกับเรื่องซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730