เถียนฮวนหลุดหัวเราะพรืดออกมาอีกครั้ง ก่อนรีบปาดเหงื่อบนหน้าผากแล้วพูดว่า “ขอข้าพักสักหน่อย พอหายเหนื่อยแล้วจะไปทำกับข้าวให้”
ภายในกระท่อมมีแค่เตาชั้นเดียวอย่างง่ายๆ ของที่บ้านตระกูลกู้มอบให้พวกเขานั้นก็มีจำกัดนางจะทำอะไรได้บ้าง
ขณะกำลังครุ่นคิด กู้ฉางสุ่ยก็เอ่ยขึ้น “วันนี้พวกเราต่างก็เหนื่อยกันมามากแล้วอย่าลองผิดลองถูกอะไรอีกเลย เ้าก็ใช้เตาที่อยู่ข้างนอกนั่นหุงข้าวเถิด ข้าจะขึ้นเขาไปดูกับดักว่ามีสัตว์ป่าติดมาบ้างหรือไม่ถ้ามีละก็ จะได้ประหยัดแรงไปหน่อย”
พูดจบ เขาก็ออกจากบ้านไป
พอเขาไปแล้ว เถียนฮวนก็ผ่อนลมหายใจเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นไปด้านนอกเพื่อเตรียมหุงหาอาหาร
ตอนนี้ในครัวมีเพียงเตาเล็กเก่าๆ หนึ่งเตา บนเตาวางหม้อหนึ่งใบ นางมีน้ำมัน เกลือและข้าวสารเล็กน้อยที่นำติดตัวมาจากบ้านตระกูลกู้
ไม่มีเตาใหญ่เหมือนที่บ้านตระกูลกู้ ไม่มีแม้แต่เตาเล็กอีกเตา หรือผักให้เลือกสรรนางมีฝีมือทำอาหารแต่กลับไร้ที่ให้แสดงฝีมือ
ทว่าเถียนฮวนก็ไม่ใช่คนที่จะนั่งรอความตายเฉยๆ นางรีบกวาดสายตามองไปรอบบ้าน แล้วก็พบสิ่งที่นาง้าในทันที‘ผูกงอิง[1]!’
ตามเนินเขาและทุ่งหญ้ารอบ ๆ ผูกงอิงสีเขียวสดกำลังไหวเอนตามลม
ใบอ่อนเขียวชอุ่มสะท้อนในดวงตาเถียนฮวน พลันกลายเป็อาหารรสเลิศในจินตนาการของนาง
นางรีบวิ่งไปเด็ดใบอ่อนของผูกงอิงไปพลาง พลางพึมพำเบาๆ กับตนเอง “ผูกงอิง มีฤทธิ์เย็นรสขมปนหวาน ช่วยลดความร้อน ถอนพิษ ขับปัสสาวะ ละลายเสมหะ เป็สมุนไพรสำคัญในการปรุงยานำมาทำอาหารอร่อยๆ ได้อีกด้วย!”
พริบตาเดียว นางก็เก็บผูกงอิงได้เต็มอ้อมแขน นำไปล้างในลำธารเล็กๆ ข้างบ้านจนสะอาดจากนั้นเก็บกิ่งไม้แห้งมาอีกเล็กน้อย ใช้ตะบันไฟจุดไฟ แล้วตั้งหม้อต้มน้ำบนเตา
ครั้นเมื่อน้ำเดือด นางก็ใส่ผูกงอิงลงไป ลวกไว้ประมาณสามสิบลมหายใจ ก่อนจะเทน้ำทิ้งเหลือไว้เพียงผูกงอิง
หญิงสาวเอาผูกงอิงล้างด้วยน้ำเย็นอีกครั้งแล้วสะเด็ดน้ำ ใส่เกลือ คลุกเคล้าให้เข้ากันหยดน้ำส้มสายชูสองหยด ยำผูกงอิงจานหนึ่งก็พร้อมยกขึ้นโต๊ะ สดใหม่ น่ารับประทาน
จากนั้นนางก็เติมน้ำเกินครึ่งหม้อ เคี่ยวน้ำจนเดือดแล้วใส่ข้าวสารที่ล้างสะอาดแล้วลงไปปิดฝาหม้อทิ้งไว้ให้สุก
หุงข้าวได้ไม่นาน กู้ฉางสุ่ยก็แบกฟืนมัดหนึ่งพาดไหล่ มืออีกข้างหิ้วกระต่ายอ้วนตัวหนึ่งกลับมาเขาชำแหละและล้างเรียบร้อยแล้ว แม้แต่หนังยังถลกแขวนไว้กับฟืน!
“วันนี้โชคไม่ค่อยดี กับดักที่วางไว้ได้มาแค่กระต่ายตัวเดียว แต่ดีที่มันอ้วนมากงั้นพวกเราย่างกินกันเถอะ!” กู้ฉางสุ่ยพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “ส่วนหนัง ถึงจะเป็กระต่ายสีเทาแต่เส้นขนก็ขึ้นสม่ำเสมอดี ทั้งยังนุ่มฟู เดี๋ยวข้าตากไว้ให้แห้ง พอหน้าหนาวจะทำผ้าพันคอให้เ้า”
“ดีเลย!” เถียนฮวนพยักหน้ารัวๆ แล้วดึงถ่านสองสามก้อนออกจากเตา จุดไฟอีกกองขึ้นข้างๆ
กู้ฉางสุ่ยหยิบฟืนยาวมาวางเรียงกันเป็เตาย่างอย่างง่าย เตรียมจะเสียบกระต่ายขึ้นย่าง
“เดี๋ยวก่อน ข้าทำเอง” เถียนฮวนรีบรับกระต่ายมาแล้วสั่งเขา “ท่านไปดูไฟตรงนั้นแทนเถอะ”
“อ้อ” กู้ฉางสุ่ยก็เดินไปอย่างว่าง่าย
เถียนฮวนหยิบมีดมากรีดเนื้อกระต่ายที่ผ่านการชำแหละแล้ว จากนั้นก็คว้าหยิบเกลือหนึ่งกำมือมาทาให้ทั่วทั้งตัวกระต่ายแม้แต่ในท้องก็ไม่เว้น
เมื่อจัดการเสร็จเรียบร้อย นางก็เด็ดใบไม้สีเขียวเข้มจากข้างกายมาห่อเนื้อกระต่ายไว้ใช้เถาวัลย์เส้นเล็กมัดให้แน่น แล้วจึงนำไปย่างบนเตาไฟ
“นี่คืออะไรหรือ” กู้ฉางสุ่ยเอ่ยถาม
“นี่เรียกว่าเจี่ยโหลว เป็ทั้งยาสมุนไพรและเครื่องปรุงรส ช่วยชูรสให้อร่อยและหอมขึ้นอีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ขับความเย็นออกจากภายใน และการห่อเนื้อกระต่ายไว้แบบนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าหนังกระต่ายจะถูกไฟเผาเกรียมจนกินไม่ได้” เถียนฮวนตอบ
กู้ฉางสุ่ยพยักหน้าอย่างรวดเร็ว “ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ ได้กินข้าวกับที่เ้าทำทีไรข้าก็ได้ความรู้ใหม่ๆ ทุกทีเลย”
เถียนฮวนยิ้มบาง “นี่ล้วนเป็วิชาแพทย์พื้นฐานที่พบเห็นได้บ่อยๆ จริงอยู่ว่าชาวบ้านธรรมดาอาจไม่รู้สรรพคุณของสมุนไพรแต่ลองผิดลองถูกมาหลายปีก็พอรู้กันว่าเวลาไหนควรใช้สิ่งใดในการปรุงอาหาร แม้แต่หมอหลายคนยังค้นพบหลักการแพทย์จากบนโต๊ะอาหารของชาวบ้านเสียด้วยซ้ำ!ดังคำกล่าวว่า ‘ยารักษาโรคแบบบ้านๆ หนึ่งขนาน ทำเอาหมอชื่อดังถึงกับกระอักเื!’“
กู้ฉางสุ่ยได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาในทันที
สองสามีภรรยา คนหนึ่งคอยดูไฟบนเตา อีกคนหมุนไม้ที่เสียบเนื้อกระต่ายอย่างระมัดระวังไม่นานนัก กลิ่นหอมก็โชยออกมาจากเตาและกองไฟพร้อมกัน
อีกสักพัก เมื่อข้าวในหม้อสุกพอดี เนื้อกระต่ายย่างก็ใกล้จะได้ที่แล้ว
เจี่ยโหลวที่ห่อเนื้อกระต่ายถูกย่างจนแห้งเกรียม แค่แตะเบาๆ ก็แตกออก เมื่อห่อถูกเปิดออกกลิ่นหอมของเนื้อกระต่ายที่ถูกกักไว้ก็พวยพุ่งออกมาราวกับแย่งกันหนีออกจากพันธนาการส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วบริเวณ
กลิ่นหอมฟุ้งของเนื้อกระต่ายปะปนกับกลิ่นหอมสดชื่นของเจี่ยโหลว ลดความเลี่ยนของไขมันในเนื้อกระต่ายได้อย่างดีเหลือไว้เพียงกลิ่นหอมอันเข้มข้นที่ชวนให้น้ำลายไหล
กู้ฉางสุ่ยได้กลิ่นแล้ว ท้องก็ร้องโครกครากขึ้นมาอีกครั้ง
เขารีบยกมือกุมท้องไว้ แต่สายตาก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองไปทางเถียนฮวน
เถียนฮวนยิ้มปลอบ “อดใจรออีกหน่อย ใกล้เสร็จแล้ว”
นางหมุนเนื้อกระต่ายบนกองไฟอีกสองสามรอบ ไขมันที่ซึมออกมาจากหนังเมื่อเจอเปลวไฟก็ส่งเสียงฉ่าๆหนังกระต่ายที่เคยขาวนวลตอนนี้กลายเป็สีเหลืองทอง ดูแล้วกระตุ้นต่อมน้ำลายยิ่งนักแม้แต่เถียนฮวนเองยังกลืนน้ำลายไม่หยุด
หญิงสาวย่างต่ออีกครู่หนึ่ง จนกระทั่งได้ยินเสียงหนังกระต่ายแตก นางก็ถอนหายใจยาวออกมารีบยกเนื้อกระต่ายย่างขึ้นสูง
“เสร็จแล้ว!”
กู้ฉางสุ่ยรีบเดินมารับเนื้อกระต่ายไป ฉีกขาออกมาข้างหนึ่งขณะยังร้อนอยู่ เป่าให้เย็นลงเล็กน้อยแล้วยื่นให้เถียนฮวน“วันนี้ลำบากเ้าแล้ว เ้ากินก่อนเถอะ”
เถียนฮวนไม่เกรงใจ รับมากัดเนื้อกระต่ายคำโต
หนังกระต่ายที่ถูกย่างจนกรอบแตกดังเป๊าะในคำแรก ส่วนเนื้อกระต่ายด้านในยังคงชุ่มฉ่ำไม่ถึงกับเปื่อยนุ่มจนเกินไป เคี้ยวแล้วยังมีััเด้งสู้ฟัน เหมาะกับวัยของพวกเขายิ่งนัก
เถียนฮวนหรี่ตาพริ้มด้วยความพึงพอใจ “อร่อยจริงๆ!”
กู้ฉางสุ่ยเห็นเช่นนั้นก็ฉีกขาอีกข้างมากิน ทันใดนั้นแววตาของเขาก็เปล่งประกาย“อร่อย! อร่อยกว่าที่ข้าทำตั้งเยอะ!”
จากนั้นเขาก็ก้มหน้าก้มตาแทะขากระต่ายไม่หยุด
เห็นเขากินอย่างเอาเป็เอาตายเช่นนี้ นางก็ดีใจราวกับได้รับคำชมแล้ว
เถียนฮวนรู้สึกอบอุ่นหัวใจ นางรีบคีบยำผูกงอิงขึ้นมา
“กินช้าๆ หน่อย! ถึงใบเจี่ยโหลวจะซับน้ำมันไปเกือบหมดแล้ว แต่เนื้อกระต่ายย่างก็ยังมันเยอะอยู่ดีท่านลองกินคู่กับผูกงอิงดู จะช่วยตัดเลี่ยนได้”
“อืม” กู้ฉางสุ่ยพยักหน้า แล้วก็อ้าปากรับผูกงอิงจากตะเกียบของนางกินไปคำหนึ่ง จากนั้นค่อยกัดเนื้อต่ออีกคำ“อื้ม จริงด้วย ไม่เลี่ยนเลย รสััสดชื่นขึ้นเยอะ!”
แก้มของเถียนฮวนขึ้นสีชมพูทันตา “ท่านก็มีตะเกียบนะ เหตุใดต้องมากินของข้า”
กู้ฉางสุ่ยกะพริบตาปริบๆ “ก็เ้ายื่นมาจ่อปากข้าขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าตั้งใจจะให้ข้ากินหรอกหรือ”
“คนเ้าเล่ห์!”
เถียนฮวนบ่นเบาๆ แล้วรีบหันหน้าหนี
[1] ผูกงอิงคือ ดอกแดนดิไลออนจีน (Taraxacum Mongolicum) นิยมนำมาประกอบอาหารหรือปรุงยาบางประเภท