บทที่ 72 เตรียมรับมือ
“เอ่อ ใช่แล้วขอรับ พวกเขาทยอยกันเข้าเมืองหลวงและวนเวียนอยู่รอบๆโรงทานและโรงหมอเท่านั้น ทุกเช้ากลางวันเย็น เอาแต่นั่งรออาหาร ถ้าเจ็บป่วยไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็เข้าไปต่อแถวที่โรงหมอแล้ว มีเพียงไม่ถึงสิบคนเท่านั้นที่ลงชื่อไปทำงานแลกอาหาร”
“อืม จากผู้อพยพที่เริ่มจะแตะหลักหมื่นคน กลับมีคนทำงานเพียงสิบกว่าคน ไม่แปลกที่จะเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ” ดูเหมือนว่าเขาจะรู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว ฝูเซ่ามองเจ้านายของตนเองด้วยแววตาสงสัย
“คุณชายคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นแล้วหรือขอรับ? เพราะแบบนั้นก็เลยไม่อาสาที่จะเป็นผู้ช่วยให้โรงทาน?”
เดิมทีฝูเซ่าประหลาดใจอย่างมาก เขาเองเมื่อได้ยินว่าโรงทานและโรงหมอต้องการผู้ช่วย เขาก็ยังคาดหวังให้คุณชายรับช่วยเหลืองานนี้ด้วย กลับไม่คิดเลยว่าคุณชายของเขาจะออกคำสั่งเด็ดขาดว่าจวนสกุลหลี่จะไม่ส่งคนเข้าร่วม ทั้งยังไปแจ้งต่อหัวหน้าตระกูลหลี่ด้วยว่าจะไม่ให้ใครในตระกูลเข้าร่วม เป็นเรื่องที่บ่าวรับใช้ในจวนสกุลหลี่พูดถึงกันหลายวัน
แม้จะไม่มีใครตำหนิออกมาตรงๆ แต่เมื่อพวกเขาเห็นผู้อื่นได้ทำงานเพื่อผู้คน ในขณะที่ตนเองเพียงกวาดลานบ้าน ซักผ้า และเอาเวลามานั่งเก็บดอกไม้อย่างสงบ ใจของพวกเขาทุกคนก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ถ้าไม่ใช่เพราะถูกสั่งเอาไว้อย่างเด็ดขาด พวกเขาก็อาจจะแอบออกไปเพื่อช่วยเหลืองานนี้แล้วก็ได้
ชิงหมินมองฝูเซ่า เขารู้ว่าทุกคนในจวนคิดสิ่งใดตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว แต่คำสั่งของคนเป็นนายนั้นเด็ดขาดมากในยุคนี้ นี่คือข้อดีเพียงไม่กี่อย่างที่ชิงหมินสัมผัสได้ ไม่มีใครกล้าเถียง กล้าแย้ง หรือสงสัยในคำสั่งของคนเป็นนาย เมื่อบอกว่าห้ามก็ต้องห้าม ดังนั้นชิงหมินจึงไม่เคยต้องเสียเวลาอธิบายในช่วงก่อนหน้านี้
เขาปล่อยให้เรื่องราวมันเลยเถิดมาจนถึงสถานการณ์ในตอนนี้ ซึ่งเขารู้ว่ามันยังไม่ถึงจุดสูงสุดของปัญหาที่แท้จริง ชิงหมินกำลังรอดูหายนะของโรงทานและโรงหมอ เมื่อมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นเช่นนี้ มันย่อมต้องร้อนไปถึงบัลลังที่นั่งในวังหลวงแน่!
ปล่อยให้เวลาผ่านไปเพียง 2 สัปดาห์หลังจากที่ชิงหมินพยายามกล่าวปลอบโยนให้กับอันลี่ฉิน โชคดีที่นางเจ็บป่วยหลังจากทำงานหนักทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนั้นจึงไม่ต้องไปที่โรงหมออีกเป็นเวลานาน เมื่อได้พักผ่อนก็มีเวลาเขียนจดหมายถึงสหายเพียงคนเดียวของตนเอง ปลอบกันไปมาก็ทำให้หัวใจของอันลี่ฉินกลับมาดีขึ้น
แต่อันลี่ฉินดีขึ้นไม่ใช่หมายถึงสถานการณ์ในเมืองหลวงดีขึ้น เพราะเมื่อเข้าสู่ความอดอยากที่แท้จริง ในที่สุดพวกชาวบ้านผู้ที่มารออาหารก็เริ่มก่อจลาจลกันแล้ว
คนกลุ่มแรกที่ได้กินอาหารอิ่มหนำทุกมื้อไม่พอใจพวกอพยพจากต่างเมือง พวกเขาพยายามต่อสู้กันในคราแรก ทำให้ทหารของเมืองต้องวุ่นวายและคอยจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อให้ทุกคนอยู่อย่างสงบ คนที่ทำผิดหลายสิบคนถูกจับไปขังคุก แต่ไม่กี่วันก็ปล่อยตัวออกมา เพราะในคุกทุกวันนี้ก็ไม่มีอาหารและผู้ดูแล
สุดท้าย ปัญหาความขัดแย้งไม่ได้รับการแก้ไข กฎหมายก็ไม่น่ากลัว พวกเขาทะเลาะกันเองจนใหญ่โตมากขึ้น และในที่สุดก็มีคนเห็นแก่ตัวมาก ด้วยกลัวว่าตนเองจะไม่มีอาหารอีกในอนาคต พวกเขาจึงวางแผนปล้นเสบียงที่พวกขุนนางเตรียมเอาไว้แจกจ่ายในโรงทานจนหมด
พวกคนของขุนนางที่ทำหน้าที่ในวันนั้นถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส แต่จับตัวคนทำไม่ได้เพราะมันมีผู้คนมืดฟ้ามัวดิน มีคนหนึ่งเริ่ม คนอื่นๆก็ทำตาม กลายเป็นทุกคนกรูกันเข้ามาปล้นสดมภ์สินค้าในที่เก็บจนหมดสิ้น แม้แต่ในโรงหมอก็ไม่เว้น พวกเขายิ่งขโมยของก็ยิ่งได้ใจ ทำลายทั้งโรงทานและโรงหมอจนเหลือแค่เศษฝุ่นเท่านั้น กระทั่งหลังคาก็ยังรื้อถอนกันออกไป หวังจะเอาไปสร้างที่พักอยู่กันเองเลย
ความรุนแรงไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้วการที่พวกเขาเคยทำได้ครั้งหนึ่งแล้วทางการลงมือไม่ได้ ก็ทำให้พวกเขาได้ใจ
หลายวันต่อมาก็มีข่าวว่าจวนขุนนางบางจวนถูกปล้น ถูกขโมยสิ่งของ บางจวนได้รับปัญหาจนกระทั่งจวนเกิดไฟไหม้ขึ้นด้วยซ้ำ มันกลายเป็นปัญหาที่ขุนนางและชาวบ้านไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ในที่สุดก็เกิดการ “ฆ่าฟัน” กันเกิดขึ้นจริงๆ
สงครามระหว่างชาวบ้านและขุนนางเริ่มต้นขึ้นแบบนี้ แม้แต่เมืองหลวงก็ไม่เกิดความสามัคคีต่อกัน ผู้คนอยู่กันอย่างหวาดระแวง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว...คิดว่าจะบริหารจัดการเรื่องอื่นๆได้อีกหรือ?
พระราชโองการสำคัญเพื่อที่จะปราบปรามปัญหาที่เกิดขึ้นจึงส่งไปยังทุกตระกูลทันที องค์จักรพรรดิมองว่าปัญหานี้เริ่มต้นมาจากพวกกลุ่มขุนนางที่คิดน้อยเกินไป พวกเขาไม่มีความพร้อมที่จะช่วยเหลือดูแลประชาชนอย่างแท้จริง แต่กลับประกาศออกมาเช่นนั้น
อันที่จริง นี่เป็นเพราะความโกรธจากก่อนหน้านี้ด้วย แทนที่กำแพง 2 ชั้นที่วางแผนไว้จะเสร็จในเวลาอันสั้น การมีโรงทานและโรงหมอโดยกลุ่มเด็กไม่รู้ความทำให้แผนการของพระองค์ถูกเมินเฉย ดังนั้นจึงใช้โอกาสนี้เพื่อลงโทษทุกคน
ในที่สุด การจดชื่อในงานเลี้ยงวันนั้นก็ส่งผลร้ายแรงต่อทุกคนทันที พระราชโองการไปถึงทุกจวนที่มีชื่ออยู่ในนั้น คนไหนให้เงินเท่าไรไปกับโรงทานและโรงหมอ ก็ต้องให้เงินกับพระราชวังเพื่อชดเชยการสร้างปัญหาเป็น 2 เท่าจากเดิม แค่เรื่องนี้ก็ทำให้ทุกคนน้ำตาตกในแล้ว
คนที่หน้าใหญ่ในตอนแรกเกือบจะกระอักเลือดออกมา พวกเขาถูกต้นตระกูลตำหนิไม่มีชิ้นดี แต่ปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น...
คนที่ลงชื่อจะไปใช้แรงงาน ถูกเขียนในพระราชโองการว่าเป็นพวกที่ต้องการเสียสละ อย่างนั้นก็ให้พวกเขาไปทำงานเพื่อสร้างกำแพงที่ล่าช้าไปด้วยเป็นเวลา 2 เท่าเช่นกัน นี่ต่างหากที่เป็นระเบิดใหญ่ที่แท้จริง
ส่งพวกบุตรหลานขุนนางที่จ้องหาเรื่องไปทำงานร่วมกับพวกชาวบ้าน นี่ไม่เพียงลดเกียรติของพวกเขาเท่านั้น ยังเป็นการตบหน้าพวกเขาซ้ำไปซ้ำมาอีกด้วย
จางหลิวอี้ไม่ได้คิดว่าจะมีปัญหาใหญ่ขนาดนี้เกิดขึ้น ตัวนางและสกุลจางเองก็เดือดร้อนเช่นกัน ก่อนหน้านี้องค์จักรพรรดิยังกล่าวชื่นชม แต่พอมีปัญหากลับโยนเรื่องนี้ใส่หัวของพวกนางแทน บอกว่านี่เป็นความผิดของพวกนางไปเสียอย่างนั้น...ช่างไม่ยุติธรรมจริงๆ
จะมีก็แค่ตระกูลหลี่เท่านั้นที่โชคดีที่สุด พวกเขายังอยู่กินสบายในเมืองหลวง ในขณะที่จ่ายเงินเพิ่มอีก 2 หมื่นเหรียญเท่านั้น ไม่นับว่าเป็นปัญหาใหญ่โตอะไร เรียกว่าพวกเขาลอยลำจากปัญหานี้อย่างแท้จริง จนบิดาของชิงหมินต้องเรียกเขาไปชื่นชมอย่างลับๆ
ในขณะที่ข้ารับใช้มากมายลอบลูบหน้าอกของตนเอง ขอบคุณที่วันนั้นคุณชายหลี่มีความคิดกว้างไกล ไม่อย่างนั้นพวกเขาเองก็คงจะสร้างปัญหาใหญ่แล้ว!
ดังนั้นในช่วงนี้ เหล่าคุณหนูคุณชายรุ่นเยาว์ทั้งหลายล้วนถูกส่งออกไปทั้งสิ้น พวกเขาต้องไปทำงานหนักอยู่กับค่ายของทหารเพื่อสร้างกำแพงเมืองทั้งสองชั้น อย่างน้อยๆก็กินเวลามากกว่า 20 วัน บางคนหนักกว่าเพราะต้องทำเป็นเวลาสองสามเดือนเนื่องจากความใจกว้างอยากได้หน้าของพวกเขา
ชิงหมินซ่อนตัวอยู่เงียบๆในสถานการณ์เช่นนี้ แต่เขารู้ว่าปัญหาย่อมไม่มีทางจบลงง่ายๆ
ถึงแม้ว่าเรื่องการแจกโรงทานจะจบลงไปเช่นนี้ และพวกชาวบ้านถูกปราบปรามจนทำให้รู้ว่าหลังจากนี้พวกเขาไม่มีที่พึ่งพาได้เหมือนเมื่อก่อน หากไม่ทำงานหนักเพื่อบ้านเมืองก็จะไม่ได้รับแจกจ่ายอาหาร แต่...ปัญหาหลังจากนั้นก็คือ ทางการเองมีอาหารมากพอที่จะช่วยให้พวกเขาไม่อดตายหรือไม่?
เขารู้ว่าหลังจากนี้ ทางพระราชวังจะต้องมีมาตรการออกมาเพิ่มเพื่อรีดทรัพย์สินออกไปจากมือของขุนนาง เพื่อประคองให้สถานการณ์ความวุ่นวายในเมืองไม่ปะทุรุนแรงมากขึ้น ตระกูลหลี่อาจจะต้องจ่ายอีกเป็นล้านเหรียญในอนาคต หรือจ่ายเป็นบางอย่างที่มีคุณค่าเท่ากัน
เงินเข้าในกระเป๋ามาแล้ว แม้ว่าจำเป็นจะต้องจ่ายออกไป ทว่าชิงหมินก็ยังรู้สึกแย่อยู่ดี อาศัยแค่ฐานะของบิดาเขา หากต้องจ่ายอีกเป็นล้านเหรียญ เชื่อได้เลยว่าเงินลงทุนในกิจการปีหน้าคงจะเหลือเพียงน้อยนิด ไม่อาจจะกลายเป็นตระกูลหลี่ระดับกลางได้อีกต่อไป
การที่เลื่อนขั้นเป็นขุนนางระดับกลางในช่วงเวลานี้เหมือนกับกับดักใหญ่ที่พวกเขาจะผ่านมันไปได้หรือไม่ ย่อมต้องดูสถานการณ์ในภายหลัง
นี่เป็นปรากฏการณ์แรกหลังจากที่เนื้อเรื่องไม่เป็นไปตามนิยาย ชิงหมินรู้อยู่แล้วตั้งแต่แรกว่าชีวิตของเขาจะไม่ราบรื่นอีกต่อไปเมื่อเส้นทางนิยายไม่เป็นไปตามที่คาดคิด ชีวิตพระรองที่เงียบสงบและสุขสบายของเขากำลังถูกเบียดเบียน แต่...เรื่องมันผิดเพี้ยนจนถึงขนาดนี้แล้ว เขายังจะทำอะไรได้อีก?
เพื่อไม่ให้ตระกูลหลี่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมากเกินไป หลี่ชิงหมินได้ให้คนขยายพื้นที่ครอบครองของพวกเขา นอกจากการเพาะปลูกดอกไม้และพันธุ์พืชเพื่อการศึกษาของเขาแล้ว ชิงหมินก็แบ่งอีกส่วนหนึ่งเพื่อเริ่มปลูกพืชอาหาร
เขาไม่ต้องการเปลี่ยนจากสถานะพ่อค้าสมุนไพรไปเป็นเกษตรกรจริงๆ แต่ในช่วงเวลานี้...หากไม่ทำแบบนั้น พวกเขาก็จะต้องอดตาย
เขาไม่ใช่นางเอกของเรื่องที่มีพลังในการเพาะปลูกสมุนไพรออกมาได้อย่างง่ายดาย แม้ชิงหมินจะต้องการทำเช่นนั้น แต่การเพาะปลูกสมุนไพรใหม่ๆยังต้องอาศัยการเรียนรู้และลงมือทำด้วยตนเอง เขาไม่สามารถปล่อยให้บ่าวรับใช้ที่จ้างวานมาลงมือทำงานหนักพวกนี้ได้ เพราะสุดท้ายแล้วการปลูกสมุนไพรยังต้องอาศัยทักษะพื้นฐานที่ดี
ดังนั้น เพื่อไม่ให้ตนเองลำบากเกินไป หรือเป็นการลงทุนที่มากเกินความจำเป็น ชิงหมินเลือกที่จะเพาะปลูกพืชอาหารที่เติบโตได้ง่ายๆ เช่น มันเทศ ข้าวโพด ต้นหอม และผักกุยช่าย โดยพืชทั้งสี่ชนิดนี้ ต่อให้ภายหลังไม่มีอะไรจะกินกันแล้ว อาศัยพืชที่เติบโตได้อย่างรวดเร็วนี้ก็จะสามารถทำให้ผู้คนรอดชีวิตได้
มันเทศ และข้าวโพด พวกมันสามารถนำมาต้มเป็นพลังงานแทนข้าวได้ ต้นหอมและกุยช่ายนำมาทำน้ำแกงเพื่อให้พลังงานและวิตามินอื่นๆ ที่สำคัญคือ...ผักทั้งสองชนิดนี้ไม่ต้องการการดูแลมากนัก ชิงหมินตรวจสอบคุณสมบัติของพวกมัน กุยช่ายและต้นหอมเหล่านี้ ขอแค่มีน้ำก็เติบโตได้เต็มทุ่ง ไม่จำเป็นต้องขยายพันธุ์มันด้วยตนเองด้วยซ้ำ ตัดไปแล้วก็รอมันแตกใบใหม่ กินได้อยู่ตลอดเวลา
แรงงานของเขาจะใส่ใจกับการดูแลข้าวโพดเป็นหลัก สำหรับมันเทศเพียงแค่ต้องพรวนดินและรดน้ำตามเวลาเท่านั้น พวกมันอาศัยอยู่ใต้ดิน ใช้ความอุดมสมบูรณ์ใต้ดินเป็นอาหาร หากจะให้มีคุณภาพดี มีน้ำหนักและหัวใหญ่ ชิงหมินเพียงแค่ต้องเสียเวลาเพื่อมาทำปุ๋ยบำรุงมันในบางครั้ง ซึ่งปุ๋ยที่ว่านี้ก็คือกิ่งก้านจากดอกไม้ที่เขาปลูกอยู่แล้วก็ได้ หมักมันจนกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้พวกมันเติบโตได้ดีแล้ว
เพื่อที่จะดูแลแปลงเพาะปลูกทั้งสองแห่ง ชิงหมินต้องจ้างแรงงานสตรีเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้จักกันอย่างลับๆอยู่แล้วผ่านสตรีทั้ง 7 คนแรก เมื่อชิงหมินบอกว่าต้องการคน พวกนางก็เสนอรายชื่อคนที่ตนเองรู้จักและมีความขยัน ที่สำคัญคือครอบครัวลำบากและขาดบุรุษช่วยทำงาน เมื่อได้รายชื่อมาทั้งหมด รวมกับ 7 คนแรก แรงงานของเขาในตอนนี้มีมากถึง 16 คนแล้ว
ในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับการจัดการกำแพงป้องกันสองชั้น และแม้แต่ผู้นำตระกูลหลี่ก็ไม่มีเวลาสนใจงานอดิเรกของบุตรชาย เนื่องจากได้รับคำสั่งให้เร่งติดต่อซื้อขายสมุนไพรเข้ามาให้ได้มากที่สุด ทุกคนไม่ได้รู้เลยว่าชิงหมินกำลังอาศัยความได้เปรียบในด้านช่วงเวลานี้เพื่อก้าวนำหน้าทุกคนแล้ว
เพราะไม่มีใครคาดหวังว่าสงครามจะกินเวลานานเกินไป พวกเขาย่อมไม่มีทางลงทุนไปกับการเพาะปลูกสิ่งของเหมือนกับชิงหมิน ถ้าไม่ใช่พวกที่ต้องการปักหลักอยู่ที่นี่จริงๆ พวกเขาจะทำเรื่องเช่นนี้ให้เสียเวลาไปทำไม
แต่ชิงหมินไม่ใช่ เขายังใช้ความได้เปรียบในเนื้อเรื่องเพื่อกำหนดแผนการของตนเองต่อไป ถึงแม้ว่าหลายๆอย่างจะไม่เหมือนเดิม ทว่า...สิ่งที่ป้องกันได้ก็ควรเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ หรือต่อให้นี่เป็นการลงทุนลงแรงที่เสียเปล่า ชิงหมินยังเทียบค่าเสียโอกาสเอาไว้ทุกด้านแล้ว การเตรียมการเช่นนี้จะทำให้เขาสูญเสียน้อยที่สุดในบรรดาเส้นทางทั้งหมด
อันที่จริง ถ้าไม่ใช่ข้อกำหนดในการถือครองที่ดินของขุนนางระดับกลางมีจำกัด ชิงหมินอาจจะขอบิดาซื้อที่ดินเพิ่มมากขึ้นแล้วขยายการเพาะปลูกของตนเองไปเพิ่มแล้วก็ได้ แต่ก็นั่นแหละ...หากเทียบกับตำแหน่งขุนนางระดับต่ำในครั้งแรก ที่ดินที่เขาได้โอกาสซื้อมานี้ก็มีมากพอที่จะไม่ทำให้ตระกูลหลี่เดือดร้อนหลังจากนี้
ข้าวหนึ่งกำมือมีราคาเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่า ชิงหมินจะใช้ผลผลิตทางการเกษตรนี้แลกเปลี่ยนแทนการจ่ายภาษี ซึ่งมันจะทำให้พวกเขาประหยัดไปได้มากโข
อย่างไรก็ตาม ชิงหมินไม่ได้คำนึงเลยว่าแผนการเตรียมการของเขายังไม่ทันเสร็จสิ้นดี ปัญหาใหญ่ก็โยนเข้าใส่หัวของเขาเสียก่อนแล้ว!!
“มีคำสั่งจากพระราชวัง ให้บุตรชายคนเล็กของตระกูลหลี่เข้าร่วมประชุมขุนนางในวันพรุ่งนี้ ขอให้เตรียมตัวให้พร้อมด้วย” ขันทีนำคำสั่งมาถึงหน้าจวน บิดาของชิงหมินลอบกัดฟันแน่น ทั้งๆที่เขาพยายามใช้เส้นสายทั้งหมดที่มีเพื่อไม่ให้เกิดการเรียกร้องนี้ แต่ดูเหมือนว่าความพยายามของเขาจะยังไม่มากพอ
“นี่มัน...เกิดเรื่องอันใดหรือท่านพ่อ” ชิงหมินถือคำสั่งเข้าไปในจวนด้วยท่าทางมึนงง
เขาอยู่ของเขาดีๆไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมจึงมีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นได้อีก?
“เรื่องนี้ต้องโทษข้า”
“หืม?”
“หากไม่ใช่เพราะส่งเจ้าไปที่เขตใต้จนทำให้มีการแลกเปลี่ยนกับกลุ่มการค้าสกุลทงในวันนั้น เจ้าคงไม่ต้องมารับหน้านี้ที่อันตรายเช่นนี้หรอก” ผู้เป็นบิดาส่งสายตาเศร้าใจมาให้เขา หลี่ชิงหมินจึงเริ่มรู้ว่าเขากำลังเจอปัญหาแบบไหนอยู่
…………………………………………..