ในความขาวโพลนที่ไร้ทิศทางและไร้เวลานั้น หลิงเฟิงไม่ได้ยินสิ่งใดเลยนอกจากเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นซ้อนจังหวะเดียวกับอีกดวงหนึ่ง เขามองไม่เห็นมือ มองไม่เห็นกาย มองไม่เห็นแม้แต่ม่าน์ที่อยู่เหนือหัว เหลือเพียงััเดียวที่ยังจริงแท้ท่ามกลางการะเิอันไร้รูปร่าง—ฝ่ามือของอาเดรียลที่กุมมือเขาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย ราวเป็สมอตัวเดียวที่ยึดเขาไว้ไม่ให้สลายหายไปกับแสง
แสงที่จะสมานปะทะไฟที่จะฉีก ณ จุดเดียวบนเนื้อม่านที่บางที่สุดในโลก ทั้งสองพลังกัดกินกันชั่วลมหายใจที่ยาวนานราวชั่วกัปป์ ทุกครั้งที่ไฟหม่นเทาของเซวียนตูคำรามง้างรอยร้าวให้กว้างขึ้น ด้ายแสงทองอมครามของหลิงเฟิงก็สอดตามเย็บมันกลับ ไม่ใช่ด้วยกำลังที่มากกว่า แต่ด้วยพลังชีวิตของสองคนที่ไหลเวียนเป็วงเดียวไม่ขาดสาย อาเดรียลยังคงเทมานาครามและลมหายใจของตนหล่อเลี้ยงเปลวแสงนั้นต่อไป ไม่ถามถึงราคา ไม่ถามถึงพรุ่งนี้
แล้วด้ายแสงก็ไปถึงรอยร้าวที่ลึกที่สุด รอยที่อยู่ใต้รอยร้าวทั้งหมด รอยที่ิญญาของเซวียนหลิงสถิตอยู่มาตลอดพันปี หลิงเฟิงรู้สึกได้ทันทีที่ััมัน—ไม่ใช่ความว่างเปล่าอย่างที่คิด ไม่ใช่ซากของผู้ตายที่ถูกตรึง แต่เป็บางสิ่งที่ยังอบอุ่น ยังตื่น และเฝ้ารอ ราวคนที่นั่งเฝ้าหน้าต่างมานานเกินกว่าจะนับ เพียงเพื่อรอให้มีใครสักคนเดินมาถึง
เสียงเศร้าโศกในม่านที่หลิงเฟิงเคยได้ยินแว่วผ่านจี้หยกดังชัดขึ้น—แต่คราวนี้มันไม่ได้พูดกับหลิงเฟิง ด้ายแสงที่หลิงเฟิงทอขึ้นเปิดช่องให้ิญญาซึ่งถูกขังด้วยระยะห่างมาพันปีได้ยื่นมือออกมาเป็ครั้งแรก ผ่านรอยร้าวที่กำลังจะปิด เสียงนั้นหันไปหาผู้ที่มันเฝ้ามองมาทั้งชีวิตหลังความตาย ผู้ที่มันร้องเรียกในความเงียบมานานจนเสียงแทบหาย เซวียนหลิงเอ่ยกับพี่ชายของตน
“พี่ใหญ่” เสียงนั้นแ่เบาราวลมที่พัดผ่านทุ่งร้าง แต่มันแทรกทะลุเปลวไฟพันปีของเซวียนตูเข้าไปถึงแก่นในชั่วพริบตา “หยุดเถิด ข้าไม่เคยถูกขัง ข้าเลือกอยู่ที่นี่เอง ข้าเลือกหลอมตัวเข้ากับม่านเพื่อหยุดสองพิภพมิให้กลืนกินกัน—ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ และไม่ใช่เพื่อให้พี่เผาทั้งโลกในนามของข้า สิ่งเดียวที่ข้าเ็ปมาตลอดพันปี คือการได้แต่มองพี่เผาตัวเองทีละน้อยโดยยื่นมือไปไม่ถึง”
เซวียนตูแข็งทื่อ ทวนพลังหม่นเทาในมือสั่นไหวเป็ครั้งแรกนับแต่มันก้าวเข้าสู่สมรภูมิ พันปีที่ผ่านมามันได้ยินเพียงเสียงในใจของตัวเอง เสียงที่มันปั้นขึ้นจากความโหยหา แล้วเรียกมันว่าเสียงน้อง มันสร้างเื่เล่าว่าน้องถูกขังร้องขอให้ช่วย เพราะนั่นคือเื่เดียวที่ให้เหตุผลแก่ทุกสิ่งที่มันทำลงไป—ทุกเมือง ทุกชีวิต ทุกรอยแยก แต่บัดนี้เสียงจริงของเซวียนหลิงดังขึ้น และมันต่างจากเสียงในหัวของมันโดยสิ้นเชิง
เปลวไฟหม่นเทาที่โหมกระพือด้วยความโศกเริ่มลดความร้อนลง ไม่ใช่เพราะหลิงเฟิงดับมัน แต่เพราะเชื้อเพลิงของมันกำลังหมดลงเอง ความโศกที่หล่อเลี้ยงไฟพันปีตั้งอยู่บนความเชื่อเดียว—ว่าน้องยังทุกข์ทรมานอยู่ในม่าน และมีเพียงการฉีกม่านเท่านั้นที่จะปลดปล่อยเขาได้ เมื่อความเชื่อนั้นพังทลายลงต่อหน้า ไฟก็ไม่เหลือสิ่งใดให้เผาอีก นอกจากตัวผู้จุดมันขึ้นมาเอง
หลิงเฟิงไม่รีรอ เขาไม่หันด้ายแสงไปแทงใจกลางของเซวียนตูเพื่อสังหาร แต่กลับคลี่มันออกอย่างอ่อนโยน โอบเข้าหากายที่กำลังสั่นเทาของบอสผู้ล่มสลาย “ข้าบอกแล้วว่าข้าจะซ่อมทั้งเ้าด้วย” เขาเอ่ยซ้ำคำสัญญาที่ลั่นไว้กลางพายุแสง น้ำเสียงไร้ชัยชนะ มีเพียงความสงสารของคนที่เพิ่งเข้าใจว่าศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตน แท้จริงเป็เพียงพี่ชายที่หลงทางในความรักของตัวเองมาพันปี
แต่ในวินาทีที่เปลวไฟของเซวียนตูใกล้จะมอดดับลงนั้นเอง แรงกดเย็นเยียบจากเบื้องบนผืนม่านก็เคลื่อนไหว มันไม่ใช่ความเย็นของความโศกอย่างของเซวียนตู แต่เป็ความเย็นที่ไร้อารมณ์โดยสิ้นเชิง ราวมือมหึมาที่ใหญ่กว่าสองพิภพรวมกันค่อยๆ กดลงมาบนตาชั่งของศึก และจากที่ไกลเกินดวงดาวบนฟ้าอีกฟากม่าน เสียงหัวเราะไร้รูปร่างก็ดังก้องขึ้นอีกครั้ง—คราวนี้ไม่ใช่เสียงขบขัน แต่เป็เสียงของผู้ที่หมากตัวหนึ่งของตนกำลังจะหลุดมือ
เกลียวไฟหม่นเทาที่กำลังจะดับถูกแรงเย็นนั้นกระชากกลับให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้งอย่างฝืนธรรมชาติ เซวียนตูคำรามด้วยความเ็ป ร่างของมันถูกดึงให้พุ่งเข้าหารอยร้าวสุดท้ายอีกหน เหมือนเชิดหุ่นที่ถูกกระตุกสาย “มันไม่ยอมปล่อยข้า” เซวียนตูเอ่ยเสียงแหบ เป็ครั้งแรกที่ดวงตาเก่าแก่ของมันมองหลิงเฟิงอย่างมนุษย์คนหนึ่งมองอีกคน “สิ่งที่อยู่เหนือม่าน...มันใช้ความโศกของข้าเลี้ยงตัวมันเองมาตลอด ข้าไม่เคยเป็ราชันของแผนนี้เลย เด็กแสงดาว ข้าเป็เพียงเปลวเทียนที่มันจุดไว้”
หลิงเฟิงเข้าใจในบัดดล—การฉีกม่าน การล่มสลายของสองพิภพ ความบ้าคลั่งพันปีทั้งหมดนี้ ไม่เคยเป็เป้าหมายสูงสุด มันเป็เพียงขั้นบันได เป็เครื่องมือของผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เหนือผืนม่าน ผู้ที่หล่อเลี้ยงเซวียนตูไว้ดั่งเลี้ยงไฟไว้ใช้ และเมื่อเซวียนตูสละกายะทั้งร่างไปแล้วในไม้ตายสุดท้าย สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีเพียงิญญาที่ถูกสายเชิดกระตุกให้เต้นต่อไป หลิงเฟิงกำมือที่กุมกับอาเดรียลแน่นขึ้น แล้วตัดสินใจในสิ่งที่ไม่มีตำราเล่มใดสอน
เขาไม่ฉีกสายเชิดด้วยดาบ เขาเทแสงดาวที่เหลือทั้งหมดไปตามด้ายที่เชื่อมเซวียนตูกับเบื้องบน—ไม่ใช่เพื่อทำลายเซวียนตู แต่เพื่อ “ตัดสาย” ที่ผูกมันไว้กับผู้ชักใย แสงทองอมครามวิ่งสวนแรงเย็นเยียบขึ้นไป และในชั่วขณะที่มันแตะกับสิ่งเหนือม่าน หลิงเฟิงััได้ถึงบางสิ่งที่กว้างใหญ่และเก่าแก่จนใจแทบหยุดเต้น—ก่อนที่ด้ายนั้นจะขาดสะบั้น และเซวียนตูจะร่วงหลุดจากเงื้อมมือของมันเป็อิสระเป็ครั้งแรกในรอบพันปี
เสียงหัวเราะเหนือฟ้าเงียบลงทันที ทิ้งไว้เพียงความเย็นที่ค่อยๆ ถอยร่นกลับสู่ที่ไกลเกินดวงดาว เซวียนตูทรุดลงกลางลานหิน ร่างที่เคยตระหง่านดั่งเงาถักด้วยแสงดาวต้องสาปบัดนี้บางลงทุกที โปร่งใสจนมองเห็นม่านที่กำลังสมานทะลุผ่าน มันมองหลิงเฟิง แล้วยกมือที่เกือบจะจางหายขึ้นแตะกับเหรียญทองแดงที่ห้อยอยู่กับตัวเด็กหนุ่ม “เก็บมันไว้ให้ดี” มันกระซิบ “สิ่งที่อยู่เหนือม่านรู้จักเ้าแล้ว และมันอดทนยิ่งกว่าข้านัก”
แล้วเสียงในม่านก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ความเศร้า แต่เป็เสียงเรียกที่อ่อนโยน “กลับมาพักเถิด พี่ใหญ่” ด้ายแสงสุดท้ายของหลิงเฟิงพาิญญาที่บางเบาของเซวียนตูโน้มเข้าหารอยร้าวที่กำลังจะปิดสนิท ที่ซึ่งน้องชายเฝ้ารอ เซวียนตูหลับตาลง ใบหน้าที่ไร้กาลเวลานั้นคลายความตึงเครียดที่แบกไว้พันปีออกหมดสิ้น ราวเด็กที่ในที่สุดก็ได้กลับบ้าน แล้วเงาที่เคยทำให้สองพิภพะเืก็ค่อยๆ จางหายเข้าไปในผืนม่านอย่างสงบ เคียงข้างน้องชายที่มันตามหามาตลอดกาล
แสงสีขาวที่กลืนทุกสิ่งค่อยๆ จางลง โลกกลับคืนมาทีละน้อย เบื้องบนคือผืนม่าน์สองสีที่เรืองสว่างเต็มผืนเป็ครั้งแรกในรอบร้อยปี รอยร้าวที่เคยพ่นอสูรและพลังปนเปื้อนถูกเย็บปิดด้วยด้ายแสงทองอมครามที่ยังเรืองรองอยู่ตามแนวเก่า ราวรอยปักบนผ้าที่ขาดแล้วถูกซ่อม—ยังเห็นรอย แต่ไม่ขาดอีกต่อไป ทอง คือชี่ คราม คือมานา และเส้นแสงที่สามที่ถักทั้งสองไว้ด้วยกัน คือสิ่งที่เซวียนหลิงทิ้งไว้ให้ผู้ถือคนต่อไปได้เลือกใช้
กลางลานหินที่ลอยอยู่เหนือเหวซึ่งบัดนี้ชี่กับมานาแยกจากกันอย่างสงบอีกครั้ง หลิงเฟิงกับอาเดรียลยังคงยืนอยู่ มือยังกุมกันไว้แน่น เข่าทั้งสี่สั่นเทา เืเปื้อนทั่วกาย ทั้งคู่หายใจหอบถี่จนแทบล้ม แต่ยังไม่มีใครยอมปล่อยมืออีกฝ่าย ราวกลัวว่าหากปล่อย อีกคนจะหายไปกับแสงที่เพิ่งจางลง อาเดรียลหันมามอง รอยยิ้มเหนื่อยล้าปรากฏบนใบหน้าที่ปกติเ็า “เราทำได้” เขาเอ่ยเสียงแ่ หลิงเฟิงพยักหน้า น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว “เราทำได้”
เสียงไอแหบทำให้ทั้งคู่หันไป ตาเฒ่าป๋ายเหอนอนพิงซากเสาหินอยู่ไม่ไกล มือกุมาแใหญ่ที่สีข้าง เืชุ่มจีวรเก่า แต่ดวงตายังเป็ประกาย หลิงเฟิงรีบเข้าไปประคอง ป๋ายเหอยกมือสั่นๆ ขึ้นลูบศีรษะเขาเบาๆ อย่างที่เคยทำเมื่อครั้งยังเป็เด็กกำพร้าใต้แผงก๋วยเตี๋ยว “เ้าหาทางที่สามจนเจอ” ผู้พิทักษ์ม่านคนสุดท้ายเอ่ยเสียงเครือ “เ้าไม่ได้เป็ทั้งราชันและทรราช หลิงเฟิง เ้าเป็สิ่งที่ข้าไม่กล้าแม้แต่จะหวัง—เ้าเป็ผู้ซ่อม”
แต่ชัยชนะนี้ไม่ได้มาโดยไร้ราคา เซอร์เคเลบแห่งแวร์นาธนอนนิ่งอยู่ปลายลาน มือยังกุมด้ามดาบเวทที่หักครึ่ง เขาล้มลงขณะเปิดทางให้หลิงเฟิงเข้าถึงเซวียนตูใน่ต้นของศึก โม่วเฉียน ศิษย์ดาบาุโสำนักเทียนเหอ สิ้นลมในอ้อมแขนของสหายร่วมรบจากอีกพิภพ—มือบูรพากุมมือประจิมในความตาย เป็ภาพที่เมื่อร้อยปีก่อนไม่มีใครกล้าฝัน หลิงเฟิงคุกเข่าลงข้างร่างทั้งสอง ก้มศีรษะให้ผู้ที่สละชีพเพื่อโลกที่พวกเขาจะไม่ได้เห็น
ข่าวจากทั่วแผ่นดินทยอยมาถึงในวันต่อมา เหมือนกัน ทุกฉบับ ทุกพิภพ—รอยแยกทั่วทั้งสองพิภพหยุดขยายตัวในคืนเดียวกับที่ม่านสมาน ไอหมอกสีเทาเถ้าที่เคยกัดกินป่าและเมืองค่อยๆ จางหาย อสูรปนเปื้อนที่ไร้ผู้บัญชาล้มตายลงเองเมื่อขาดพลังรอยแยกหล่อเลี้ยง ที่ชายแดนเหนือ ธงนกกระเรียนคู่ของสำนักเทียนเหอกับธงหอคอยเวทของแวร์นาธยังคงปักเคียงเสาเดียวกัน—แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะจำเป็ หากเพราะเืที่หลั่งร่วมกันได้หลอมสองพิภพให้เป็แนวเดียวอย่างแท้จริง
หลายเดือนต่อมา เมื่อาแเริ่มสมานและโลกเริ่มหายใจได้อีกครั้ง หลิงเฟิงกลับมายังเมืองชายม่าน ที่ซึ่งฟ้าเหนือหัวยังเรืองสองสีอ่อนๆ แต่ไม่มีรอยร้าวให้เห็นอีกต่อไป กลิ่นน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวของป้าซูลอยมาตามลมก่อนที่เขาจะเห็นแผงด้วยซ้ำ เสี่ยวถาววิ่งกรูเข้ามากอดเอวเขาแน่นจนแทบล้ม ป้าซูยืนเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน ดวงตาแดงก่ำ ไม่เอ่ยคำต่อว่าที่เขาหายไปนาน เพียงตักก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่วางตรงหน้า “กินเสียก่อน” นางว่า “เื่อื่นค่อยเล่า”
แต่มีเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ว่างเปล่าไปตลอดกาล บนเนินริมเมืองที่มองเห็นม่านสองสีชัดที่สุด หลิงเฟิงปักดาบไม้ไร้คมเล่มเก่าลงเป็หลักศิลา วางจี้หยกลายคลื่นม่านไว้เบื้องหน้า แล้วนั่งเล่าให้เซินหรูฟังถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเขาจากไป—การปะทะใจกลางม่าน ความจริงเื่พี่น้องเซวียน ทางที่สามที่เซินหรูเป็คนชี้ทางให้ด้วยคำสุดท้ายของเขา “ท่านพูดถูก” หลิงเฟิงเอ่ยกับสายลม “คำตอบไม่ได้อยู่ที่แสงดาวมีพลังแค่ไหน แต่อยู่ที่มันถูกสร้างมาเพื่ออะไร ข้าได้ยินท่านแล้ว พี่เซินหรู”
อาเดรียลมายืนข้างเขาเงียบๆ ส่วนป๋ายเหอที่ยังพยุงกายด้วยไม้เท้ามองจี้หยกลายคลื่นม่านนานกว่าปกติ หลิงเฟิงสังเกตเห็น “ท่านรู้จักเ้าของมัน ใช่ไหม” เขาถาม ป๋ายเหอเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเพียงตอบว่า “ลายคลื่นแบบนี้ เคยมีคนสลักมันได้เพียงสำนักเดียวในสองพิภพ และสำนักนั้นล่มสลายไปพร้อมการปะทะเมื่อร้อยปีก่อน” เขาไม่เอ่ยต่อ และในแววตาของผู้พิทักษ์ม่านคนสุดท้ายนั้น มีบางอย่างที่เก่าแก่และเ็ปเกินกว่าจะเป็เพียงผู้เฝ้าม่านธรรมดา—ความลับที่เขายังสาบานจะเก็บไว้จนถึงเวลาอันควร
ในคืนเดียวกันนั้น นกกาเถ้าตัวสุดท้ายที่ไม่มีใครบัญชาแล้วบินวนเหนือหลักศิลาของเซินหรูสามรอบ แล้วทิ้งม้วนสารผืนเล็กลง ก่อนสลายเป็เถ้าถ่านกลางอากาศ หลิงเฟิงคลี่มันออก ในนั้นมีเพียงข้อความสั้นด้วยลายมือที่เขาไม่รู้จัก “ศิษย์ของข้าทำหน้าที่ของเขาเสร็จสิ้นแล้ว เด็กแสงดาว บัดนี้ถึงคราวของเ้า จงระวังบัลลังก์ที่ว่างเปล่า เพราะมันไม่เคยว่างเปล่าจริง” ไม่มีชื่อ ไม่มีตรา มีเพียงรอยลายคลื่นม่านจางๆ ประทับอยู่มุมกระดาษ เหมือนกับลายบนจี้หยกและเหรียญทองแดง
หลิงเฟิงพับสารเก็บไว้ ปริศนายังคงทอดยาวไปข้างหน้าราวถนนที่มองไม่เห็นปลาย—ผู้ที่นั่งบนบัลลังก์เหนือม่าน อาจารย์ลึกลับที่ไม่เคยเผยชื่อ ตัวตนที่แท้จริงของป๋ายเหอ และความลับที่ยังหลับใหลอยู่ใต้แท่นหินกลางเมืองชายม่าน แต่คืนนี้เขาไม่กลัวมันอีกแล้ว เพราะเขารู้แล้วว่าตนเป็ใคร เขาไม่ใช่เงาของเซวียนหลิง ไม่ใช่ภาพสะท้อนของเซวียนตู และไม่ใช่อาวุธหรือะเิของผู้ใด เขาคือเซี่ยหลิงเฟิง เด็กที่ป้าซูเลี้ยงด้วยก๋วยเตี๋ยว และเป็ผู้ถือแก่นที่เลือกจะซ่อม ไม่ใช่ฉีก
อาเดรียลไม่ได้กลับไปแวร์นาธ สารจากราชวงศ์เรียกตัว “เ้าชายลำดับสาม” กลับวังหลายฉบับถูกวางทิ้งไว้โดยไม่เปิดอ่าน คืนหนึ่งบนเนินเดิม หลิงเฟิงถามเขาตรงๆ ว่าเหตุใดจึงไม่กลับ อาเดรียลมองม่านสองสีเหนือหัวอยู่นาน ก่อนตอบ “ทั้งชีวิตข้าถูกส่งไปที่ที่คนอื่นกำหนด ในฐานะเบี้ยที่ใครก็ทิ้งได้ นี่เป็ครั้งแรกที่ข้าเลือกที่ของข้าเอง” เขาหันมาสบตาหลิงเฟิง “และข้าเลือกที่นี่ เลือกข้างเ้า ไม่ใช่เพราะชะตา ไม่ใช่เพราะตำนานคู่แห่งม่าน แต่เพราะข้าอยากอยู่”
หลิงเฟิงไม่ตอบด้วยคำพูด เขาเพียงยื่นมือออกไป ฝ่ามือแบหงาย อาเดรียลมองมันครู่หนึ่ง แล้ววางมือของตนลงประสาน ชี่ทองกับมานาครามโคจรเคียงกันในจุดัันั้นอย่างสงบ ไม่กลืนกัน ไม่ผลักกัน เพียงเต้นรำเคียงข้างกันราวเครื่องดนตรีสองชิ้นที่ตั้งเสียงตรงกันมานานจนไม่ต้องปรับอีก ลมหายใจของทั้งคู่หลอมเป็จังหวะเดียวโดยไม่ต้องตั้งใจ พันธะที่หล่อหลอมในกองไฟกลายเป็ส่วนหนึ่งของพวกเขาไปแล้ว แม้พ้นสมรภูมิ แม้ในค่ำคืนที่เงียบสงบเช่นนี้
สถาบันร่วมสองพิภพเปิดประตูอีกครั้งหลังการบูรณะ คราวนี้ไม่ใช่ในฐานะสนามแข่งขันของสองขั้วอำนาจที่หมายแก่น แต่ในฐานะที่แห่งเดียวที่ลูกหลานบูรพาและประจิมจะได้เรียนรู้ที่จะยืนเคียงกันโดยไม่ต้องกลืนกินกัน ตราหยกยังคงมีอยู่ แต่ไม่มีใครถูกเหยียดเพราะไร้สำนักอีกต่อไป บนเสาวัดพลังกลางลาน มีคนสลักคำใหม่ไว้ ถ้อยคำที่กลายเป็คติของยุคหลังการสมานม่าน—“สองสายเต้นรำเคียงกัน ไม่บังคับให้รวม”
เหรียญทองแดงลายม่านคลื่นที่ป๋ายเหอเคยมอบให้ไม่แผ่ลมเย็นกลบแสงดาวอีกแล้ว เพราะไม่มีแสงดาวให้ต้องกลบ มันเพียงอุ่นแนบอกหลิงเฟิงอย่างสงบ เต้นเป็จังหวะแ่เบาเดียวกับแก่นกลางใจของเขา ราวมือที่ยื่นหากันมาพันปีในที่สุดก็ได้กุมกันไว้ เซวียนหลิงไม่ต้องเฝ้ารออีกต่อไป และหลิงเฟิงก็ไม่ต้องซ่อนสิ่งที่ตนเป็อีกต่อไป
มีเพียงคืนเดือนมืดบางคืนเท่านั้น ที่แท่นหินกลางจัตุรัสเมืองชายม่าน—แท่นที่หลิงเฟิงถูกพบเป็ทารกใต้ม่านสองสี—ยังคงเรืองแสงจางๆ ขึ้นมาเอง และส่งเสียงหายใจแ่เบาราวมีบางสิ่งหลับใหลอยู่เบื้องล่างลึกลงไป ป๋ายเหอยังคงห้ามไม่ให้ใครขุดค้น “บางสิ่งที่ถูกซ่อมแล้ว ไม่ได้แปลว่าทุกสิ่งถูกเปิดเผย” เขาเพียงเอ่ยเท่านั้น และหลิงเฟิงก็เคารพความเงียบนั้น—รู้ดีว่ารากที่ลึกที่สุดยังซ่อนกุญแจอีกดอกที่เขายังไม่ถึงเวลาจะไข
และเหนือผืนม่าน์ที่สมานแล้วนั้น ไกลออกไปเกินกว่าดวงดาวที่ตาเปล่าจะมองเห็น ในความว่างเปล่าที่ไม่มีชื่อเรียก มีบัลลังก์หนึ่งตั้งอยู่ บัลลังก์ที่หล่อเลี้ยงเซวียนตูไว้ดั่งเลี้ยงเปลวเทียน และเฝ้ามองการล่มสลายของเปลวเทียนนั้นโดยปราศจากความโกรธ มีเพียงความสนใจอย่างเ็าของผู้ที่มีเวลาทั้งนิรันดร์ เงาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นั้นยกมือขึ้น พลิกดูบางสิ่งที่เรืองแสงทองอมครามจางๆ ในอุ้งมือ—เศษด้ายแสงดาวที่หลิงเฟิงเทขึ้นไปเพื่อตัดสายเชิด
“น่าสนใจ” เสียงไร้รูปร่างเอ่ยกับความว่างเปล่า ราวพึงพอใจที่หมากตัวเก่าซึ่งใช้มาพันปีถูกแทนที่ด้วยหมากตัวใหม่ที่น่าจับตายิ่งกว่า “ผู้ถือแก่นที่เลือกซ่อมแทนฉีก และมีผู้ประคองที่ยอมยืนในกองไฟด้วยกัน...คราวนี้อาจจะคุ้มค่าแก่การรอคอย” เงานั้นกำมือ บดขยี้เศษแสงดาวให้สลายเป็ผง แล้วบัลลังก์เหนือม่านก็กลับคืนสู่ความเงียบ รอคอยอย่างอดทนยิ่งกว่าที่เซวียนตูเคยเตือนไว้
ในเมืองชายม่านเบื้องล่าง หลิงเฟิงสะดุ้งตื่นกลางดึกโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาเงยมองม่านสองสีที่สมบูรณ์เหนือหัว ลมหนาวพัดผ่านโดยไร้ที่มา และชั่ววินาทีหนึ่ง เขารู้สึกราวมีสายตาบางคู่จากที่ไกลแสนไกลจับจ้องลงมา—สายตาที่อดทน เ็า และรู้จักชื่อของเขาแล้ว เหรียญทองแดงแนบอกเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย ราวเตือน เขารู้ในบัดดลว่าศึกที่เพิ่งจบลงไม่ใช่จุดสิ้นสุด หากเป็เพียงการเปิดม่านองก์แรกของบางสิ่งที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่า
อาเดรียลที่นอนอยู่ไม่ไกลตื่นขึ้นตามจังหวะลมหายใจที่เปลี่ยนไปของเขา “เ้ารู้สึกมันด้วยใช่ไหม” หลิงเฟิงถามเบาๆ อาเดรียลพยักหน้า ลุกขึ้นมานั่งเคียงข้าง ดวงตาครามมองขึ้นไปยังฟ้าเดียวกัน “สิ่งที่อยู่เหนือม่าน” เขาเอ่ย หลิงเฟิงพยักหน้ารับ “เซวียนตูเตือนแล้ว และมันรู้จักข้าแล้ว” เขากำเหรียญทองแดงไว้ในมือ “แต่คราวนี้ข้าไม่ได้ยืนคนเดียว” อาเดรียลวางมือทาบลงบนมือที่กำเหรียญนั้น ไม่ต้องเอ่ยคำสัญญาใดอีก เพราะมันถูกสาบานไว้แล้วในทุกลมหายใจที่ทั้งคู่หายใจร่วมจังหวะกัน
ฟ้าเหนือเมืองชายม่านยังคงเรืองสองสีไม่เคยมืดสนิท—ทอง คือชี่ คราม คือมานา และระหว่างทั้งสอง ในคืนที่ฟ้าใสพอ ยังมีแสงที่สามริบหรี่ส่องผ่านรอยปักบนผืนม่านลงมา ราวดาวดวงเล็กที่เฝ้ายืนยันว่าสองสิ่งที่แตกต่างกันสุดขั้วสามารถอยู่เคียงกันได้ โดยไม่ต้องกลืนกินกัน นั่นคือสิ่งที่เซวียนหลิงทิ้งไว้ให้โลก และคือสิ่งที่เซี่ยหลิงเฟิงเลือกจะปกป้อง—ไม่ว่าเงาเหนือม่านจะทอดยาวลงมาไกลเพียงใดก็ตาม
เพราะม่านพิภพที่เคยแตกร้าวได้ถูกซ่อมแล้ว แต่เหนือม่านที่ยังเหลือนั้น ยังมีบัลลังก์หนึ่งที่รอคอย และเื่ราวของราชันแห่งพลังต้องห้าม เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
— จบเล่ม ๑ : ราชันแห่งพลังต้องห้าม —