ตอนที่ 106 ใกล้ตาย
เสี่ยวเฉาไม่เห็นด้วยกับมุมมองของนาง หาเงินมาก็เพื่อใช้เงินมิใช่รึ? ถ้าไม่อยากใช้เงินแล้วจะหาเงินไปทำไมกัน แต่นางก็ไม่ได้โต้เถียงกับนางหลิว นางตั้งใจว่าจะทำไปทีละขั้นตอนเพื่อชักจูงแม่ของนางอย่างช้าๆ
ตอนนี้เองพวกเขาก็ได้ยินเสียงดังเอะอะจากนอกบ้านมาแต่ไกลและจากนั้นก็มีเสียงเคาะประตูอย่างรีบร้อน ทั้งครอบครัวที่กำลังกินมื้อกลางวันกันอยู่ก็มองหน้ากันด้วยความสงสัยว่าใครมาเคาะประตูเสียเร่งด่วนถึงเพียงนี้
“ข้าจะไปดูเสียหน่อย ! ” เสี่ยวเฉาเอ่ยพร้อมกับวางตะเกียบในมือลง นางวิ่งไปที่ประตูและเห็นเฉียนเหวินที่ร้อนใจและกำลังจะเคาะประตูอีกครั้งฉีโตวยืนเช็ดน้ำตาไม่หยุดอยู่ด้านหลังของเขา ตาของเขาทั้งบวมและแดงก่ำ
เสี่ยวเฉาตื่นตระหนกขึ้นมาและรีบเอ่ยถามว่า“ท่านพี่เสี่ยวเหวิน ฉีโตว เกิดอันใดขึ้นกัน ? วันนี้มิใช่วันหยุดนี่ ! ”
พอเห็นพี่สาวฉีโตวที่อดทนเก็บความรู้สึกกลัวมาตลอดเวลาก็น้ำตาไหลพรากออกมาทันทีเขาสะอึกสะอื้นและเอ่ยว่า “พี่...พี่สาม พี่ใหญ่...พี่ใหญ่ เขา...เขากำลังจะตาย ! ”
“เจ้าว่าอะไรนะ ? เกิดอะไรขึ้นกับพี่ใหญ่? อย่าเพิ่งร้องไห้ ค่อย ๆ เล่า ! ”พอเสี่ยวเฉาได้ยินคำพูดของเขา นางจึงรีบคว้ามือเขามาเขย่าอย่างรุนแรงด้วยความร้อนใจ
เมื่อเห็นว่าฉีโตวกำลังร้องไห้อย่างหนักจนแทบจะหายใจไม่ออกเฉียนเหวินก็ได้ช่วยเขาอธิบายว่า “เช้านี้พวกเรามิมีเรียนฉีโตวเลยอยากไปเยี่ยมพี่ชายที่ร้านไม้ ข้าว่างแล้วจึงอยากไปเดินเล่นตามถนนกับซื้อพู่กันใหม่พวกเราเลยไปด้วยกัน พอไปถึงร้านไม้พวกเราก็พบว่าพี่ใหญ่ของเจ้าถูกตีและมีแผลเต็มตัวเขาหมดสติและนอนกระอักเลือดอยู่บนพื้น คนงานในร้านกล่าวว่าเขาถูกตีเพราะขโมยเงินจากร้านไปข้ากับพวกเพื่อน ๆ เลยช่วยกันแบกพี่ชายของเจ้าไปที่ร้านยาถงเหริน หมอซุนตรวจอาการแล้วบอกว่าพี่ชายของเจ้าบาดเจ็บภายในและมิมีทางรักษาแล้ว! ถ้าท่านหมอซุนจำฉีโตวมิได้ หมอซุนอาจจะมิรับรักษาเขาแล้ว ท่านหมอซุนบอกให้พวกเราเตรียมใจไว้ถ้าอวัยวะภายในยังเลือดไหลมิหยุด เขากลัวว่าต่อให้ท่านหมอฮัวโต๋ยังมีชีวิตอยู่ก็มิอาจสามารถช่วยเขาได้! ”
“ฮังเอ้อร์ ลูกแม่... ! ” นางหลิวที่เดินตามเสี่ยวเฉามา หน้าซีดเผือดเมื่อได้ยินข่าวร้าย นางร้องไห้ออกมาและเป็นลมล้มพับไป
หยูไห่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รับนางเอาไว้ได้ทันและกดร่องริมฝีปากบนของนางเบาๆ แม้เขาจะเสียใจเป็นอย่างมาก แต่เขาก็เป็นหัวหน้าครอบครัว ถ้าเขาตื่นตระหนกไปด้วยอีกคนครอบครัวนี้ก็คงจะตกอยู่ในความอลหม่านเป็นแน่
เสี่ยวเฉากัดริมฝีปากแน่น นางวิ่งกลับเข้าไปในบ้านและหยิบเหยือกที่หินศักดิ์สิทธิ์ใช้อาบน้ำเป็นประจำออกมาน้ำข้างในเป็นน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ที่มีความเข้มข้นสูงซึ่งเพียงพอที่จะช่วยชีวิตคนได้!
“เสี่ยวเหลียน ไปที่ห้องท่านพ่อท่านแม่แล้วเอาไหเงินออกมาฉีโตวอยู่บ้านกับท่านแม่ ข้าจะเข้าเมืองกับท่านพ่อ! ” ตอนนี้เสี่ยวเฉาเป็นคนเดียวที่ยังคงมีสติอยู่พวกเขาไม่ควรชักช้าไปมากกว่านี้ ต้องรีบเข้าเมืองไปดูว่าจะสามารถช่วยพี่ใหญ่ของนางได้หรือไม่
นางหลิวฟื้นขึ้นมาอย่างช้า ๆ เมื่อนางได้ยินการจัดการของเสี่ยวเฉานางจึงระงับความโศกเศร้าเอาไว้และตะโกนว่า “ไม่ !แม่มิอยากอยู่ที่นี่ ! แม่อยากไปดูฮังเอ้อร์ แม่รู้จักลูกชายแม่ดีที่สุดเขามิมีวันขโมยเงินของผู้อื่น ลูกชายข้าบริสุทธิ์ ! ”
เสี่ยวเฉารู้ว่าแม่ของนางจะไม่สบายใจถ้าพวกเขาไม่ยอมให้นางไปด้วยนางคิดเพียงชั่วอึดใจแล้วเอ่ยว่า “ท่านพ่อเจ้าคะ ไปใส่บังเหียนเจ้าเทา ข้าจะขึ้นรถม้าไปกับเฉียนเหวินและเอาเงินให้ที่ร้านยาหมอซุนก่อนพวกเขาจะได้ให้ยาพี่ใหญ่ ท่านพ่อพาท่านแม่กับเสี่ยวเหลียนตามพวกเรามาก็แล้วกันนะเจ้าคะ...”
เฉียนเหวินเช่ารถม้าในเมืองมาม้าไม่ได้ดีมากนักแต่มันยังหนุ่ม รถม้ากระเด้งขึ้นลงขณะที่วิ่งไปซึ่งทำให้ผู้ที่โดยสารอยู่รู้สึกราวกับอวัยวะภายในจะหลุดออกมา
เสี่ยวเฉานั่งอยู่ในรถม้าด้วยสีหน้าว่างเปล่ามือข้างหนึ่งจับรถม้าเอาไว้แน่นเพื่อทรงตัว ส่วนมืออีกข้างก็ถือเหยือกใส่น้ำหินศักดิ์สิทธิ์ ลูกแมวสีทองนั่งอยู่ข้าง ๆนางอย่างเคร่งขรึม หางของมันเคาะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
เฉียนเหวินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ นางก็สงสัยว่าเหตุใดนางยังถือเหยือกน้ำมาในเวลาเช่นนี้แต่เขาก็มิได้เอ่ยถามออกไป และทำได้เพียงปลอบใจนางเบา ๆ เท่านั้น
“เสี่ยวเฉา เจ้ามิต้องกังวลนะ ! ท่านหมอซุนเป็นหมอที่เก่งกาจยิ่งนัก ตอนที่ท่านพ่อของเจ้าบาดเจ็บเขาก็บอกตั้งแต่แรกเหมือนกันมิใช่รึว่าท่านพ่อของเจ้ารักษามิได้แล้ว ตอนนี้เขาก็มิเป็นไรแล้วมิใช่รึ? พี่ใหญ่ของเจ้าก็ต้องผ่านมันไปได้เช่นกัน ! ”
ในใจของเสี่ยวเฉามีแต่คำกล่าวที่หินศักดิ์สิทธิ์เคยเอ่ยไว้‘ตราบใดที่ยังหายใจอยู่ ก็ยังสามารถช่วยชีวิตได้’ตอนนี้เสี่ยวเฉาเรียกหาพระเจ้าและเทพเทวดาหมดทุกองค์แล้วและภาวนาขอให้พี่ใหญ่ของนางยังทนอยู่ได้จนกว่านางจะไปถึงร้านยาถงเหริน
หลังจากถูกเสี่ยวเฉาเร่งซ้ำ ๆคนขับรถม้าก็เร่งให้อย่างเต็มที่และไปถึงประตูเมืองในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม แต่ภายในเวลาครึ่งชั่วยามนี้ก็ไม่ต่างไปจากการทรมานที่ไม่มีที่สิ้นสุดสำหรับครอบครัวของเสี่ยวเฉา
โชคดีที่ตอนนี้มีคนบนถนนไม่มากนักรถม้าพาเสี่ยวเฉาตรงไปที่ทางเข้าร้านยาถงเหริน หลังจากนั่งอยู่บนรถม้าที่กระเทือนขึ้นลงอยู่ราว ๆ ครึ่งชั่วยามขาของเสี่ยวเฉาก็อ่อนแรงจนเกือบล้มตอนที่ลงมาจากรถม้าโชคดีที่เฉียนเหวินที่ลงรถหลังจากนางได้ดึงตัวนางขึ้นมาจากด้านหลัง
นางกอดเหยือกเอาไว้แน่นและรีบเข้าไปในร้านยาถงเหรินทันทีพอพนักงานในร้านจะห้ามนาง เขาก็ได้เห็นเฉียนเหวินที่แต่งเครื่องแบบโรงเรียนหรงซวนจึงรีบเปลี่ยนคำกล่าวทันที“คนไข้อยู่ในห้องด้านหลังขอรับ ตอนนี้ท่านหมอซุนกับท่านหมอจางกำลังปรึกษากันอยู่”
เสี่ยวเฉาไม่ได้ชะงักฝีเท้าเลยและรีบเดินเข้าไปในห้องด้านหลังอย่างรวดเร็วนางเห็นพี่ใหญ่นอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าซีดเผือด เสื้อผ้าของเขาเปื้อนเลือดไปทั่วทั้งร่างหน้าตาก็มีแต่รอยฟกช้ำและบาดแผล นางสะอื้นและร้องไห้ออกมาทันที
นางรู้ว่านี่มิใช่เวลามาเศร้าโศกแต่อย่างใดนางจึงรีบเช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อแล้วถามหมอซุนที่กำลังฝังเข็มให้พี่ชายของนางว่า “ท่านหมอซุนเจ้าคะพี่ใหญ่ของข้า...เป็นเยี่ยงไรบ้างเจ้าคะ ? ”
หมอซุนจำเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่เข้มแข็งและเฉลียวฉลาดคนนี้ได้เขามองนางอย่างนึกสงสารและตอบว่า “ซี่โครงหักแทงทะลุม้าม ทำให้เลือดออกจากอวัยวะภายในตอนนี้หมอใช้เข็มเงินนี้ทำให้เลือดไหลช้าลงได้เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้นแต่มันจะรักษาเพียงแค่อาการเท่านั้น มิได้รักษาตามสาเหตุที่แท้จริง ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปหมอกลัวว่า...”
เสี่ยวเฉารีบเอ่ยแทรกขึ้นว่า “เยี่ยงนั้น...ถ้าหยุดเลือดได้ก็หมายความว่าพี่ชายของข้าก็จะพ้นขีดอันตรายใช่หรือไม่เจ้าคะ ? ”
หมอซุนลูบเคราแล้วพยักหน้าอย่างช้า ๆ“ถ้าหากสามารถหยุดเลือดได้ตอนนี้ เขาก็จะรอดได้ หมอจะต่อกระดูกซี่โครงของเขาให้แล้วให้ยาต้มสมุนไพรที่ช่วยบำรุงเลือด เสริมการไหลเวียนของเลือด หมอมั่นใจเก้าในสิบส่วนว่าเขาจะฟื้นแต่...”
เขาส่ายหัวพร้อมถอนหายใจออกมาเพราะรู้ว่าถ้าเขาดึงเข็มเงินออกชีวิตเยาว์วัยที่สดใสนี้จะสิ้นลมหายใจภายในเวลาไม่ถึง 1 เค่อด้วยซ้ำ
เสี่ยวเฉาแสร้งทำเป็นเศร้าเสียใจและโผไปที่ข้างเตียงนางใช้ร่างกายของตนเองบังสายตาของหมอทั้ง 2 คนและวางมือ หรือเอ่ยให้ถูกคือหินหลากสีบนข้อมือของนางลงบนหน้าอกของพี่ใหญ่ แล้วอ้อนวอนในใจว่า [เสี่ยวทังหยวน ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของพี่ใหญ่ให้ข้าด้วยเถิด ข้าขอร้องล่ะได้โปรดช่วยเขาด้วย ! ]
ลูกแมวสีทองตัวน้อยกระโดดขึ้นไปบนเตียงของหยูฮังแล้วปล่อยแสงสีทองที่คนอื่นมองไม่เห็นออกมาแสงนั้นค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในร่างกายของหยูฮังอย่างช้า ๆ ราวกับมีคนนำทางอยู่ มันแสร้งทำเป็นไม่พอใจและบ่นว่า[เป็นโชคของข้าจริง ๆ ที่มีเจ้านายเยี่ยงเจ้า พลังที่ข้าพยายามอย่างหนักเพื่อฟื้นฟูมันกลับมากำลังจะหมดอีกแล้ว! ถ้าคราวนี้ข้ากลายเป็นร่างวิญญาณมิได้อีกล่ะก็เจ้าต้องเอาน้ำบริสุทธิ์ในภูเขามาให้ข้าทุกวันเป็นรางวัลด้วย...]
ภายในเวลาไม่ถึง 1 เค่อแสงสีทองที่หินศักดิ์สิทธิ์ปล่อยออกมาก็ค่อยๆ จางลง จนกระทั่งหายไปจนหมด ในทางกลับกันหยูฮังที่หายใจแผ่วเบาและใกล้จะหมดลมหายใจนั้น บัดนี้ลมหายใจของเขาก็ค่อย ๆเสถียรมากยิ่งขึ้น
[ จำไว้ !เจ้าต้องเอาข้าไปแช่ในน้ำบริสุทธิ์ น้ำบริสุทธิ์... ]เสียงของหินศักดิ์สิทธิ์อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ แต่มันก็ไม่ลืมเตือนเสี่ยวเฉาก่อนที่จะหายไป
เมื่อเห็นเสี่ยวเฉาฟุบหน้าอยู่ที่ริมเตียงพร้อมไหล่ที่สั่นเทาเฉียนเหวินก็คิดว่านางกำลังระงับความเศร้าโศกในใจและร้องไห้เงียบ ๆเขาจึงนั่งลงข้าง ๆ และปลอบโยนนางด้วยเสียงที่นุ่มนวล “เสี่ยวเฉา สวรรค์จะปกป้องและให้รางวัลแก่คนดีพี่ชายของเจ้าจะต้องรอดอย่างแน่นอน อย่าได้ร้องไห้ไปเลยรีบไปรวบรวมสมุนไพรและต้มยาเถอะ”
เสี่ยวเฉารู้ว่าชีวิตของหยูฮังพ้นขีดอันตรายแล้วดังนั้นนางจึงขยี้ตาที่แดงก่ำและเดินก้มหน้าไปที่ห้องด้านหน้า ขณะที่ต้มยานางก็ใช้น้ำหินศักดิ์สิทธิ์ต้มยาอย่างระมัดระวังตามคำสั่งของหมอซุน
เมื่อหยูไห่กับนางหลิวเข้ามาและได้เห็นเข้ากับแผ่นหลังที่ดูเศร้าหมองของเสี่ยวเฉาที่กำลังก้มหน้าต้มยาด้วยดวงตาแดงก่ำ ภาพนั้นทำให้ความกลัวและความกังวลในใจของพวกเขาเพิ่มมากขึ้นนางหลิวสลัดตัวหลุดออกจากการเกาะกุมของหยูไห่แล้ววิ่งเข้าไปหาลูกชายของนาง ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและผอมซูบเป็นอย่างมากจนเหลือแต่กระดูกนางหลิวร้องไห้ออกมาเบา ๆ
“ฮังเอ้อร์ ฮังเอ้อร์ลูกแม่ ! ไอ้เลวนั่นเหตุใดถึงโหดร้ายได้ถึงเพียงนี้ ทุบตีลูกจนอยู่ในสภาพนี้ได้เยี่ยงไรกัน? เป็นความผิดของแม่เอง แม่มิควรยินยอมให้ส่งลูกไปเป็นเด็กฝึกงานในเมืองเลยแม่เสียใจที่มิฟังน้องสาวของลูก พวกเราควรพาลูกกลับบ้านให้เร็วกว่านี้...เป็นความผิดของแม่! ฮังเอ้อร์ ฟื้นสิลูก ! อย่าทิ้งแม่ไปเลยขอร้อง... ! ”
หยูไห่มองบาดแผลทั้งเก่าและใหม่บนตัวลูกชายเขาได้ยินจากหมอว่ากระดูกซี่โครงหักและชีวิตของลูกชายของเขาตกอยู่ในอันตรายเนื่องจากอาการบาดเจ็บภายในชายร่างสูงกำหมัดและทุบหน้าอกตนเองอย่างรุนแรง เขาเป็นพ่อแบบไหนกัน ? ส่งลูกตนเองเข้าไปในถ้ำเสือด้วยมือของเขาเองแล้วยังได้แต่มองโดยช่วยเหลืออะไรมิได้ขณะที่ลูกถูกซ้อมและถูกทรมาน
เสี่ยวเหลียนกับฉีโตวร้องไห้อย่างหนักจนต้องอ้าปากหายใจภาพอันน่าเศร้าดำเนินอยู่ภายในห้องด้านในครู่หนึ่ง เฉียนเหวินร้องไห้ไปกับพวกเขาอย่างเงียบๆ และมองไปที่เสี่ยวเฉานางเป็นระยะ เพราะนางเป็นคนเดียวที่สงบนิ่งที่สุดในห้องบ่อยครั้งที่เอ่ยกันว่า ‘คนจะทำตัวผิดปกติอย่างมากเวลาที่พวกเขาเศร้าโศกเสียใจอย่างที่ถึงสุด’ ดังนั้นเขาจึงกลัวว่าเสี่ยวเฉาจะทำอะไรที่ผิดปกติ
ตอนนั้นเอง เสี่ยวเฉาก็เงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาที่ใสกระจ่างและเย็นชาชั่วแวบเดียวที่สบตากันนั้น เฉียนเหวินรู้สึกราวกับว่ามีน้ำเย็น ๆ ในช่วงฤดูหนาวเทราดลงมาบนตัวเขาและรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงกระดูก
เขาตกตะลึงไปชั่วครู่เสียงที่สงบนิ่งและแฝงไปด้วยความโหดเหี้ยมดังขึ้นช้า ๆ ในห้อง “ท่านพ่อ ท่านแม่เลิกเศร้าได้แล้ว ! ข้าจะทำให้เจ้าของร้านจางต้องเจอกับความอัปยศและเสียชื่อเสียงที่เขามีทั้งหมดเอง! ข้าจะให้เขาต้องชดใช้ด้วยเลือด ! ”
ผู้คนถูกเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่มุ่งมั่นคนนี้โน้มน้าวชักจูงมิมีใครเห็นคำพูดของนางเป็นเรื่องไร้สาระเลยแม้แต่น้อย
เฉียนเหวินรู้สึกเหมือนเด็กหญิงตัวเล็ก ๆคนนี้มีพลังอำนาจอะไรบางอย่างที่เปล่งประกายจนไม่อาจจะละสายตาไปได้หัวใจของเด็กหนุ่มอดที่จะเต้นตึกตักให้กับนางไม่ได้...
เมื่อยาพร้อมหมอซุนก็เข้ามาตรวจชีพจรของหยูฮังอีกคราและบอกข่าวที่น่าประหลาดใจว่า “เลือดที่ออกจากอวัยวะภายในของคนไข้หยุดไหลแล้วชีพจรของเขาก็สม่ำเสมอดี เขาพ้นขีดอันตรายแล้ว ! ”
ความรู้สึกเศร้าโศกที่ท่วมท้นอยู่เมื่อครู่ก็หายเกลี้ยงในพริบตาทุกคนก็ต่างโล่งอก นางหลิวน้ำตาไหลลงมาอีกคราแต่ครานี้เป็นน้ำตาแห่งความสุข นางป้อนยาให้ลูกชายด้วยตนเองและยืนกรานที่จะอยู่ข้างๆ ลูกของนางแม้ว่าครอบครัวจะคัดค้านก็ตาม