หากว่าวันนั้นอวิ๋นอิ่งไม่ได้มาที่บ้านสกุลติงเพื่อลักพาตัวและหากว่าอวิ๋นอิ่งไม่ได้คอยแอบปกป้องมาตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาคงคิดไปแล้วด้วยซ้ำว่าบางทีครอบครัวสกุลติงอาจเปลี่ยนคนกลางคันไปแล้ว?หรือที่พวกฮูหยินปากพล่อยในหมู่บ้านพูดกันว่าท่านย่าเทวาภูเขารับติงเหว่ยเป็นลูกศิษย์จะเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ?นี่ไม่ได้เป็นเพราะข่าวลือที่เกิดจากอวิ๋นอิ่งไประเบิดวันซานเฉินเพื่อช่วยคนอย่างนั้นหรอกหรือถึงแม้คนอื่นจะไม่รู้ แต่พวกเขานั่นแหละที่รู้ชัดเจนที่สุด
ท่านลุงอวิ๋นกับอวิ๋นอิ่งต่างก็คิดกันจนตาลายไปหมดแล้วแต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ไม่รู้ที่มาที่ไปอยู่ดี
ติงเหว่ยเรียกอวิ๋นอิ่งถึงสองครั้งแต่เมื่อไม่เห็นนางตอบกลับติงเหว่ยจึงยื่นมือออกไปดึงแขนเสื้อนางจากนั้นก็หัวเราะและพูดว่า“หรือว่าเมื่อคืนอันเกอเอ๋อร์ส่งเสียงดังรบกวนเจ้าใช่หรือไม่ ทำไมเจ้าถึงหลับทั้งๆที่ยังลืมตาอยู่ล่ะ?”
อวิ๋นอิ่งเริ่มมีสติกลับมาใบหน้าของนางเป็นสีแดงอย่างหาดูได้ยากและก็ตอบว่า “ไม่มีอะไรข้าก็แค่คิดเรื่องบางอย่างขึ้นมานิดหน่อย”
ติงเหว่ยเองก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติมและพูดกระซิบว่า “เจ้าพาพี่เฉิงออกไปก่อนเถอะแล้วมาช่วยข้าจัดเตรียมห้องไว้ให้พวกนางแม่ลูกห้องหนึ่ง จากนั้นค่อยพาพวกนางไปพบกับเสี่ยวชิงท่านป้าหลี่ และพรรคพวกก่อน”
“ตกลง”อวิ๋นอิ่งตอบรับอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พาพี่เฉิงเดินออกไป
ติงเหว่ยลุกขึ้นและคำนับให้ท่านลุงอวิ๋นอีกครั้งหนึ่ง“ขอบคุณท่านลุงอวิ๋นที่คอยดูแลพวกเราสองแม่ลูกเป็นอย่างดีคนในครอบครัวสกุลเฉิงนี้ดูท่าทางไม่เลวเลยทีเดียว”
ท่านลุงอวิ๋นส่งสัญญาณให้นางนั่งลงจากนั้นก็ยิ้มและบอกว่า “เจ้ายังไม่ต้องรีบขอบคุณไป เรื่องดีๆ ยังไม่หมดเลยนะ”
ในขณะที่ท่านลุงอวิ๋นพูดอยู่เขาก็หยิบกระดาษออกมาจากแขนเสื้อทั้งหมดสามแผ่นแบ่งแผ่นใหญ่หนึ่งแผ่นและแผ่นเล็กอีกสองแผ่น
“แผ่นใหญ่เป็นโฉนดที่ดินพร้อมกรรมสิทธิ์บ้านที่ตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือด้านในสุดของซอยซานเคอซงในอำเภอชิงผิงและสัญญาแผ่นเล็กอีกสองฉบับเป็นร้านสองร้านที่อยู่หน้าที่ว่าการอำเภอเป็นร้านผ้าไหมหนึ่งร้านและเป็นร้านภาพวาดหนึ่งร้านทั้งสามแห่งนี้ล้วนเป็นจุดที่หลินลิ่วไปดูด้วยตนเองตั้งหลายครั้งบ้านใหญ่กว้างขวาง ทำเลที่ตั้งของร้านก็ดีตอนนี้เขาได้จ้างปู่และหลานชายคู่หนึ่งมาคอยเฝ้าและทำความสะอาดไว้ส่วนสินค้าและคนงานในร้านก็ไม่ได้โยกย้ายอะไรเดี๋ยวรอให้เฉิงต้าโหยวหายป่วยแล้วก็ให้เขามารับดูแลต่อได้เลย”
“นี่…”ติงเหว่ยตกใจจนตาค้างถึงแม้นางจะเป็นคนเสนอเงื่อนไขเหล่านี้ในตอนที่ตกลงจะปรนนิบัติรับใช้กงจื้อหมิงเองแต่นางคิดไปเองว่านางคงได้สิ่งเหล่านี้ในอีกสามปีข้างหน้าหลังจากที่ออกจากจวนสกุลอวิ๋นไปแล้วคิดไม่ถึงเลยว่าท่านลุงอวิ๋นกลับทำเรื่องนี้ไว้เสร็จหมดแล้วถึงขั้นที่ว่าสินค้าในร้านค้าก็แลกเปลี่ยนให้ไว้หมดแล้ว จู่ๆ นางก็เหมือนถูกเงินหล่นทับอย่างไรอย่างนั้น
แม้ว่านางจะพยายามคิดว่าสกุลอวิ๋นเป็นคนจิตใจดีหรือไม่ก็นางได้ช่วยรักษากงจื้อหมิงมาเป็นข้ออ้างแต่อย่างไรก็ไม่สามารถหลอกตัวเองได้…
“ท่านลุงอวิ๋นข้ารู้สึกซาบซึ้งใจจริงๆ ที่ท่านดีต่อเราสองแม่ลูกขนาดนี้แต่…โปรดช่วยบอกข้าให้เข้าใจด้วยเถิดว่าสกุลอวิ๋นมีเรื่องอะไรที่ต้องการให้ข้าช่วยจัดการให้เต็มที่หรือไม่?หรือเหตุใดท่านถึงดีกับเราสองแม่ลูกเป็นพิเศษกัน? ข้าเองก็ไม่อยากจะสงสัยในความปรารถนาดีของท่านลุงอวิ๋น ทว่าตั้งแต่ที่ข้าเข้ามาในจวนสกุลอวิ๋นเรื่องทุกๆ อย่างก็ดูจะผิดแปลกไปไม่น้อยทำให้ข้าอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลจึงอยากขอให้ท่านช่วยพูดให้ชัดเจนเลยเสียดีกว่า!”
“เอ่อ”ท่านลุงอวิ๋นตกตะลึงกับคำถามนี้เขาไม่เคยคิดเลยว่าด้วยระดับความรู้ของนางจะสงสัยเรื่องนี้ด้วยแต่เขาก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไรดี
“คือว่า...แม่นางติงชายชราอย่างข้าเองก็มีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้างและข้ายังไม่สามารถพูดอย่างชัดเจนได้ตอนนี้แต่เจ้าจะต้องเชื่อข้าว่าสิ่งที่ข้าทำให้เจ้าทั้งหมดนั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆแอบแฝงอยู่แม้แต่นิดเดียว ทุกเรื่องที่ทำลงไปต่างเพราะหวังดีกับพวกเจ้าก็เท่านั้นเองเจ้าอย่าได้กังวลไปเลย ขอแค่เจ้าใช้ชีวิตให้มีความสุขก็พอแล้วแต่หากว่าเจ้าสามารถรักษานายน้อยให้หายดีได้จริงๆชายชราคนนี้ก็คงรู้สึกซาบซึ้งจนหาที่สุดมิได้”
ติงเหว่ยไม่ได้ตอบรับอะไรในเมื่อวันนี้นางตัดสินใจพูดออกไปแล้ว นางก็จะต้องถามถึงต้นสายปลายเหตุออกมาให้ได้ถึงแม้นางจะเชื่อว่าท่านลุงอวิ๋นไม่ได้มีเจตนาร้ายแอบแฝงทว่าอย่างไรบุญคุณก็ต้องตอบแทน หากนางไม่รู้แล้วจะตอบแทนได้อย่างไรในใจที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงนั้นไม่ดีจริงๆ
แต่น่าเสียดายที่ท่านลุงอวิ๋นมีเหตุผลที่จะต้องปิดบังเอาไว้เขาจึงพึมพำไปสองสามคำอย่างคลุมเครือ และในที่สุดก็รีบไปโดยอ้างว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นที่สนามหน้าบ้านจึงต้องรีบไปจัดการ
ติงเหว่ยไม่สามารถรั้งเขาเอาไว้ได้นางจึงทำได้เพียงขมวดคิ้วและเก็บกระดาษพวกนั้นเอาไว้
……
อวิ๋นอิ่งจัดการเรื่องครอบครัวของเฉิงเหนียงจื่อเรียบร้อยและเมื่อนางเดินกลับมาที่เรือนก็เห็นสีหน้าที่ไม่ค่อยดีของติงเหว่ยนางยังคิดไปเองว่าท่านพ่อบุญธรรมของนางคงจะให้โจทย์อะไรยากๆ มาอีกแล้วดังนั้นอวิ๋นอิ่งจึงคิดพิจารณาและเกลี้ยกล่อมว่า “แม่นาง ท่านเพิ่งจะออกจากการอยู่เดือนไม่ควรจะคิดอะไรเยอะๆ เข้าไปพักผ่อนในห้องก่อนเถอะ ทุกปัญหาล้วนมีทางออกเสมอ”
นับเป็นเรื่องยากมากที่หญิงสาวผู้เงียบขรึมอย่างอวิ๋นอิ่งจะพูดยาวขนาดนี้ติงเหว่ยจึงตัดสินใจว่านางจะทิ้งความสงสัยในใจออกไป แล้วพูดอย่างยิ้มแย้มว่า “ตกลงเดี๋ยวไปดูกันก่อนว่าเจ้าเด็กอ้วนตื่นหรือยังไม่ตื่น?จากนั้นกินข้าวเที่ยงแล้วข้าจะไปทำงานที่เรือนหลักส่วนเฉิงเหนียงจื่อให้เจ้าจับตามองไว้ให้ดี รอให้นางคุ้นชินก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร”
“ตกลงแม่นาง”
ทั้งสองคนคุยกันแล้วจึงเดินเข้าไปข้างในห้องอันเกอเอ๋อร์กำลังนอนหลับแบบกางแข้งกางขา ด้านบนใส่ตู้โตว [1]ที่ทำจากผ้าไหมสีแดงและปักเป็นรูปเสือสองตัว ส่วนด้านล่างใส่ไคตั่งคู่ [2] ที่ทำจากผ้าฝ้ายทั้งทำให้รู้สึกนุ่มนวลและช่วยให้ความอบอุ่นติงเหว่ยก้มลมหอมแก้มใบหน้าเล็กๆ รูปไข่สีแดงระเรื่อของลูกชายจากนั้นก็ถอนหายใจแล้วพูดเบาๆ ว่า “ลูกชาย เพื่อเจ้าแล้วแม่สามารถอดทนได้ทุกอย่าง ขอแค่เจ้าปลอดภัยและเติบโตอย่างแข็งแรงก็พอรู้ไหม?”
เจ้าเด็กอ้วนที่กำลังนอนฝันอยู่อาจได้ยินคำพูดของแม่มือน้อยๆ โบกไปมาอยู่ที่ด้านหน้าใบหน้าแม่ของเขา จากนั้นก็ผล็อยหลับไปในที่สุด…
……
ในช่วงบ่ายของฤดูใบไม้ร่วงสายลมแผ่วเบาและมีเมฆประปราย ท้องฟ้าสีฟ้าราวกับทุกอย่างถูกทำความสะอาดพร้อมกันอย่างไรอย่างนั้นให้ความรู้สึกทั้งบริสุทธิ์และสะอาดกงจื้อหมิงตื่นจากการนอนกลางวันและฝึกปามีดไปแล้วครึ่งชั่วยามในขณะที่เขากำลังดื่มชา ติงเหว่ยก็เดินเข้ามาในลานพอดี
แม่นางหลี่ว์เป็นคนที่มีนิสัยดื้อรั้นเพราะนางไม่รู้ว่าพ่อที่แท้จริงของหลานชายเป็นใคร พิธีสรงสาม[3] ต่างก็ทำไปอย่างลวกๆทว่าอย่างไรนางก็ไม่ยอมให้ลูกสาวน้อยใจ แม่นางหลี่ว์ตัดเย็บชุดกระโปรงสีแดงให้ลูกสาวและปักดอกไม้ขนาดใหญ่เพื่อความเป็นสิริมงคลนางคาดหวังว่าลูกสาวและหลานชายของนางจะมีชีวิตเจริญรุ่งเรือง
ติงเหว่ยคิดว่าจะใส่ชุดกระโปรงที่นางชื่นชอบมากที่สุดไปทำงานวันแรกหลังจากที่คลอดลูกมา
ในขณะนี้ลมฤดูใบไม้ร่วงที่พัดผ่านประตูลานบ้านพัดชายกระโปรงของติงเหว่ยขึ้นอย่างซุกซนและยังหยอกล้อผมบริเวณขมับของนาง แล้วแสงอาทิตย์ก็ร่วมสนุกไปด้วยพลางสาดส่องสะท้อนผิวขาวกระจ่างใสและชุดกระโปรงสีแดงของนางไม่น่าเชื่อว่าภาพความเขินอายของสตรีและความเหนื่อยล้าเมื่อตอนตั้งครรภ์ต่างหายไปจนหมดทุกๆ กิริยาการเคลื่อนไหวอันเชื่องช้าของนางล้วนมีเสน่ห์สวยงามและน่าดึงดูดใจกงจื้อหมิงที่เงยหน้าขึ้นมามองอย่างไม่ได้ตั้งใจก็ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะนี่คือหญิงสาวที่เขาร่วมเรียงเคียงหมอนไปด้วยอย่างนั้นหรอกหรือ และเป็นมารดาที่เผชิญหน้ากับการถูกชี้หน้าด่ากราดและกล่าวหาจากคนเป็นหมื่นเป็นพันและยังต้องการจะให้กำเนิดทายาทของสกุลกงจื้ออย่างนั้นหรือ?
เมื่อซานอีได้ยินเสียงฝีเท้าก็หันหน้ากลับไปมองเขายังคิดจะทักทายปกติเหมือนแต่ก่อน แต่จู่ๆ ก็นึกถึงสถานะที่แท้จริงของติงเหว่ย เขาจึงรีบกลืนคำพูดลงไปทันที
ลานกว้างเงียบสงัดอย่างน่าประหลาดไปชั่วขณะติงเหว่ยเองก็รู้สับสนและกระอักกระอ่วนนิดหน่อยแต่อย่างไรนางก็ยังคงก้าวไปข้างหน้าเพื่อคำนับแล้วพูดออกมาด้วยความเคารพว่า“นายน้อย ช่วงนี้ท่านสบายดีหรือไม่ ตั้งแต่เย็นวันนี้ข้าจะกลับมาทำงานแล้ว”
“เอ่อ”กงจื้อหมิงกลับมามีสติสัมปชัญญะ เขาแสร้งทำเป็นก้มหน้าลงและดื่มชาจากนั้นก็พยายามพูดด้วยเสียงราบเรียบว่า “ร่างกายเจ้าฟื้นตัวดีแล้วอย่างนั้นหรือหากว่าเจ้ายังรู้สึกไม่ค่อยสบายอยู่ก็พักผ่อนต่ออีกสักสองเดือนเถอะ”
ติงเหว่ยได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกซาบซึ้งใจจึงรีบพูดขอบคุณว่า“ขอบคุณนายน้อยที่เมตตา แล้วก็ขอบคุณท่านลุงอวิ๋นที่ส่งของบำรุงให้ข้ามากมายท่านหมอซานเองก็ไปตรวจชีพจรและคอยปรับยาให้ข้าอยู่เป็นประจำวันนี้ร่างกายของข้าเลยฟื้นตัวได้ดีกว่าเมื่อก่อนเสียอีก”
“เป็นเช่นนั้นก็ดี”กงจื้อหมิงพยักหน้า คิ้วสีดำที่ขมวดอยู่ของเขาค่อยๆ คลายออกและในแววตาทั้งคู่ของเขาก็ฉายแววอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าตั้งชื่อเด็กคนนั้นว่าอันเกอเอ๋อร์…”
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ”ติงเหว่ยอดยิ้มไม่ได้เมื่อนางเอ่ยถึงลูกชายตัวอ้วนของนาง “ข้าไม่ขอให้เขาฉลาดข้าแค่หวังว่าเขาจะอยู่อย่างสงบสุขและราบรื่นตลอดไปดังนั้นจึงตั้งชื่อเล่นเป็นชื่อนี้ แต่กลับทำให้นายน้อยหัวเราะเสียแล้วเดี๋ยวรอให้เขารู้เรื่องและว่านอนสอนง่ายมากกว่านี้ข้าค่อยพาเขามาคารวะนายน้อย”
“ตกลง”กงจื้อหมิงยกมุมปากขึ้นยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ท่านลุงอวิ๋นบอกว่าอันเกอเอ๋อร์อ้วนขึ้นอีกแล้วหรือ?”
ในใจติงเหว่ยเองก็รู้สึกสงสัยอยู่บ้างว่าเหตุใดนายน้อยผู้แสนเย็นชาตอนนี้ถึงได้พูดเยอะขนาดนี้แต่เมื่อนางคิดถึงกระดาษสัญญาต่างๆ ที่นางซ่อนไว้ใต้กล่องเหล่านั้นก็รู้สึกขอบคุณในความมีน้ำใจของเขาอีกครั้ง ดังนั้นจึงพูดว่า“จะไม่เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร เจ้าเด็กดื้อคนนี้ตะกละมากกว่าเด็กคนอื่นเยอะทุกครั้งเขาล้วนกินจนเรอและแหวะนมออกมาถึงจะยอมหยุด ทั้งยังนอนหลับได้อย่างสบายใจ เพิ่งจะตัวโตแค่นี้กลับนอนกรนเป็นเสียแล้วแขนขาของเขาก็มีแรงไม่เบา หูของเขาก็ใช้งานได้ดีแค่มีเสียงเพียงนิดเดียวก็ทำให้เขารู้สึกสงสัย ท่านป้าหลี่ยังบอกว่าวันหลังจะซื้อปัวหลั่งกู่[4] มาให้เขาเล่นอีกด้วย”
กงจื้อหมิงฟังด้วยความรู้สึกสนใจเป็นอย่างมากและไม่ทันสังเกตว่าแก้วน้ำชาในมือของเขาเย็นชืดหมดแล้วแต่ติงเหว่ยกลับสังเกตเห็นเข้าดังนั้นนางจึงก้มตัวไปหยิบกาน้ำร้อนที่วางอยู่บนเตาเล็กๆด้านข้างขึ้นมา จากนั้นก็หยิบกาน้ำชาและแก้วน้ำมาชงใหม่
กงจื้อหมิงหยิบเหอเถาทั้งสองลูกขึ้นมาอีกครั้งแล้ววางลงบนมือซ้ายของเขาและเริ่มหมุนมันอย่างชำนาญ ในขณะที่เขากำลังจะพูดเขากลับสังเกตเห็นว่าบนเสื้อผ้าบริเวณอกซ้ายของติงเหว่ยจู่ๆ ก็เริ่มเปียกชื้นเป็นวงอย่างช้าๆ...
เขาตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและมือก็หยุดหมุนเหอเถา
ติงเหว่ยที่กำลังยุ่งอยู่กับการชงชาเมื่อนางเงยหน้าขึ้นและกำลังจะพูดก็เห็นสีหน้าของกงจื้อหมิงดูแปลกๆ เล็กน้อย ปรากฏว่าเมื่อนางมองตามสายตาของเขาลงไปนางก็ยกมือปิดหน้าอกทันทีใบหน้าของนางก็แดงก่ำด้วยความเขินอาย
“เอ่อนายน้อย ข้ายังมีงานต้องทำอยู่ที่เรือนนิดหน่อย เดี๋ยวตอนเย็นข้าจะมาปรนนิบัติรับใช้ท่าน”
หลังจากที่ติงเหว่ยพูดจบนางก็หนีเตลิดไปในทันทีในขณะที่นางหมุนตัวก็ทำให้แก้วชาคว่ำแต่นางไม่มีเวลาจะเก็บมันเสียด้วยซ้ำนางวิ่งหนีออกไปจากลานกว้างอย่างรวดเร็วราวกับบินไปอย่างไรอย่างนั้น
……
เดิมทีซานอีตั้งใจว่าจะปลีกตัวไปจัดการกับเป้าและเก็บมีดบินแต่เมื่อได้ยินเสียงเขาจึงเข้ามาช่วยเก็บถ้วยน้ำชา และถามด้วยความสงสัยว่า“นายน้อย ทำไมแม่นางติงไปเช่นนั้นล่ะ?”
“อะแฮ่ม”กงจื้อหมิงกระแอมออกมาสองครั้ง รอยบนใบหน้าของเขายืดตรง และจ้องไปที่ถ้วยชาในมือแล้วเขาก็ตอบอย่างคลุมเครือว่า “บางทีนางอาจมีธุระบางอย่างที่เรือน”
แต่น่าเสียดายที่อารมณ์ของเขากลับถูกหักหลังด้วยหูที่แดงเล็กน้อยของเขาเสียแล้ว
“เอ๋นายน้อย แล้วเหตุใดท่านถึงหน้าแดงขึ้นมาล่ะ?”
ซานอีที่ยังไม่รู้สึกตัวก็พูดเสริมไปอีกประโยคหนึ่งอย่างไม่รู้จักตายและคงไม่ต้องบอกว่านายท่านที่กำลังเขินอายอยู่พลันกลายเป็นโกรธขึ้นมาในทันที“เจ้าคงจะว่างมากเกินไปสินะ? งั้นก็เข้าไปซื้อปัวหลั่งกู่จากในเมืองกลับมาหนึ่งร้อยอันซะ!”
“ปัวหลั่งกู่งั้นหรือ?แต่ตอนนี้ฟ้าก็มืดหมดแล้ว…”และในที่สุดซานอีก็ตระหนักได้ว่าเขาได้ไปกระตุกหนวดเสือเขาแล้วดังนั้นเขาจึงรีบทำใจดีสู้เสือขึ้นมาทันทีแต่น่าเสียดายที่สายตาอันแหลมคมราวกับมีดมองมา ทำให้เขาเข้าใจและรีบหุบปากในทันทีแล้วจึงออกจากบ้านไปหาซื้อปัวหลั่งกู่ด้วยความรู้สึกผิด
เฟิงจิ่วซึ่งซ่อนตัวอยู่ที่มุมลานบ้านได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างตั้งนานแล้วตอนนี้นิ้วของเขาต้องขุดเข้าไปในรอยแตกของอิฐถึงจะอดกลั้นเสียงหัวเราะของเขาเอาไว้ได้ส่วนซานอีก็ถือว่าเป็น “ความล้มเหลวของคนรุ่นเก่าย่อมเป็นกระจกเงาของคนรุ่นหลัง”หากถูกนายท่านพบเข้าตอนนี้เขาเองก็คงแย่ไปด้วยเช่นกัน…
……
“โธ่สวรรค์ข้าไม่อยากมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว!” ติงเหว่ยเอาหัวเข้าไปซุกอยู่ใต้ผ้าห่มทุกครั้งที่คิดถึงเรี่องน่าอายเมื่อครู่ขึ้นมา ใบหน้าของนางก็ร้อนผ่าว
ติงเหว่ยไม่มีหน้าอยู่ต่อไปอีกแล้วจริงๆอย่างไรนางก็เพิ่งเป็นแม่คนได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ นางจะไปคิดว่าน้ำนมจะไหลออกมาได้อย่างไรและยังเป็นต่อหน้าคนอื่นอีก นอกจากนี้ตอนกลางคืน…ตอนกลางคืนนางยังต้องไปช่วยนวดเพื่อผ่อนคลายกระดูกของเขาทำให้นางต้องสัมผัสอย่างใกล้ชิดอีกด้วย…
“อา! ช่างขายขี้หน้าจริง!”
อวิ๋นอิ่งที่กำลังอุ้มอันเกอเอ๋อร์อยู่ข้างเตียงเมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของแม่นางติงก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากนางไม่เข้าใจว่าแค่ไปเรือนหลักมารอบหนึ่ง เหตุใดกลับมาถึงได้เอาแต่หมกตัวอยู่ในผ้าห่มโดยไม่ออกมา
“แม่นางเจ้าเป็นอะไรอย่างนั้นหรือ? หรือว่ามีใครทำให้เจ้าโกรธหรือเปล่า?”
“ไม่มี!”ติงเหว่ยตอบออกมาอย่างเซ็งๆ เรื่องนี้มันน่าอับอายเกินไป ต่อให้นางถูกตีจนตายก็จะไม่ยอมพูดออกมาอย่างเด็ดขาดทว่าเมื่อครู่คนผู้นั้นมองเห็นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ไม่อาจปกปิดไว้ได้แล้วเย็นนี้ข้าจะทำอย่างไรกัน?
“อา! ฆ่าข้าเถอะ ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว!”
-----------------------------------------
[1] ตู้โตว 肚兜หมายถึงผืนผ้าคล้ายผ้ากันเปื้อน สำหรับคาดรอบอกและมีสายผ้าผูกที่คอกับเอวอาจมีกระเป๋าไว้ใส่ของกระจุกกระจิก โดยมากเป็นทรงคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนแนวตั้งมักทำจากฝ้ายหรือไหม และมักใช้สีแดง ปักลวดลายงดงามนอกจากมีประโยชน์เหมือนเสื้อชั้นในแล้ว ตู้โตวยังช่วยกันลมหนาวยามนอนหลับซึ่งผู้ชายมีฐานะบางคนก็นิยมใส่เช่นกัน
[2] ไคตั่งคู่ 开裆裤 หมายถึงกางเกงเปิดเป้า ซึ่งเป็นกางเกงขายาวไว้สวมชั้นในสุด กางเกงนี้มีลักษณะพิเศษคือจะไม่เย็บตะเข็บตรงเป้า เปิดโล่งไว้เหมือนกางเกงเป้าขาด มีบันทึกว่าทำไว้เพื่อให้ขับถ่ายได้สะดวกและไม่จำเป็นต้องมีกางเกงในอีก
[3] พิธีสรงสาม หรือสี่ซาน 洗三หมายถึงพิธีกรรมเก่าแก่ที่สำคัญมากของคนจีนในสมัยโบราณซึ่งชื่อพิธีสรงสามนี้มีที่มาจากจุดประสงค์ 3️ ประการหนึ่งคือล้างบาปมลทินและความโชคร้ายทั้งปวงที่ติดตัวมาแต่ชาติก่อนสองคือเพื่อความเป็นสิริมงคล และสามคือเพราะจัดขึ้นในวันที่สามหลังเกิดมา
[4] ปัวหลั่งกู่ 拨浪鼓หมายถึงป๋องแป๋ง