ฉีเมี่ยวลุกขึ้นยืนั้แ่ฉีหย่งสาวเท้าเข้าประตูอาจเพราะในร่างกายนี้ยังหลงเหลืออารมณ์ซับซ้อนแห่งความรักและความเศร้าที่มีต่อบิดาฉีเมี่ยวรู้สึกเพียงเบ้าตาร้อนผ่าวอย่างอดไม่ได้ เช่นเดียวกับวันแต่งงานที่พบไป๋ซีอวิ๋นครั้งแรกนางหลั่งน้ำตาอย่างกลั้นไม่อยู่
เช็ดน้ำตาแม้ดวงตาสดใสถูกน้ำตาชำระล้างก็ยิ่งเห็นสีหน้าดุร้ายโเี้โกรธแค้นอับอายของฉีหย่งได้ชัดเจน
ในใจเขาอาจไม่เคยสนใจความเป็ความตายของลูกสาวด้วยซ้ำ!สำหรับฉีเมี่ยวในยามนี้ ฉีหย่งที่เดิมทีเป็คนแปลกหน้าไม่นับว่าเป็มนุษย์ด้วยซ้ำ!
ดังนั้นเมื่อฉีหย่งเพิ่งเข้าใกล้ตรงหน้ายกมือขึ้นฉีเมี่ยวก็ถอยหลังหลบอย่างระวังตัวแล้ว
แต่ถึงอย่างไรฉีหย่งก็เป็บุรุษซ้ำยังเป็แม่ทัพ พละกำลังกับความเร็วไม่ใช่สิ่งที่ฉีเมี่ยวต้านทานได้แม้นางหลบล่วงหน้าก็ยังหลบไม่พ้นลมฝ่ามือนั้น แต่เมื่อฝ่ามือหยาบกระด้างจะแนบแก้มข้อมือของฉีหย่งกลับถูกไป๋ซีมู่คว้าไว้
“แม่ทัพฉี เหตุใดต้องโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้”ไป๋ซีมู่ใช้แรงไม่น้อยถึงปัดฝ่ามือนั้นออกไป หันหลังมองฉีเมี่ยวอย่างกังวลเห็นท่าทางน้ำตาคลอของนางรู้สึกเพียงสงสารยิ่งขึ้น
ต่อให้นางคิดจะวางแผนอนาคตอย่างลับๆยามนี้เขาก็เข้าใจได้
ครอบครัวเช่นนี้อนาคตไป๋ซีอวิ๋นกลับ์แล้วนางยังกลับมาได้หรือ อยู่ครอบครัวฝ่ายสามีเดิมทีสามีก็ไม่ได้รับความโปรดปราน นางก็ไม่อาจหวังให้แม่สามีเมตตาถ้าไม่คิดแสวงหาทางหนีทีไล่ให้ตนเอง อนาคตจะอยู่อย่างไร
ยามนี้ไป๋ซีมู่คิดว่าต่อให้นางมีความคิดที่จะผูกสัมพันธ์กับไป๋หย่งชุนนั้นก็ไม่เกินไป
ถึงเวลานี้ฉีหย่งจึงเห็นคนตรงหน้าชัดเจนเขาเคยได้พบกับไป๋ซื่อจื่อ คนผู้นี้กลับแปลกหน้า
“เ้าเป็ผู้ใด” ฉีหย่งยืนมือไพล่หลัง สีหน้าเ็า
ไป๋ซีมู่ยิ้มพูด“คำนับแม่ทัพฉี ข้าน้อยไป๋ซีมู่ อยู่ลำดับที่สามในสกุล เนื่องจากยามที่พี่รองของข้าเตรียมเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงกับพี่สะใภ้รองบังเอิญว่าว่านกุ้ยเฟยรับสั่งให้ซุนกงกงมาเชิญเขาเข้าวังไปท่านพ่อตั้งใจสั่งข้าน้อยให้มาส่งพี่สะใภ้รองเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิง”
ไป๋ซีมู่จงใจพูดที่มาที่ไปของเื่ราวอย่างชัดเจนเพื่อให้เหมียวซื่อกับฉีชั่วเข้าใจว่าพวกนางไม่มีอะไรให้น่าลำพองใจและทำให้ฉีหย่งรู้ว่าฐานะในสกุลไป๋ของฉีเมี่ยวไม่ได้ต่ำต้อยถึงเพียงนั้น
แน่นอนเขาเห็นความตื่นตะลึงบนใบหน้าของฉีชั่วกับเหมียวซื่อได้สำเร็จ
สีหน้าของฉีหย่งก็ผ่อนคลายยิ้มพูดว่า “ที่แท้เป็นายน้อยสามไป๋ ข้ากับอานลู่โหวสนิทสนมกันเคยได้พบกับพี่ชายเ้า วันนี้เ้ากับข้าพบกันครั้งแรกอย่าตำหนิว่าการแต่งงานครั้งนี้จัดขึ้นอย่างฉุกละหุกวันนี้ถึงนับว่ารู้จักญาติอย่างแท้จริง มาๆ เชิญนั่ง”
ฉีหย่งเชิญไป๋ซีมู่นั่งลงจากนั้นสั่งคนจัดเตรียมชาดี นี่ถึงพูดว่า “บุตรสาวข้าดื้อรั้นให้นายน้อยสามไป๋ขบขันแล้ว”
“แม่ทัพฉีเกรงใจเกินไปแล้ว พี่สะใภ้รองอ่อนโยนมีคุณธรรมท่านพ่อกับท่านแม่ข้าชมเชยยิ่งนัก พี่รองก็เพราะได้โชคดีของนางถึงสุขภาพดีขึ้นเรียกได้ว่าพี่สะใภ้รองเป็ดาวนำโชคของพวกเราสกุลไป๋ พวกเรามีเพียงยกย่อง จะมีอะไร‘ขบขัน’ ได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้น ฮูหยินแม่ทัพฉีกับคุณหนูรองก็มีนิสัยตรงไปตรงมาทำให้ผู้แซ่ไป๋ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว”ในเมื่อเป็คนสกุลไป๋แล้ว อีกทั้งเขาเป็ตัวแทนสกุลไป๋ส่งนางกลับมาเขาไม่ปกป้องนาง ยังจะรอผู้ใดมาปกป้อง
คำว่า‘นิสัยตรงไปตรงมา’ของเขาเสียดสีเหมียวซื่อกับฉีชั่วจนหน้าเขียวคล้ำ
สีหน้าของฉีหย่งก็ดูไม่ค่อยดีแต่ไม่อาจล่วงเกินคุณชายสามของอานลู่โหวมากเกินไป จึงได้แต่ข่มกลั้นความไม่พอใจยิ้มพูดว่า “บุตรสาวไม่สร้างปัญหาให้จวนนั้นก็เป็เื่ดีบิดามารดาเ้าสบายดี?”
“ทั้งสองสบายดี...”
ฉีหย่งจึงเริ่มพูดคุยตามมารยาทกับไป๋ซีมู่แต่ส่วนใหญ่ก็วนอยู่กับเื่จิปาถะ บัดนี้ไป๋ซีมู่ยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งขุนนางดีร้ายฉีหย่งก็เป็แม่ทัพขั้นห้า คิดว่าตนเองนับเป็ผู้าุโเก่าแก่บนเส้นทางขุนนางเมื่อเผชิญหน้ากับไป๋ซีมู่ก็ไม่ได้อ่อนน้อมถ่อมตนถึงเพียงนั้นแต่เพราะไป๋ซีมู่กับไป๋ซีอวิ๋นเป็พี่น้องท้องเดียวกัน เพื่อแผนการของตนเอง เขาจึงค่อนข้างระวังไป๋ซีมู่อยู่บ้าง
หลังจากพูดคุยกันสักพักอยู่กินอาหารกลางวันแล้ว ไป๋ซีมู่จึงลุกขึ้นอำลา ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่สามีของฉีเมี่ยวอยู่นานเกินไปไม่ดี เดิมทีคิดจะพาฉีเมี่ยวกลับไปด้วย แต่เพิ่งพูดขึ้นมาฉีหย่งก็พูดว่า “ั้แ่เด็กจนโตบุตรสาวไม่เคยออกนอกจวน ออกไปกะทันหันท่านแม่นางคิดถึงยิ่งนัก ไม่สู้อยู่พักหนึ่งคืน พรุ่งนี้ค่อยส่งนางกลับไปดีหรือไม่”
ที่จริงนี่ก็ไม่มีอะไรไม่ดีไป๋ซีมู่เพียงห่วงว่าฉีเมี่ยวอยู่ต่อจะได้รับความลำบาก ทว่าตัวเขาไม่มีจุดยืนไปพูดปฏิเสธสุดท้ายได้แต่ยอมตาม
ก่อนออกไปไป๋ซีมู่กำชับฉีเมี่ยวเสียงเบา “พี่สะใภ้รองถ้าไม่สบายใจก็กลับจวน ข้าทิ้งคนไว้ให้ท่าน”
ฉีเมี่ยวอบอุ่นในใจยิ้มแย้มพยักหน้า
เมื่อเขาเข้าใกล้ก็ได้กลิ่นหอมกรุ่นบนร่างฉีเมี่ยว บัดนี้เห็นนางงดงามดุจภาพวาด ใจเต้นตึกตักทันทีเบนสายตาสาวเท้าออกไปอย่างไม่สบอารมณ์
เขารีบเดินเพียงนั้นฉีเมี่ยวเห็นแล้วอธิบายไม่ได้
เมื่อไป๋ซีมู่จากไปแรงกดดันในห้องเพิ่มขึ้นทันที ฉีหย่งมองฉีเมี่ยวอย่างเ็า ตำหนิว่า “ลูกเนรคุณเช่นเ้า เมื่อครู่ถ้าข้ามาไม่ทัน เ้ายังคิดจะทำอย่างไร!วันนั้นเ้ายังอาละวาดไม่พอ? พ่อแม่ทุ่มเทเพื่อเ้าเท่าใดถึงปิดบังเื่นั้นได้วันนี้เ้ากลับรนหาที่ตายอีก!”
ฉีเมี่ยวเมื่อเห็นบิดาไม่รู้จักแยกแยะถูกผิดก็มาตำหนินางนั้นยิ้มเยาะเบนสายตาออก
นางโอหังเช่นนี้ฉีหย่งโกรธจนหน้าเขียวคล้ำ ฝ่ามือตบโต๊ะเล็กคว่ำทันที “ลูกชั่ว ไสหัวไปคุกเข่าในลานบ้าน! เมื่อใดสำนึกผิดเมื่อนั้นค่อยลุกขึ้น!”
ฉีเมี่ยวยิ้มเยาะพูดว่า“ท่านปฏิบัติต่อบุตรสาวที่เยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงเช่นนี้เกรงว่าไม่เหมาะสมกระมังแพร่ออกไปท่านยังมีหน้ามีตาอีกหรือ ถ้าให้สหายขุนนางของท่านรู้เข้าจะเกิดผลลัพธ์อะไร”
“เ้า!” ฉีหย่งโมโหจนมุมปากกระตุกไม่นึกว่าบัดนี้ฉีเมี่ยวจะกลายเป็คนเถียงคำไม่ตกฟากเช่นนี้ พูดขึ้นมาแทงใจดำเดิมทีก็มองออกว่าเขารักหน้าตาที่สุดกลัวเสียหน้าในหมู่สหายขุนนางที่สุดถึงพูดเช่นนี้
“เ้าเก่งขึ้นแล้ว เพิ่งแต่งงานก็รู้จักกลับบ้านมาวางท่าใหญ่โต! ไสหัวไปคุกเข่า! ต่อล้อต่อเถียงอีกเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะหักขาสุนัขเช่นเ้า!”
ฉีเมี่ยวไร้ซึ่งความสนิทสนมและอาลัยอาวรณ์ต่อฉีหย่งอยู่แล้วให้นางไปคุกเข่า นางไม่มีวันยอมเด็ดขาด ยามนี้จึงนั่งนิ่งอย่างสบายใจ
ฉีหย่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟันสั่งแล้วฉีเมี่ยวไม่ขยับตัว จึงเอื้อมแขนดึงผมยาวของนางลากออกไปเสียเลย
ฉีเมี่ยวเป็สตรีบอบบางแม้ไม่ได้ป่วยไข้อ่อนแอ แต่ก็มิได้แข็งแรง ซ้ำยังไม่มีวรยุทธ์ ถึงฉีเมี่ยวตอบสนองว่องไวทว่าความอ่อนแอทางพละกำลังทำให้นางแม้เห็นแม่ทัพฉียื่นมือออกมาก็หลบไม่พ้น
ถูกคนดึงผมลากตัวเช่นนี้นางเพิ่งเคยเจอเป็ครั้งแรกในสองชาติความอัปยศเช่นนั้นและความสิ้นหวังที่มีต่อความรักในครอบครัวรวมทั้งความเ็ปบนหนังศีรษะ ทำให้นางทั้งหงุดหงิดและผิดหวัง
เมื่อครู่ไม่ควรอยู่ต่อควรฝืนขอกลับไป!
ต่อให้ครอบครัวฝ่ายสามีไม่อบอุ่นดีร้ายคงไม่มีคนใช้ความรุนแรงกับนางชั่วคราว
ฉีเมี่ยวถูกพ่อแท้ๆลากไปที่ลานบ้าน ทำให้เหมียวซื่อกับฉีชั่วยิ้มไม่หุบสองแม่ลูกรอยยิ้มดุจบุปผายืนตรงทางเดินชมเื่สนุก
ฉีเมี่ยวถูกฉีหย่งโยนลงบนพื้นมวยผมสยาย ผมยาวถึงสะโพกสยายยุ่งเหยิงอยู่ข้างหลัง ยิ่งเพิ่มความงดงามบอบบาง
ฉีหย่งคิดจะตบหน้านางอีกสักสองครั้งแต่ลูกสาวผู้นี้เกิดมาด้วยหน้าตานี้วันหน้ายังมีประโยชน์กลัวเสียโฉมส่งผลต่อหน้าตาจึงรามือ “เ้าไม่ยอมฟังคำสั่งของข้า!ให้เ้าแต่งเ้าไม่แต่ง สั่งเ้าทำเ้าก็ไม่ทำยังกล้าเล่นยอมตายแต่ไม่ยอมศิโรราบกับพ่อเ้า!เ้าเก่งจริงยามนี้ก็ไปตาย! อยู่ไปก็ขายหน้าให้ผู้อื่นพูดว่าฉีหย่งผู้นี้ให้กำเนิดบุตรสาวต่ำช้า!”
สาปแช่งเช่นนี้ชาติก่อนชาตินี้มีเพียงครั้งเดียวโดยแท้ ฉีเมี่ยวขบเขี้ยวเคี้ยวฟันก้มหน้าอดกลั้นอยู่นานถึงโน้มน้าวตนเองไม่ให้ลงมือกับฉีหย่ง
ไม่ใช่เพราะเขาเป็บิดาร่างกายนี้ของนางแต่เพราะต่อให้นางลงมือก็สู้เขาไม่ได้
“แม่ทัพ แม่ทัพ!”
ขณะที่ฉีหย่งเท้าเอวด่าทอฉีเมี่ยวที่นั่งตัวงออยู่บนพื้นข้างนอกมีสาวใช้น้อยนางหนึ่งวิ่งเข้ามากะทันหันไม่รอให้เ้านายสอบถามก็พูดออกมาทันที “กงกงผู้หนึ่งมาจากในวังบอกว่ารับใช้ว่านกุ้ยเฟย แซ่ซุน ยังบอกว่าว่านกุ้ยเฟยตรัสว่าไม่อยากให้ไป๋ซื่อจื่อมารับภรรยาตามลำพัง จึงรับสั่งให้เขามาด้วย”
ฉีหย่งได้ยินคำพูดนี้ใจนโยนปิ่นทองของฉีเมี่ยวที่กำแน่นอยู่ในมือทิ้งไปทันที
อะไรกันไป๋ซีอวิ๋นกลับมาแล้ว ซ้ำยังพาซุนกงกงข้างกายว่านกุ้ยเฟยมาด้วย!
คนขี้โรคผู้นั้นควรนอนโลงรอขาดใจตายตอกตะปูฝาโลงแล้วไม่ใช่หรือเหตุใดเขายังมีแรงแจ้นมาที่นี่!
เหมียวซื่อกับฉีชั่วตรงทางเดินสบตากันแวบหนึ่งเห็นความสมใจและความเหยียดหยามในสายตาของกันและกัน ไม่นึกว่าคนขี้โรคผู้นั้นจะยอมมาหญิงแพศยาเกิดมาเพื่อดึงดูดบุรุษโดยแท้ เหมียวซื่อเคยบอกฉีชั่วว่าเมื่อบุรุษสุขภาพไม่ดี ทำเื่ระหว่างชายหญิงเช่นนั้นก็ยิ่งตายเร็วเกรงว่าอีกไม่นานฉีเมี่ยวคงทรมานไป๋ซื่อจื่อจนตาย
ถ้านางมีชีวิตเลวร้ายดีร้ายในใจฉีชั่วก็สมดุลหน่อย
ด้วยความตกตะลึงฉีหย่งจึงดึงสาบเสื้อของฉีเมี่ยวหิ้วขึ้นมาทันที “ยังไม่รีบไสหัวไปข้างใน!”
ฉีเมี่ยวโกรธพ่อแท้ๆเหี้ยมโหดไร้ยางอายเช่นนี้จนปวดท้อง คิดว่าใต้เท้าตั๋วอาหารของนางจะมาแล้วโชคดีได้แสดงความอ่อนแอ และคิดว่าซื่อจื่อจะได้รักสงสารให้ท้าย จัดการคนสกุลฉี
นางยิ่งทำท่าอ่อนแอเมื่อฉีหย่งปล่อยมือก็ทำท่าเจ็บเท้าล้มลงกับพื้น
ชายกระโปรงสีเหลืองอ่อนกลายเป็บุปผาบานสะพรั่งบนพื้นบนผมยาวยุ่งเหยิงของนางยังพันด้วยดอกไม้ไข่มุกดูจากเงาด้านหลังท่าทางราวกับหญิงเสียสติ เมื่อมองหน้าอีกครั้ง น้ำตานองหน้าน้อยใจอะไรบางอย่าง
เมื่อดึงฉีเมี่ยวอีกครั้งหน้าประตูลานบ้านก็มีเสียงฝีเท้าแล้ว
ฉีหย่งชักมือกลับไปต้อนรับข้างนอก
เหมียวซื่อก็ตระหนักได้ว่าสถานการณ์ไม่ดีเพียงยุแหย่ความสัมพันธ์พ่อลูกของฉีหย่งกับฉีเมี่ยวนางไม่หวังให้ฉีหย่งล้มเหลวเด็ดขาด อย่างไรเสียความร่ำรวยมีเกียรติของบุรุษผู้นี้ก็เกี่ยวข้องถึงนางกับบุตรสาว
เหมียวซื่อกับฉีชั่วเข้าไปประคองฉีเมี่ยวทันที
เมื่อเคลื่อนไหวฉีเมี่ยวย่อมดิ้นรนไม่เชื่อฟัง กลิ่นดอกไม้อ่อนๆบนร่างนางเริ่มรุนแรงขึ้นเพราะเหงื่อออกกลิ่นหอมสดชื่นนั้นไม่ว่ากลิ่นดอกไม้ชนิดใดก็ไม่อาจเทียบเคียงฉีชั่วได้กลิ่นแล้วจึงใจลอย แอบคิดว่าจวนโหวร่ำรวยเงินทองโดยแท้กลิ่นที่สะใภ้ใหม่ใช้ยังดีเช่นนี้
“ไป๋ซื่อจื่อ ซุนกงกง”นอกประตูแว่วเสียงทักทายของฉีหย่ง
เหมียวซื่อดึงฉีเมี่ยวไม่ขึ้นร้อนใจยิ่งนัก นางยกมือหยิกเอวฉีเมี่ยว “ข้าให้เ้าเดินให้เ้าลุกขึ้นเดินเ้าได้ยินหรือไม่!”
เดิมทีนางคิดว่าฉีเมี่ยวจะยอมแล้ว
ผู้ใดจะคิดว่าฉีเมี่ยวกลับส่งเสียงสะอึกสะอื้นเสียงนุ่มนวลเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความสิ้นหวัง “ปล่อยข้า ข้าจะกลับบ้าน! ซื่อจื่อช่วยข้าด้วย!”