บทที่ 9: ปุ่มล็อกเอาต์ที่หายไป
เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงจนลับเหลี่ยมผาหินสูงด้านหลังเนินดินแสงสุดท้ายของวันก็ทอดยาวผ่านเรือนยอดของต้นไม้ใหญ่ทางด้านทิศตะวันตกของพื้นที่พักพิง
ใบไม้สีส้มผสมชมพูของ “ต้นบลิสโอ๊ค แห่งความสุข” ส่องประกายอ่อนๆ รับแสงยามเย็น ก่อนจะค่อยๆเปลี่ยนเป็โทนสีลึกและนุ่มลงเมื่อแสงอาทิตย์หายไปจากขอบฟ้า
สายลมยามค่ำพัดผ่านเรือนยอดอย่างแ่เบาทำให้ใบไม้สั่นไหวเกิดเสียงเสียดสีกันเบาๆ คล้ายเสียงกระซิบของธรรมชาติกลิ่นหอมจางๆ ลอยมากับอากาศอีกครั้ง ไม่ใช่กลิ่นที่เด่นชัด แต่เป็กลิ่นที่ “อยู่ตรงนั้น” อย่างสม่ำเสมอและทำให้บรรยากาศโดยรอบ… สงบลงอย่างน่าประหลาด
“อีไลอัสไม่แน่ใจว่ามันเป็เพราะความเหนื่อยล้าหรืออะไรบางอย่างจากต้นบลิสโอ๊คตรงหน้า…แต่ค่ำคืนนี้ หัวใจของเขากลับนิ่งสงบกว่าที่เคยเป็มาตลอดทั้งวัน”
ความมืดมิดก็ค่อยๆคืบคลานเข้ามาปกคลุมผืนป่าชั้นนอกอย่างเงียบเชียบทว่าค่ำคืนนี้กลับแตกต่างไปจากคืนก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง
สำหรับอีไลอัสและลูกบ้านหมายเลขหนึ่งของเขาคืนนี้ไม่มีความหวาดกลัวต่อความหนาวเหน็บเพราะพวกเขาไม่ได้เป็เพียงผู้พักพิงในเพิงกิ่งไม้ชั่วคราวอีกต่อไปแล้วและไม่ใช่เพียงแค่เปลวไฟที่ให้ความอบอุ่นแต่ยังมีเงาของต้นไม้ใหญ่ที่แผ่คลุมพื้นที่ด้านหนึ่งของลาน ราวกับกำแพงธรรมชาติที่มองไม่เห็นช่วยกั้นโลกภายนอกออกไปอย่างเงียบงัน
ตรงกึ่งกลางของพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ถูกถางจนเตียนโล่งเตาผิงหินแม่น้ำรูปทรงพีระมิดกึ่งกระบอกตั้งตระหง่านอยู่ราวกับอนุสาวรีย์แห่งการบุกเบิกเปลวไฟสีส้มอมแดงกำลังเต้นระบำอยู่ภายในห้องเผาไหม้ ส่งเสียงดัง เปรี๊ยะ...แครก... เป็จังหวะเมื่อความร้อนกัดกินท่อนไม้แห้ง
แสงไฟจากเตาผิงสะท้อนขึ้นไปกระทบลำต้นของบลิสโอ๊คเกิดเป็เงาทอดยาวที่ขยับไหวไปตามแรงลม
ควันสีเทาถูกดึงขึ้นไปตามปล่องควันด้วยปรากฏการณ์‘Stack Effect’ พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรีโดยไม่ทิ้งกลิ่นหรือควันให้ระคายเคืองตาผู้ที่อยู่เบื้องล่างเลยแม้แต่น้อยและท่ามกลางความมืดที่ค่อยๆ เข้มข้นขึ้น พื้นที่เล็กๆ แห่งนี้… กลับอบอุ่น นิ่งสงบ และปลอดภัยกว่าที่เคยเป็มา
“หลักการมวลความร้อน นี่มันสุดยอดวิศวกรรมจากพระเ้าจริงๆ”
เด็กชายพึมพำกับตัวเองขณะยื่นมือออกไปผิงไฟก้อนหินแม่น้ำที่เขานำมาก่อเป็เตาผิงนั้นดูดซับความร้อนจากเปลวไฟเอาไว้จนเต็มเปี่ยมและตอนนี้มันกำลังทำหน้าที่แผ่ ‘รังสีความร้อน ’ กระจายออกมารอบทิศทางมันไม่ใช่ความร้อนที่ลวกผิวเหมือนการเอาตัวไปอังไฟตรงๆ แต่มันเป็ไออุ่นที่ละมุนละไมซึมลึกทะลุผ่านเสื้อผ้าทอหยาบๆ เข้าไปโอบรัดกล้ามเนื้อที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันคล้ายกับการได้นอนแช่ในออนเซ็นชั้นดี
อีไลอัสเอนหลังลงนอนราบกับพื้นดินที่เริ่มอุ่นขึ้นจากไอร้อนของเตาเขายืดแขนยืดขาออกจนสุด ความรู้สึกปวดเมื่อยแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายมันคืออาการปวดกล้ามเนื้อ ที่เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้ออย่างหนักหน่วงเกินขีดจำกัดทั้งการลากเลื่อนที่เต็มไปด้วยหินแม่น้ำ การขยำดินเหนียว และการก่อกำแพงเตาผิงร่างกายของเด็กสิบสองขวบประท้วงอย่างหนักด้วยการส่งกรดแลคติกมาสะสมตามข้อต่อ
แต่ถึงกระนั้น รอยยิ้มก็ยังปรากฏบนริมฝีปากของเขา
“ฟู่...สนุกจังแฮะ” เขารำพึงมองดูประกายไฟที่ลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าโปร่งที่เต็มไปด้วยดวงดาว “ไม่ได้รู้สึกสนุกกับการลงมือสร้างอะไรด้วยสองมือตัวเองแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะั้แ่เรียนจบ สถาปัตย์ใหม่ๆ ล่ะมั้ง...”
เขาปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับเสียงฟืนแตกในโลกแห่งความเป็จริงเขาคือซีเนียร์สถาปนิกที่ต้องนั่งจมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์วันละสิบกว่าชั่วโมงชีวิตหมุนวนอยู่กับเลเยอร์ในโปรแกรม AutoCAD กองูเาพิมพ์เขียวและการประชุมที่ยืดเยื้อไร้สาระ การได้มาใช้แรงงานแบกหินและสร้างของจริงใน ‘เกม VR’ นี้มันช่วยบำบัดจิติญญาที่บอบช้ำของเขาได้อย่างน่าประหลาด แม้จะเหนื่อยสายตัวแทบขาดแต่มันคือความเหนื่อยที่มีความหมาย
“เอาล่ะ...”อีไลอัสขยับตัวลุกขึ้นนั่ง บิดี้เีจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ “เล่นมานานพอแล้วล่ะมั้งสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ร่างกายอวตารเหนื่อยขนาดนี้ร่างจริงที่นอนใส่หมวก VR อยู่บนเตียงคงจะเริ่มชาไปหมดแล้วเหมือนกัน”
ความคิดของเขาถูกดึงกลับเข้าสู่ตารางชีวิตอันแสนโหดร้ายของมนุษย์เงินเดือน
“พรุ่งนี้เช้ามีนัดส่งแบบไฟนอล ให้ลูกค้าตอนเก้าโมงครึ่งด้วยสิ...ไอ้งานคฤหาสน์หรูที่มีสระว่ายน้ำลอยฟ้านั่น ขืนตื่นสายแล้วเรนเดอร์ภาพ ไม่ทัน มีหวังโดนบอสสวดยับแน่ๆ” เขายกมือขึ้นลูบผมที่แห้งกรังจากการตากแดด “ถึงจะเสียดายที่สร้างบ้านหินยังไม่ทันเสร็จก็เถอะแต่วันนี้ต้องพอแค่นี้ก่อน คืนพรุ่งนี้เลิกงานแล้วค่อยล็อกอินเข้ามาเล่นใหม่ก็แล้วกัน”
อีไลอัสปรับท่านั่งให้เป็ปกติหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อโฟกัสไปที่พื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้า ตามความเคยชินของเกมเมอร์การจะเรียกเมนูระบบของเกม Virtual Reality ขึ้นมา มักจะต้องใช้คำสั่งเสียงหรือท่าทางเฉพาะตัว
“ระบบ ...เมนูหลัก ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
...ความเงียบสงัดคือคำตอบมีเพียงเสียงลมพัดยอดไม้และเสียงกรนของฟินน์เท่านั้น
เด็กชายขมวดคิ้วเล็กน้อย“สงสัยต้องใช้คำสั่งเฉพาะเจาะจง...ล็อกเอาต์ ... ออกจากเกม ... ปิดระบบ ”
เขาพูดซ้ำๆ ด้วยระดับเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆแต่พื้นที่ตรงหน้าก็ยังคงว่างเปล่า ไม่มีหน้าต่างโฮโลแกรมสีทองเด้งขึ้นมาไม่มีข้อความแจ้งเตือน ไม่มีไอคอนรูปฟันเฟืองสำหรับตั้งค่า
“เอ๊ะ...หรือว่าระบบรับคำสั่งเสียงมันพัง?”
อีไลอัสเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติที่คืบคลานเข้ามาในใจเขาเปลี่ยนมาใช้การสั่งการด้วยท่าทาง เขายกมือขวาขึ้นมาปัดกลางอากาศจากซ้ายไปขวา...ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาใช้นิ้วชี้แตะที่ขมับตัวเองสองครั้ง... ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาลองทำสัญลักษณ์ตัวที ด้วยมือทั้งสองข้าง...ก็ยังคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เฮ้ยๆอย่ามาล้อเล่นน่าไอ้เพื่อนบ้า! บั๊ก ปุ่มออกเกมหายเนี่ยนะ!?นี่มันปัญหาทางเทคนิคระดับร้ายแรงเลยนะโว้ยขืนผู้เล่นติดอยู่ในนี้นานๆ ร่างกายในโลกจริงก็ช็อกตายกันพอดี!”
ความหงุดหงิดเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความกระวนกระวายอีไลอัสผุดลุกขึ้นยืน เขาเริ่มเดินวนไปวนมารอบเตาผิงหิน มือเล็กๆ ของเขายกขึ้นมากุมศีรษะพยายามเค้นสมองนึกหาวิธีการออกจากระบบทุกรูปแบบที่เขาเคยอ่านเจอในนิตยสารเกม
“หน้าต่างสถานะตัวละคร!เปิดหน้าต่างสกิล!” เขาะโสั่ง
ครั้งนี้มันได้ผล!หน้าจอโฮโลแกรมโปร่งแสงสีทองสว่างวาบขึ้นมาเบื้องหน้าปรากฏข้อมูลสถานะของเขาอย่างชัดเจน
[ คลาส:ผู้รังสรรค์แห่งความสงบสุข ]
[ เลเวลตัวละคร: Lv.1 ]
[ สกิล:สถาปนิกแห่งพงไพร Lv.1, พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย Lv.1 ]
[ ลูกบ้านในพันธสัญญา:ฟินน์ (จิ้งจอกอสูร ระดับ C) ]
“โอเคระบบ UI (User Interface) ยังทำงานอยู่!” อีไลอัสถอนหายใจด้วยความโล่งอกเขารีบกวาดสายตามองหาปุ่มที่อยู่ตามมุมของหน้าจอ “ปุ่มกากบาท...ไม่มี ปุ่มฟันเฟือง... ไม่มี ปุ่มออกจากระบบ...มันต้องซ่อนอยู่ในหน้าต่างย่อยสักหน้าสิ!”
เขาใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอโฮโลแกรมอย่างบ้าคลั่งเปิดดูทุกแถบเมนู ทุกหน้าต่างย่อย ทว่า...ยิ่งเขาค้นหามากเท่าไหร่ ความจริงอันหนาวเหน็บก็ยิ่งกัดกินหัวใจของเขามากเท่านั้น
ไม่มี...มันไม่มีปุ่มสำหรับ "ล็อกเอาต์" อยู่เลยแม้แต่ปุ่มเดียวไม่มีแม้กระทั่งคำอธิบายเกี่ยวกับการติดต่อผู้ดูแลระบบ หรือปุ่มขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน หน้าจอสถานะนี้เป็เพียงหน้าต่างข้อมูลที่มีไว้เพื่อดำเนินชีวิตอยู่ในโลกใบนี้เท่านั้นไม่ใช่เพื่อเชื่อมต่อกับโลกภายนอก
“นี่มันเกมบ้าอะไรกันวะเนี่ย!!”
อีไลอัสสบถเสียงดังจนฟินน์สะดุ้งตื่นลูกจิ้งจอกเงยหน้าขึ้นมองเ้านายด้วยความงุนงง “เ้านาย? เป็อะไรไปทำไมถึงเดินวนไปวนมาแล้วพูดคนเดียวล่ะ? หน้าต่างสีทองนั่นคืออะไรน่ะ?”
อีไลอัสไม่ได้สนใจเสียงของฟินน์ในตอนนี้ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด เหงื่อเย็นๆผุดซึมขึ้นมาตามไรผมแม้ว่าเขาจะยืนอยู่หน้าเตาผิงที่ให้ความอบอุ่นก็ตามสมองที่เคยประมวลผลเื่โครงสร้างสถาปัตยกรรมอย่างมีเหตุผลบัดนี้กำลังถูกความตื่นตระหนก เข้าครอบงำ
“ใจเย็นๆอีไลอัส... หายใจลึกๆ มันต้องมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์สิ” เขาพยายามปลอบตัวเองฝืนยิ้มแห้งๆ “บางทีเครื่องเซิร์ฟเวอร์อาจจะกำลังซ่อมบำรุง ทำให้ปุ่มล็อกเอาต์หายไปชั่วคราวหรือไม่ก็ไอ้เพื่อนตัวดีกำลังแกล้งฉัน ปิดระบบล็อกเอาต์เพื่อทดสอบความอดทน... ใช่มันต้องเป็แบบนั้นแน่ๆ”
แต่ในขณะที่เขากำลังพยายามสร้างเกราะป้องกันทางจิตวิทยา ขึ้นมาหลอกตัวเองนั้นเองสัญชาตญาณส่วนลึกและััทางกายภาพของเขากลับเริ่มต่อต้านอย่างรุนแรง
อีไลอัสก้มลงมองมือของตัวเองมือเล็กๆ ที่ไม่ใช่ของเขา มือที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยถลอกและคราบดินเหนียวที่ฝังลึกอยู่ตามซอกเล็บเขาใช้เล็บหัวแม่มือจิกทึ้งลงไปบนฝ่ามืออย่างแรง...
“โอ๊ย!”
ความเ็ปแหลมคมแล่นแปลบขึ้นมาตามเส้นประสาทมันไม่ใช่ความเ็ปที่ถูกลดทอนลง ตามกฎหมายความปลอดภัยของเกมVR แต่มันคือความเ็ปของเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายจริงๆ!
ภาพความทรงจำตลอดสองวันที่ผ่านมาเริ่มฉายย้อนกลับมาในหัวราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกกรอด้วยความเร็วสูง...
ภาพของหนามสีดำที่ปักคาข้อเท้าของฟินน์... กลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งกลิ่นเหม็นเน่าของไอพิษสีม่วงที่รุนแรงจนทำให้เขาคลื่นไส้ ไม่มีเทคโนโลยี VR กลิ่นัั ตัวไหนในโลกที่จะจำลองกลิ่นแห่งความตายและการเน่าเปื่อยได้สมจริงและน่าสะอิดสะเอียนขนาดนั้น
ภาพของพายุฤดูร้อนเมื่อคืน... ความเย็นเฉียบของหยดน้ำฝนที่ทะลุผ่านเสื้อผ้าหยดลงบนหลังคอจนกระดูกสันหลังสั่นสะท้าน อาการสั่นเทาของร่างกายที่ควบคุมไม่ได้ สภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ ที่ทำให้ฟันกระทบกันดังกึกๆมันคือปฏิกิริยาทางชีววิทยาที่สมองสั่งการเพื่อรักษาความร้อนในร่างกายไม่มีซอฟต์แวร์จำลองสภาพแวดล้อมใดที่จะควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ ของมนุษย์ได้ลึกซึ้งถึงระดับนี้
เสียงร้องโครกครากของกระเพาะอาหาร... อาการปวดมวนที่ท้องความรู้สึกหน้ามืดและกรดไหลย้อนจากการหิวโหยรสชาติความหวานและไขมันอันโอชะของปลาย่างที่ละลายในปากและััของการเคี้ยวเนื้อปลาที่อิ่มเอม
ทุกสิ่งทุกอย่าง...น้ำหนักของก้อนหิน กลิ่นของละอองฝน ความเ็ป ความหนาวเย็นความอบอุ่นจากเตาผิง...
มันคือ "ของจริง"ทั้งหมด
ขาของเด็กชายหมดเรี่ยวแรงเขาทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นดินก้อนหินแห่งความจริงที่หนักอึ้งร่วงหล่นลงมาทับถมจิตใจจนแหลกสลายเกราะป้องกันที่เขาสร้างขึ้นพังทลายลงในพริบตา
“ไม่...ไม่ใช่เกม...” เสียงของเขาแ่เบาและสั่นเครือราวกับเสียงกระซิบของคนไร้ิญญา
จู่ๆ ภาพสุดท้ายในโลกความเป็จริงก็ผุดขึ้นมาแทรกซ้อนในความทรงจำ...
ออฟฟิศที่มืดมิดในเวลาตีสามสี่สิบห้านาที...แสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ฉายภาพแบบแปลนคฤหาสน์...แก้วกาแฟอเมริกาโน่ที่เย็นชืด...
และเหนือสิ่งอื่นใด คือความเ็ปที่หน้าอกซ้าย มันคือความเ็ปที่รุนแรงฉับพลัน และดำมืดที่สุดเท่าที่เขาเคยเผชิญเข็มเหล็กนับพันเล่มที่ทิ่มแทงทะลุซี่โครง ลมหายใจที่ถูกกระชากให้ขาดห้วงภาพหน้าจอที่พร่ามัวลงและความมืดมิดที่กลืนกินทุกสิ่งก่อนที่ใบหน้าของเขาจะฟุบลงกระแทกโต๊ะทำงาน
“ฉันไม่ได้เผลอหลับตอนเล่นเกม...”น้ำตาหยดใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาของเด็กชาย “ฉันไม่เคยมีย่อหน้าชีวิตที่ได้กลับไปนอนเล่นเครื่องVR ที่คอนโดเลยด้วยซ้ำ... ฉันทำงาน...ฉันทำงานจนวินาทีสุดท้าย...”
อีไลอัสยกมือขึ้นกุมหน้าอกซ้ายของตัวเองตำแหน่งที่หัวใจดวงเก่าของเขาเคยหยุดเต้น
“ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน... จากการทำงานหนักเกินไป ” เขาเอ่ยคำวินิจฉัยความตายของตัวเองออกมาด้วยน้ำเสียงที่เลื่อนลอย“ฉัน... ตายไปแล้ว...”
ความจริงอันโหดร้ายเปิดเผยตัวมันเองอย่างสมบูรณ์แบบไร้ซึ่งปุ่มล็อกเอาต์ ไร้ซึ่งทางกลับสู่โลกเดิมไร้ซึ่งงานเรนเดอร์สระว่ายน้ำลอยฟ้าที่ต้องส่งลูกค้าในเช้าวันพรุ่งนี้สถาปนิกวัยสามสิบห้าปี อีไลอัสได้เสียชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวที่โต๊ะทำงานของเขาแล้ว
และสิ่งที่นั่งอยู่ตรงนี้หน้าเตาผิงหินแห่งนี้คือดวงิญญาที่ถูกอัญเชิญมาจุติใหม่ในร่างของเด็กชายวัยสิบสองปีในโลกต่างมิติที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรและเวทมนตร์
ฟินน์ััได้ถึงความโศกเศร้าที่แผ่ออกมาจากเ้านายของมันมันเดินเข้ามายื่นจมูกเปียกๆ ดุนเบาๆ ที่แก้มของเด็กชาย “เ้านาย... เ้านายร้องไห้ทำไม?เตาไฟมันร้อนเกินไปเหรอ? หรือว่ามีใครแกล้งเ้านายบอกฉันมาเลย ฉันจะไปกัดมันให้จมเขี้ยวเลย!”
อีไลอัสมองผ่านม่านน้ำตาไปยังใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วงของลูกจิ้งจอกอสูรเขามองกลับไปยังเตาผิงหินที่เป็ผลงานชิ้นแรกในการเริ่มต้นชีวิตใหม่เปลวไฟยังคงลุกโชน มอบความอบอุ่นที่จับต้องได้แสงสว่างของมันไล่ต้อนความมืดมิดออกไปจากรัศมีของพื้นที่แห่งนี้
เขาถอนหายใจยอมรับมันก่อนจะค่อยๆ สังเคราะห์ได้ว่า"อย่างน้อยชีวิตใหม่นี้ก็ไม่ต้องมีเดดไลน์" แล้วค่อยให้เขาคลี่ยิ้มออกมา
ไม่มีออฟฟิศไม่มีเดดไลน์ ไม่มีลูกค้าที่ไร้เหตุผลอีกต่อไป
ความตายได้พรากชีวิตเก่าของเขาไปแต่มันก็มอบ ‘อิสรภาพ’ที่เขาโหยหามาตลอดชีวิตให้เช่นกัน
“ฉันไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียใจหรอกฟินน์...”อีไลอัสยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตา รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นมาท่ามกลางความเปียกชื้นบนใบหน้า มันเป็รอยยิ้มของการยอมรับความจริง “ฉันแค่...เพิ่งจะตื่นจากฝันอันยาวนานน่ะ”
เขาดึงลูกจิ้งจอกอสูรเข้ามากอดไว้หลวมๆสูดรับกลิ่นอายของชีวิตใหม่ในโลกแห่งนี้
ปุ่มล็อกเอาต์อาจจะหายไปตลอดกาลแต่ปุ่มเริ่มต้นชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่แท้จริง... ได้ถูกกดให้ทำงาน แล้วอย่างสมบูรณ์!