ตอนที่สามสิบ นักพรตคิ้วขาว
หงซิ่วฉวนนักพรตคิ้วขาว
นับเป็คนที่มีชื่อเสียงนับหน้าถือตาของเมืองหลวงนี้
ด้วยพลังระดับมหาราชันย์ยุทธก็เป็คนที่สามารถยืนหยัดในเมืองหลวงแห่งนี้ได้แทบไม่แพ้พวกตระกูลขุนนางชั้นสูงต่างๆ
แต่แน่นอน ตระกุลชั้นสูงหยั่งรากลึกล้ำยาวนานกว่า ทำให้มีคนระดับมหาราชันย์ยุทธมากกว่า มือเดียวไม่อาจบดบังฟ้า
เมื่อลูกศิษย์ส่วนใหญ่ยังมีกำลังน้อยกว่า
อาจารย์เ้าสำนักก็จะเกิดความกังวลหากจะต้องัดข้อกับขุมกำลังของตระกูลใหญ่
หากคนธรรมดา้ามาเข้าสำนักอาจต้องคุกเข่าสามวันสามคืนแล้วยังอาจจะไม่ได้เข้า
แต่ฐานะของตระกูลใหญ่ทำให้สามารถผ่านขั้นตอนเ่าั้มาได้
ซึ่งนักพรตคิ้วขาวก็มีผมและคิ้วเหยียดตรงสีขาว ถือแส้ปัดสีขาวสมชื่อ
ผมว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้ผู้ชายที่ฝึกปราณยุทธ พยายามทำตนเองให้ดูแก่ๆวัยกลางคน
ส่วนผู้หญิงจะพยายามทำตนเองให้ดูสาวๆเอาไว้
ทั้งที่ท้องสองคนก็น่าจะมีวิชาที่สามารถคงความเยาว์หรือรูปลักษณ์ภายนอกไว้ได้เหมือนกัน
“คารวะท่านอาจารย์หง ท่านอาจารย์สีหน้าอิ่มเอิบ ดูภูมิฐาน..”
ผมประสานมือระดับหน้าอก คารวะอย่างเหมาะสม เพราหากก้มมากกว่านี้หรือยกสูงกว่านี้ ัที่ไหล่อาจจะมาทิ่มตาผมได้
ผมสวมิญญาอุ้ยเสี่ยวป้อ ชมคนเอาไว้ก่อน พวกนี้ชอบคำเยินยอ
ถึงจะทำท่าว่า “ข้าไม่สนคำติฉินนินทา” แต่นักพรตคิ้วขาวคือคนที่มาเล่นงานนางเอกหลังจากที่ลูกศิษย์โดนเล่นงานไปแล้ว
แกเป็คนรักหน้าตาปานนั้น
ด้วยความที่ว่าเป็คนเข้าข้างลูกศิษย์และสำนักของตนเองสุดชีวิต
ทำให้ผมคิดว่าถ้าเป็ลูกศิษย์แกผมสามารถมีไม้ใหญ่ที่เป็ที่พึ่งพิงได้อย่างที่ท่านพ่อ อำมาตย์หวังว่าไว้นั่นล่ะ
แกมีข้อดีเหนือกว่าคนอื่นคือ เป็คนที่พระเอกแม้จะมีพลังระดับเดียวกันก็ต้องหาจุดอ่อนของแกก่อนถึงจะชนะได้
แสดงว่าตามบัญญัติไตรยางค์แล้ว วิชาของนักพรตคิ้วขาวน่าจะเทพจริงๆ
ที่ทำให้คนขี้โม้อย่างพระเอกที่โจมตีข้ามขั้นได้ ยังต้องหาจุดอ่อนก่อน ไม่งั้นจะโจมตีไม่เข้าและมีทริกแปลกๆมากมายในการต่อสู้ด้วย
แน่นอน แพ้โดยการที่พระเอกโจมตีใส่อย่างทุเรศอย่างโจมตีผ่านทางทวารใช้กระแสพลังร้อนสลับเย็นจนตัวแตกตายอย่างอนาถ
น่าจะเพื่อให้ขัดกับภาพที่วางตัวสูงส่งในเื่
แน่นอน คนอ่านหญิงคงดีใจที่เห็นตัวร้ายที่ขัดขวางตายอย่างอนาถทรมาน แต่สำหรับผมมองว่าตัวละครที่ต้องให้พระเอกลงมือและใช้ลูกเล่นมากมายขนาดนั้นในการเอาชนะก็เรียกว่ามีน้อยหรือแทบไม่มีในเื่
”..ชื่อเสียงและจริยะของท่านอาจารย์นั้นสูงเทียมฟ้า ดุจตะวันกลางหาว หวังลี่ด้อยปัญญาจึงกราบเรียนท่านอาจารย์เพื่อแสวงหาความรู้”
จากนั้นหวังม่อ ก็เตรียมผ้าแพรของกราบไหว้อาจารย์ต่างๆมามอบให้กับนักพรตคิ้วขาว
อันที่จริงระบบที่วางไว้ของนักพรตคิ้วขาวและสำนักไท่ซานนี้
คนธรรมดาไม่สามารถมาเจอหน้าได้โดยตรง
จากการดำเนินการหวังม่อต้องดำเนินการผ่านนักเกาะกินที่เป็ศิษย์สายนอกของไท่ซาน
จากนั้นดำเนินการผ่านทางจดหมายผ่านศิษย์สายนอกไปสู่อาจารย์ในสำนัก อาจารย์ไปอาจารย์ใหญ่และมาสู่ท่านเ้าสำนัก หงซิ่วฉวนในที่สุด
โชคดีที่งบประมาณพวกนี้ได้รับการอนุมัติโดยอำมาตย์หวังไว้ก่อนแล้ว
ระบบของคนในโลกนี้หน้าตาเป็สิ่งสำคัญจริงๆ
“ล้มละลายไม่ว่า อย่าให้ข้าเสียหน้า”
คือแิของโลกนี้ไท่ซานนับเป็สำนักหนึ่งที่ถือว่าใหญ่ในเขตเมืองหลวง หากพรรคนี้ไปอยู่รอบนอกก็เรียกว่าสามารถครองแดนดินเรียกลมเรียกฝนได้
แต่ในกิเลสของคน หากไม่แสดงว่าตนเองเก่งกาจที่สุดในดินแดนที่คนที่เก่งทีสุดอยู่ เราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเราเก่งจริง?
นั่นล่ะครับ ทำให้สำนักในเมืองหลวงนั้นจะหัวสูงกว่าคนทั่วไปหรือสำนักนอกรอบไปอีกขั้นหนึ่ง
ผมใช้ความสามารถทางวิทยายุทธที่ฝึกมา พยายามไม่ให้ัที่ไหล่ทิ่มตาผมเมื่อคุกเข่าทำพิธีคารวะอาจารย์
“ฮืม เ้าช่างเป็เมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ที่ดี แววตาเที่ยงธรรม หลังเหยียดตรง กิริยาวาจาน่าชื่นชม
ต่อไปนี้เ้าคือศิษย์สายตรงของข้า หงซิ่วฉวนแล้ว หนึ่งในยอดฝีมือเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ จะมีเ้าเป็ศูนย์กลาง และเ้าพวกสำนักอื่นจะได้รับรู้ความร้ายกาจที่แท้จริงของสำนักเรา ฮา ฮา ฮา”
หงซิ่วฉวนหลังจากรับคารวะน้ำชาเป็อาจารย์แล้วก็หัวเราะ
เฮ้ย ผมนึกว่าจะรับผมเป็แค่ศิษย์รอบนอกเพราะเ้าหงซิ่วฉวนมันหยิ่งแต่นี่รับเป็ศิษย์โดยตรงเลยเรอะ
“ยินดีกับนายน้อยด้วย การรับเป็ศิษย์โดยตรงแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
หวังม่อ ยินดีเป็ลูกคู่อยู่ด้านข้าง
“ยินดีกับท่านปรมาจารย์ที่ได้รับศิษย์ที่เก่งกาจ”
อาจารย์ในสำนักก็ทำท่าเยินยอนักพรตคิ้วขาวสมกับเป็คนเชลียร์มืออาชีพ