บทที่ 11 ตุ๋นในหม้อเหล็ก
ในเรือนของฉู่หนิงเยี่ยน เตาชั่วคราวถูกสร้างขึ้นเรียบร้อยแล้วและมีหม้อใบใหญ่ถูกวางเตรียมพร้อมไว้ สมุนไพรทั้งหมดถูกวางแผ่ไว้บนโต๊ะเพื่อรอให้เสินอีตัวน้อยตรวจสอบ
เมื่อซูมู่มู่มาถึง นางก็รู้สึกพอใจกับการจัดการที่รวดเร็วของคนในจวนอ๋องยิ่งนัก ทว่ายามตรวจสอบยากลับพบสิ่งผิดปกติ
นางคว้าตัวเด็กสาวหน้ากลมคนหนึ่งออกมา "ท่านน้า เด็กคนนี้มีโหงวเฮ้งข่มท่านพี่หนิงเยี่ยนเ้าค่ะ"
"พาตัวออกไป! พ่อบ้าน ให้ทุกคนมารวมตัวกันให้มู่มู่ดูให้ละเอียดว่ายังมีใครที่มีโหงวเฮ้งไม่สมพงษ์กับเยี่ยนเอ้อร์อีก" เซียวเหยาอ๋องเฟยส่งสายตาให้ชุยหมัวหมัว
นางรีบควบคุมตัวคนออกไปทันทีและในไม่ช้าซูมู่มู่ก็ช่วยคัดคนที่โหงวเฮ้งข่มทั้งพี่หนิงเยี่ยนและพระชายาออกไปได้อีกหกคน
เซียวเหยาอ๋องเฟยสะกดกลั้นความโกรธ สั่งให้พาตัวออกไปให้หมดนางจะเชิญพี่ชายมาสอบสวน
"มู่มู่ ลำบากเ้าแล้ว ยาที่มีปัญหาเหล่านี้เปลี่ยนใหม่หมดแล้วต่อไปต้องทำอย่างไร?" ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการถอนพิษให้บุตรชาย นางแยกแยะความสำคัญได้ดี
"ยาเหล่านี้ถูกต้องแล้วเ้าค่ะ หลังจากต้มจนเดือดให้ทิ้งไว้ให้เย็นครึ่งชั่วยามจากนั้นจึงเริ่มให้ท่านพี่ลงไปนึ่ง ซึ่งต้องใช้เวลาสองชั่วยาม ระหว่างนั้นต้องคอยเติมไฟเพื่อรักษาอุณหภูมิของน้ำยา ต้องนึ่งติดต่อกันสามวันพิษม่วงมายาจึงจะถูกขับออกมาได้อย่างหมดจด" ซูมู่มู่อธิบายอย่างละเอียด
"ตกลง ข้าจะให้พวกเขาทำเดี๋ยวนี้" เซียวเหยาอ๋องเฟยถอนหายใจอย่างโล่งอก เพียงแค่สามวันเท่านั้น
ฉู่หนิงเยี่ยนมองสีหน้าของมารดาแท้ ๆ แล้วถึงกับพูดไม่ออก... เขารู้สึกว่าท่านแม่ดูจะพอใจเกินไปหน่อย นี่เขาถูกจับลงหม้อนึ่งยาไม่ใช่ลงไปแช่น้ำอาบ
"น้องมู่มู่ ตอนนึ่งนั้นต้องถอดเสื้อผ้าหรือไม่ แผลของข้ายังไม่หายดี..." เขาไม่อยากถอดเพราะเกรงจะเสียหน้า
"แผลของท่านไม่เป็ไรแล้ว แน่นอนว่าต้องถอดเ้าค่ะ ต้องเปลือยกายทั้งหมด หากท่านกลัวขายหน้า ก็ให้คนกางม่านรอบ ๆ ไว้" ซูมู่มู่กะพริบตาโต นางคงหมายความเช่นนั้นใช่หรือไม่!!
เซียวเหยาอ๋องเฟยมองดูใบหน้าที่เดิมทีซีดเซียวของบุตรชาย บัดนี้กลับกลายเป็สีแดงระเรื่อจึงรีบสั่งให้ชุยหมัวหมัวไปจัดการ
ไม่นานนัก น้ำยาก็เดือดพล่านไอน้ำร้อนระอุหมุนวนอยู่ในหม้อใบใหญ่
ฟืนถูกนำออก ฉู่หนิงเยี่ยนมองหม้อใบใหญ่แล้วมองดูตะแกรงไม้้า "ข้าต้องนั่งบนนั้นหรือ?"
"อื้อ! หากท่านไม่ชินกับสิ่งนี้เปลี่ยนเป็ชั้นไม้แกะสลักก็ได้เ้าค่ะ" ซูมู่มู่รู้ว่าตระกูลใหญ่มีความพิถีพิถันมาก
"ไม่ต้อง เอาอันนี้แหละ! น้องมู่มู่ เ้าออกไปกับท่านแม่ของข้าเถอะ!" ฉู่หนิงเยี่ยนรู้สึกว่านักพรตน้อยจงใจล้อเลียนเขา ต้องเป็เช่นนั้นแน่
"ข้าน่ะผ่านโลกมาเยอะ มีอะไรไม่เคยเห็นบ้าง ข้าจะอยู่ตรงนี้แหละไม่อย่างนั้นเ้าคงไม่ยอมเชื่อฟังง่าย ๆ แน่" เซียวเหยาอ๋องเฟยกลัวว่าบุตรชายจะห่วงหน้าตาจนไม่ยอมนึ่งตามข้อกำหนด
"พี่หนิงเยี่ยนจะปิดบังอาการไม่ยอมรักษาไม่ได้นะเ้าคะ ข้าต้องดูอาการของท่านเพื่อดูว่าครั้งหน้าต้องปรับเปลี่ยนตำรับยาหรือไม่ อีกอย่างข้าเพิ่งสี่ขวบท่านไม่ต้องเขินอายหรอก" ซูมู่มู่ลืมไปเสียสนิทว่าเมื่อครู่นางเพิ่งหน้าแดงต่อหน้าพระชายา
"เ้า... เ้าเป็เด็กผู้หญิง ต่อให้จะสี่ขวบก็ไม่ควรจ้องมองเด็กผู้ชายถอดเสื้อผ้า อาจารย์และศิษย์พี่บนเขาของเ้าไม่ได้สั่งสอนเ้าหรือ?" ฉู่หนิงเยี่ยนเริ่มลนลาน
เขาเพิ่งลุกขึ้นยืน ร่างกายยังไม่ฟื้นตัวดี จึงกระทืบเท้าเร่า ๆ ด้วยความขัดใจ
ซูมู่มู่หลุดขำออกมา "ท่านน้า ท่านพี่หนิงเยี่ยนโดนล้อไม่ได้จริง ๆ ด้วย ข้าดูเพียงสีหน้าและตรวจชีพจรของท่านเท่านั้น ส่วนที่อื่นข้าไม่ดูหรอก"
"ลูกรัก เ้าอายุยังน้อยเหตุใดจึงคิดมากเช่นนี้" เซียวเหยาอ๋องเฟยร่วมล้อเลียนบุตรชายด้วย
ฉู่หนิงเยี่ยนถูกทำให้โมโหจนกระทืบเท้าอีกครั้ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
"ท่านพี่คิดมากจะทำให้โตช้านะ ท่านอายุสิบขวบแล้วแต่ยังสูงไม่เท่าศิษย์พี่แปดของข้าเลย เขาเพิ่งจะเก้าขวบเอง" ซูมู่มู่มองฉู่หนิงเยี่ยน นอกจากส่วนสูงจะไม่พอแล้วรูปร่างยังดูผอมบางเกินไป
ฉู่หนิงเยี่ยนยืนเถียง"ท่านพ่อ ท่านแม่บอกว่า ข้าโตช้าในอนาคตต้องสูงถึงเก้าฉื่อแน่นอน"
"ท่านถูกหลอกแล้วเ้าค่ะ ข้าเคยตรวจโครงสร้างกระดูกของท่านแล้ว ท่านไม่มีทางสูงถึงเก้าฉื่อหรอก" ซูมู่มู่กล่าวอย่างจริงจัง
นางเป็หมอจะไม่เป็คนขี้โกหก
"งั้นข้าก็ยังดีกว่าเ้า ดูเ้าสิ ทั้งอ้วน ทั้งกลม ทั้งเตี้ย" ฉู่หนิงเยี่ยนกล่าวด้วยความโมโห
"ฉู่หนิงเยี่ยน ระวังคำพูดของเ้าด้วย" เซียวเหยาอ๋องเฟยรีบดุบุตรชายทันที
"ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ท่านน้า ข้ารู้ว่าท่านพี่หนิงเยี่ยนอิจฉาที่ข้าดูมีราศีดี อาจารย์บอกเสมอว่าข้าเหมือนเด็กรับใช้ข้างกายไท่ซ่างเหล่าจวิน" ซูมู่มู่ขยิบตาให้พระชายา
หลังจากโต้เถียงกันครู่หนึ่ง ฉู่หนิงเยี่ยนก็ไม่ต่อต้านเื่การลงหม้อนึ่งไปมากกว่านี้ เมื่อถึงเวลา ฉู่หนิงเยี่ยนก็ถอดเสื้อผ้าด้วยความหงุดหงิดโดยหันหลังให้พวกนางแล้วจึงลงไปในหม้อ ครั้งแรกในชีวิตที่ได้นั่งในหม้อ น้ำยาเอ่อขึ้นมาถึงหน้าอกเขาจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
แบบนี้ยอมรับได้ง่ายกว่าและดีกว่าที่จินตนาการไว้ตอนแรกมาก เซียวเหยาอ๋องเฟยมองบุตรชายที่ยอมรับการรักษาอย่างว่าง่ายก็นึกเลื่อมใสเด็กสาวคนนี้จริง ๆ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วดูเหมือนบุตรชายของนางต่างหากที่เป็เด็ก
หนึ่งเค่อต่อมา ซูมู่มู่เติมยาลงไปอีกสองสามชนิดจากนั้นจึงให้จวนอ๋องเตรียมอาหารให้นาง "ถึงวันที่ข้าต้องกินหมูสามชั้นน้ำแดงแล้วเ้าค่ะ ท่านน้า"
"กินหมูสามชั้นน้ำแดงต้องนับวันด้วยหรือ ชุยหมัวหมัวให้ห้องครัวรีบยกอาหารขึ้นมา" เซียวเหยาอ๋องเฟยได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย
ซูมู่มู่พยักหน้าอย่างดีใจ "ใช่เ้าค่ะ! อาจารย์บอกว่าข้าอ้วนเกินไป หมูสามชั้นน้ำแดงจึงกินได้เพียงห้าวันครั้ง ข้าเป็เด็กดี ไม่ทำให้พวกเขาต้องกังวล"
แม้ว่าอาจารย์และศิษย์พี่จะขัดสนเื่เงินทองแต่ความห่วงใยที่มีให้นางนั้นเป็เื่จริง เซียวเหยาอ๋องเฟยถึงกับอึ้งที่แท้การนับวันหมายถึงเื่นี้
"มู่มู่ของพวกเราช่างว่าง่ายจริง ๆ เช่นนั้นวันนี้กินให้เยอะหน่อย อีกห้าวันข้าจะให้คนส่งไปที่ตระกูลเมิ่ง" เซียวเหยาอ๋องเฟยกลัวว่าใต้เท้าเมิ่งจะจำไม่ได้แล้วนางจะต้องลำบาก
"กินเยอะไม่ได้เ้าค่ะ แต่ละครั้งกินได้เพียงเก้าชิ้น หากเกินมาแม้เพียงชิ้นเดียว อาจารย์จะบ่นเป็ชั่วยามเลย" ซูมู่มู่ทำจนเป็นิสัยไปแล้ว
"ตกลง เช่นนั้นเรากินเก้าชิ้น" เซียวเหยาอ๋องเฟยร่วมรับประทานอาหารกับเด็กสาว จากนั้นจึงให้คนนำอาหารรสอ่อนไปส่งให้บุตรชาย
เมื่อหมูสามชั้นน้ำแดงคำหนึ่งเข้าปาก ซูมู่มู่ก็รู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่งราวกับหนูที่มีความสุขที่ตกลงไปในถังข้าวสาร
"หมูสามชั้นน้ำแดงของจวนเรากับของสำนักพรตของเ้าอย่างไหนดีกว่ากัน" เซียวเหยาอ๋องเฟยเห็นท่าทางพึงพอใจของนางจึงอดไม่ได้ที่จะบีบแก้มเบา ๆ
ช่างน่าเอ็นดูจริง ๆ สิ่งนี้เป็สิ่งที่เ้าเด็กแสบไม่มี
"หมูสามชั้นน้ำแดงที่ศิษย์พี่แปดทำจะมีรสชาติดั้งเดิม ที่นี่ใส่ไข่นกกระทาและผักโวซุ่นด้วยหลากหลายกว่า ดีทั้งคู่เลย!" ซูมู่มู่พูดตามความจริง
"เป็เด็กดีจริง ๆ พรุ่งนี้ข้าจะให้พ่อบ้านส่งเสบียงไปที่สำนักพรตบ้าง เพื่อให้อาจารย์และศิษย์พี่ของเ้าได้กินของดี ๆ" เซียวเหยาอ๋องเฟยคิดว่าเหล่านักพรตสามารถเลี้ยงเด็กสาวได้ดีขนาดนี้ นางควรจะส่งเครื่องสักการะไปบ้าง
"ส่งไปก็ไม่มีประโยชน์เ้าค่ะ พวกเขาถูกลิขิตมาให้ยากจนเงินทองเก็บไว้ไม่อยู่ ตอนข้าลงเขา ข้าทิ้งเสบียงไว้ให้ไม่น้อยไม่รู้ว่าจะประทังได้นานแค่ไหน?" ซูมู่มู่รู้สึกว่าเนื้อในปากเริ่มไม่อร่อยขึ้นมา
แม้ว่านางจะใจแข็งลงเขามา แต่ก็ยังคงเป็ห่วงพวกเขาเสมอ
"เกิดมาเพื่อขัดสนเื่เงิน ทั้งกลุ่มเลยหรือ เช่นนั้นคนที่เลี้ยงสำนักพรตตามปกติก็คือเ้าน่ะสิ!" เซียวเหยาอ๋องเฟยเดาถูกในทันที
"เพราะฉะนั้นตอนข้าลงเขาจึงขัดสนจนเกือบจะต้องขายเครื่องรางแล้วก็ได้มาพบกับท่านพี่หนิงเยี่ยนผู้... ใจดีคนนี้เ้าค่ะ" คำว่า 'เศรษฐี' เกือบจะหลุดออกมา แต่ซูมู่มู่ยั้งไว้ได้ทันพร้อมกับยิ้มอย่างเขินอาย