บทที่ 25 ส่งมาสิ
“เงินนี่จะชดใช้มาหรือไม่ชดใช้ ถ้าไม่ชดใช้ งั้นก็ไปหาตำรวจกัน ให้มันได้อย่างนี้สิ อยู่มาจนป่านนี้ นี่เป็ครั้งแรกเลยที่เห็นครอบครัวที่ไม่มีเหตุผลได้ขนาดนี้” คุณครูหญิงคนนั้นพูดขึ้นอย่างไม่เกรงใจ
คุณพ่อซ่งคุณแม่ซ่งถึงกับหน้าเสียที่ได้ยินแบบนั้น ไม่ว่าเวลาไหน คำว่า ‘ตำรวจ’ ก็ใช้ได้เสมอ
“จ่าย! พวกเราจ่าย!” ในที่สุดคุณพ่อซ่งก็กัดฟันพูดออกมา แล้วให้คุณแม่ซ่งกลับบ้านไปนำเงินมา
ไม่ว่าจะยังไง ซ่งเจี๋ยก็เป็ลูกคนแรกของทั้งคู่ ความรักลูกนั้นมีอยู่แล้ว แต่พอเทียบกันระหว่างลูกทั้งสองคนในบ้านก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับซ่งเจี๋ยเท่าไหร่
คราวนี้หล่อนยังมาสร้างปัญหาอีก คุณพ่อซ่งก็ยิ่งแน่ใจว่าจะไม่ให้เธอเรียนต่ออย่างเด็ดขาด
“คุณครูเฉินครับ ยังมีอีกเื่ที่อยากจะขอรบกวนคุณด้วย ตอนนี้ครอบครัวพวกเราลำบากมาก คุณช่วยลองดูให้หน่อยได้ไหมว่าสามารถจะทำเื่ขอคืนค่าเล่าเรียนได้ไหม พวกเราจะไม่ให้ลูกเรียนต่อแล้วน่ะครับ” พอคุณแม่ซ่งเดินจากไป คุณพ่อซ่งก็พูดขึ้น
“พ่อ!” เวลานี้ซ่งเจี๋ยไม่สามารถทำตัวเป็คนนอกได้อีกต่อไป
ถ้าต้องเลิกเรียน ชีวิตนี้ของเธอก็จบสิ้นแล้ว ต้องแต่งออกไปกับผู้ชายที่อายุมากกว่าหลายปี มีลูกและใช้ชีวิตไปอย่างไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้
ต้องคอยดูแลผู้ชาย ลูก ๆ พ่อแม่สามีก็ต้องคอยปรนนิบัติ แล้วยังได้ยินมาว่าที่บ้านนั้นยังมีน้องชายอีกสองคน น้องสาวอีกหนึ่งคน อายุยังน้อยอยู่ และเพราะว่าเป็ลูกสาวคนเดียว เด็กคนนั้นเลยไม่ต่างอะไรกับปีศาจ ทุกคนยังไม่มีครอบครัว ถ้าหากตัวเองต้องแต่งเข้าไป ก็ไม่แคล้วต้องเข้าไปดูแลทั้งบ้าน
“พ่อคะ หนูยังไม่อยากเลิกเรียน หนูจะตั้งใจเรียน เื่ในวันนี้มันเป็เหตุสุดวิสัยนะ!” ซ่งเจี๋ยพูดพร้อมกับร้องไห้
“ไม่ได้! ยังไงก็ต้องเลิก จะเรียนไปทำไมฮะ! ตอนนี้ก็ไม่มีมหาวิทยาลัยให้เรียนต่อแล้ว ไม่สู้ออกไปทำงานหรือแต่งงานให้เร็วขึ้นหน่อย จะได้มาช่วยจุนเจือทางบ้านได้บ้าง ถ้าแกยังเรียนต่อ อาศัยแค่ฉันกับแม่แก แล้วน้องชายที่บ้านจะทำยังไง?” แิของคุณพ่อซ่งหนักแน่นมาก
ในตอนแรกคุณครูเฉินยังอยากเกลี้ยกล่อมพวกเขาให้เปลี่ยนความคิด แต่พอมาเห็นการแสดงออกของคนบ้านนี้ บวกกับนิสัยของซ่งเจี๋ยเองที่กล้าทำไม่กล้ารับ คุณครูเฉินก็เลิกคิดที่จะเกลี้ยกล่อม
“ได้ครับ ในเมื่อพูดออกมาอย่างนี้ งั้นเื่ทางนี้จะช่วยดำเนินการให้” คุณครูเฉินพูดขึ้น
“คุณครูคะ!” ซ่งเจี๋ยมองไปที่คุณครูเฉินอย่างไม่อยากจะเชื่อ
คุณครูเฉินไม่สนใจเธอ เมื่อครู่ตอนที่ซ่งเจี๋ยยืนอยู่เฉย ๆ มองดูพ่อแม่ตัวเองผลัดกันพูดเอาเปรียบเสิ่นทิงหง เขาก็รู้สึกผิดหวังในตัวลูกศิษย์คนนี้แล้ว
คนเราไม่มีความรู้ได้ แต่ควรมีพื้นฐานความเป็คน
แล้วนักเรียนที่เขาสอนก็ไม่ใช่เด็กเล็ก แต่เป็นักเรียนมัธยม มัธยมแล้วนะ ถ้าแม้แต่เหตุผลพื้นฐานพวกนี้ยังไม่เข้าใจ หลายปีที่เล่าเรียนมาก็ถือว่าสูญเปล่าจริง ๆ ให้เล่าเรียนต่อไปก็เท่านั้น
สายตาของซ่งเจี๋ยเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง พอคิดถึงสิ่งที่ต้องเผชิญต่อจากนี้ไปหลังจากเลิกเรียนไปแล้ว เธอก็แทบทนรับไว้ไม่ไหว
“เสิ่นทิงหง! เป็เพราะเธอ!” ซ่งเจี๋ยที่ชั่วขณะนั้นรู้สึกรับไม่ได้ จู่ ๆ ก็พุ่งเข้าไปทางเสิ่นทิงหงทันที
เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าเป็เพราะตัวเองอยู่มานานเกินไป พอเห็นซ่งเจี๋ยเดินปรี่เข้ามาจะลงไม้ลงมือ สัญชาตญาณก็บอกให้รีบหลบ แต่กลับพบว่าคุณครูหญิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้หยุดฝ่ามือของซ่งเจี๋ยไว้ได้ก่อนแล้ว
ก่อนหน้านี้ดูเป็คุณครูที่อ่อนโยนใจกว้างชัด ๆ แต่ตอนนี้ดู ๆ ไปกลับเหมือนจอมยุทธ์กล้าหาญผู้ผดุงคุณธรรม
เสิ่นทิงหงรู้สึกอบอุ่นใจ ความรู้สึกที่ได้รับการปกป้องมันดีจริง ๆ
คุณครูในชาติก่อนต่างกลายเป็คนหลงอำนาจกันไปหมด มองเห็นความสำเร็จของตัวเป็เื่หลัก สิ่งแรกที่ทำเมื่อเปิดเรียนเลยกลายเป็การตรวจสอบพื้นเพทางบ้านของนักเรียน เสิ่นทิงหงเป็แค่เด็กกำพร้าที่ผ่านมาจึงได้รับแต่การละเลย
ภายหลังมีอันธพาลที่มีคนหนุนหลังมาหาเื่ เด็กสาวไปหาครูที่ปรึกษากลับได้คำตอบกลับมาว่า “ทำไมเขาถึงต้องมาหาเื่เธอไม่ไปหาเื่คนอื่น หึ บางทีเธอควรจะพิจารณาตัวเองดูบ้างนะ”
น่าขำที่สุด ต่อมาเวลามีใครมาแกล้ง เธอก็จะตอบโต้กลับไปเอง ไม่เคยไปหาคุณครูเพื่อทวงความยุติธรรมอีก เพราะเธอรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์
แต่เวลานี้กลับได้เจอคุณครูของเ้าของร่างเดิมที่พบเจอเพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งไม่รู้จักแม้แต่ชื่อออกโรงปกป้อง เธอรู้สึกอบอุ่นใจจริง ๆ
“นักเรียน ช่วยระวังมือไม้ตัวเองหน่อย ถ้าเกิดลงมือทำร้ายคนขึ้นมาจริง ๆ ละก็ พวกเราคงได้แต่ไปแจ้งตำรวจแน่” เวลาคุณครูหญิงพูดนั้นดูจริงจังมาก ััได้เลยว่ามีอารมณ์โกรธร่วมด้วย
ซ่งเจี๋ยได้แต่อึ้ง ล้มพับลงไปนั่งบนพื้นทันที แล้วเริ่มร้องไห้อีกครั้ง
“พวกคุณมันพวกเดียวกันนี่ พวกคุณทุกคนเอาแต่รังแกฉัน!”
ซ่งเจี๋ยร้องห่มร้องไห้จนวุ่นวาย จนคุณครูที่ไม่มีสอนซึ่งอยู่ในห้องนั้นได้แต่ขมวดคิ้ว แต่กลับไม่มีใครเข้าไปปลอบ แม้แต่พ่อของซ่งเจี๋ยก็นิ่งเฉย
รอจนซ่งเจี๋ยร้องไห้ไปสักระยะ คุนแม่ซ่งก็กลับมา พร้อมนำเงิน 5 หยวนกับตั๋วอุตสาหกรรมไม่กี่ใบมาให้เสิ่นทิงหงอย่างไม่เต็มใจ
เสิ่นทิงหงไม่ใส่ใจสักนิด แต่ก็อดพูดออกไปไม่ได้ว่า “ส่งมาสิ!”
เป็ซ่งเจี๋ยที่ทำไม่ถูกั้แ่แรกแท้ ๆ เธอแค่ทวงค่าชดใช้คืนให้กับของของตัวเอง มีอะไรให้รู้สึกผิดกัน
คุณแม่ซ่งได้รู้จากคุณพ่อซ่งว่าได้เริ่มทำเื่ขอเลิกเรียนไปแล้วก็รู้สึกพอใจมาก ถ้าเป็วันปกติทั่วไปแล้วเห็นซ่งเจี๋ยร้องไห้จนเป็สภาพนี้ก็คงปวดใจไม่น้อย
แต่เพราะว่าเพิ่งเสียเงินและตั๋วก้อนใหญ่ไปหมาด ๆ ตอนนี้จึงยังรู้สึกโกรธ เลยไม่มีอารมณ์จะเข้าไปปลอบลูกสักนิด
ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าเงิน 5 หยวนกับตั๋วอุตสาหกรรมมีความสำคัญขนาดไหน มีหลายคนที่ยอมเอาตั๋วอุตสาหกรรมไปแลกกับตั๋วเนื้อที่ตลาดมืด ราคาเนื้อเวลานี้อยู่ที่ 1 หยวนต่อ 1 จิน ถ้าเอาไปแลกเป็ตั๋วเนื้อมา จะสามารถเอามาทำอาหารเลี้ยงครอบครัวได้อีกหลายวัน
พอมาโดนลูกสาวทำเสียเื่แบบนี้ คุณแม่ซ่งก็เริ่มรู้สึกไม่ดีกับลูกคนนี้ ลูกชายที่บ้านมีโอกาสกินเนื้อสัตว์ไม่บ่อยนัก ไม่ทันไรยังต้องเสียเนื้อไปตั้งหลายชิ้นซะแล้ว
ในที่สุดซ่งเจี๋ยก็เข้าใจว่าการร้องไห้ของตัวเองใช้ไม่ได้ผล พวกเขาไม่คิดจะมาสนใจอะไรตนเองอีกต่อไปแล้ว
“ฉันมีอะไรจะพูดหน่อย!” ทันใดนั้นซ่งเจี๋ยก็โพล่งขึ้น
ทุกคนต่างหันมองมาที่เธอ เสิ่นทิงหงไม่อยากจะอยู่ฟังเธอส่งเสียงจี๊ด ๆ อีก และพูดกับคุณครูว่า “ขอบคุณคุณครูทุกท่านที่ช่วยทวงความเป็ธรรมให้นะคะ ตอนนี้ไม่มีเื่ที่เกี่ยวกับฉันแล้ว ขอตัวกลับห้องเรียนก่อนนะคะ”
คุณครูต่างพยักหน้าให้ เมื่อเทียบกันขึ้นมา ความประทับใจที่พวกเขามีต่อเสิ่นทิงหงก็ไม่อาจดีมากไปกว่านี้ได้อีก
เสิ่นทิงหงเพิ่งเดินถึงประตู ก็ได้ยินซ่งเจี๋ยพูดขึ้น “ฉันมีคนที่คบด้วยแล้ว เขาคือฟางจั๋ว ฉันจะเรียนต่อ!”
หลังจากนั้นก็เป็เสียงก่นด่าของคุณพ่อซ่งคุณแม่ซ่ง ต่อมาไม่รู้ซ่งเจี๋ยไปกระซิบว่าอะไรที่ข้างหู ทั้งคู่จึงได้เริ่มโวยวายขึ้นมาว่า้าพบผู้ปกครองของฟางจั๋ว…
เสิ่นทิงหงชะงักไปชั่วครู่ แล้วรีบเดินจ้ำออกไปอย่างรวดเร็ว เ้าตุ้ยนุ้ยน้อยคนนั้นถือว่าเป็คนไม่เลวเลยด้วยสิ ต้องไปบอกให้รู้สักหน่อยจะได้หาทางหนีทีไล่เพื่อเลี่ยงเคราะห์ร้ายครั้งนี้