ชีชีมองความยินดีในดวงตาของทุกคนออกเธอจึงเริ่มหักกิ่งเถาวัลย์มาขดเป็วงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสิบห้าเิเแล้วทำเงื่อนรูดสำหรับดักเท้า
ขณะที่ลงมือทำเธอก็อธิบายให้ทุกคนฟังไปด้วย “ทำตามฉันแบบนี้นะคะจำไว้ว่าต้องทำเป็เงื่อนตายที่คลายออกได้ (เงื่อนรูด) นะคะ”
พี่สะใภ้หลี่และคนอื่นๆต่างพากันทำตามอย่างตั้งใจ ทุกคนทำขึ้นมาคนละสามวง
“ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการเลือกตำแหน่งที่จะวางกับดักค่ะ”
ชีชีเดินนำหน้าพลางสังเกตพื้นดินไปด้วย
คนอื่นๆเดินตามหลังมาด้วยความกระตือรือร้นในหัวของแต่ละคนล้วนมีแต่ภาพเนื้อกระต่ายตุ๋นในมื้อค่ำจนเผลอกลืนน้ำลายออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“ตรงนี้แหละค่ะ”
“ทำไมถึงต้องเลือกตรงนี้ล่ะ?”
พี่สะใภ้หลี่มองไปยังจุดที่ชีชีบอกด้วยความสงสัยเธอพยายามมองหาแล้วแต่ก็ไม่เห็นว่ามันจะพิเศษตรงไหน
“กระต่ายถ้ามันแน่ใจว่าเส้นทางไหนปลอดภัย มันก็จะเดินซ้ำทางเดิมค่ะพวกพี่ลองดูสิคะ มูลตรงนี้ยังใหม่มาก แสดงว่าต้องมีกระต่ายผ่านมาแน่นอน”
“ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง ถ้าคุณไม่บอก พวกเราคงไม่มีทางรู้เลย”
“พอดักบ่อยๆ เดี๋ยวก็มีประสบการณ์เองค่ะ” ชีชียิ้มหวานพลางผูกกับดักที่ทำเสร็จแล้วเข้ากับกิ่งไม้“ให้สูงจากพื้นประมาณหนึ่งกำปั้นก็ใช้ได้แล้ว”
ทุกคนจดจำคำพูดของเธอไว้แล้วแยกย้ายกันไปหาจุดที่เหมาะสมในบริเวณใกล้เคียงเพื่อวางกับดัก
ชีชีอาศัยจังหวะนั้นหยดน้ำพุิญญาลงบนเถาวัลย์เพียงหนึ่งหยดสัตว์ป่ามีประสาทััการดมกลิ่นที่ไวมาก เธอหวังว่ามันจะดึงดูดพวกมันให้มาติดกับ
หลังจากวางกับดักต่อเนื่องกันสามจุดชีชีก็เดินตามทุกคนไปเก็บผักป่า
ูเาลูกนี้กว้างใหญ่ก็จริงแต่ก็ไม่อาจสู้จำนวนคนในกองทัพที่มีมากมายได้ผักป่าที่กินได้บริเวณชายป่าจึงมีน้อยนิดเหลือเกินทุกคนช่วยกันวุ่นอยู่นานครึ่งค่อนวัน แต่กลับเก็บได้เพียงก้นตะกร้าเท่านั้น
พี่สะใภ้หลี่ถอนหายใจ“เอาเถอะ มีก็ยังดีกว่าไม่มี พอให้ต้มข้าวต้มผักป่าได้สักมื้อละกัน”
ออกมาด้วยท่าทีเอิกเกริกขนาดนี้แต่กลับได้ผลผลิตเพียงเล็กน้อย ชีชีรู้สึกไม่ค่อยยินดีนัก
“พวกเราลองเข้าไปข้างในกันอีกหน่อยไหมคะ ผักป่าแถวนี้ถูกเก็บไปจนหมดแล้ว”
“ไม่ได้เชียวนะ!” พี่สะใภ้หลี่รีบดึงเธอไว้ “ในป่าลึกมีหมาป่า ถ้าเกิดไปเจอมันเข้าจริงๆพวกเราไม่มีทางรอดกลับมาได้หรอก”
“งั้นไม่ไปก็ได้ค่ะ” ชีชีพยักหน้าตามน้ำอย่างว่าง่าย“เราไปดูที่ดักกระต่ายกันเถอะค่ะ”
“ได้เลย!”
เมื่อพูดถึงกระต่ายทุกคนก็พากันน้ำลายสอจนกลั้นไม่อยู่ จำไม่ได้แล้วว่าไม่ได้กินเนื้อมานานแค่ไหน
ตลอดทางที่เดินไปกับดักของพี่สะใภ้หลี่และคนอื่นๆ ยังคงวางอยู่นิ่งสงบ อย่าว่าแต่ตัวกระต่ายเลยแม้แต่ขนกระต่ายสักเส้นก็ไม่เห็น
เมื่อครู่คาดหวังไว้มากเพียงใดยามนี้ก็ผิดหวังมากเพียงนั้น แต่ละคนต่างพากันคอตกเดินก้มหน้า
“คิดฟุ้งซ่านไปเองแท้ๆ พวกเราจะไปดักกระต่ายได้ยังไงกัน”
“ดักไม่ได้ก็ไม่เป็ไร ถือว่ามาเป็เพื่อนสหายชีเล่นๆ ก็แล้วกัน”
“นั่นสิ งานแบบนี้ต้องปล่อยให้พวกผู้ชายเขาทำ พวกเราน่ะไม่ไหวหรอก”
ถึงปากจะพูดเช่นนั้นแต่ในใจของทุกคนต่างก็รู้สึกขมปร่าอยู่ลึกๆ
“ลองไปดูของฉันดูนะคะ”
ชีชีเดินนำหน้าไปพลังงานของคนอื่นๆ ดูจะลดฮวบลงไม่ตื่นเต้นเหมือนตอนแรก แต่ก็ยังคงเดินตามไป
“คุณพระ! มีกระต่ายจริงๆ ด้วย!”
เสียงอุทานของพี่สะใภ้หลี่ดึงดูดให้ทุกคนรีบวิ่งกรูเข้ามา
“์! มีกระต่ายติดกับจริงๆ เหรอเนี่ย!”
“โอ้พระเ้า สหายชีนี่โชคดีประดุจ์ประทานจริงๆ ติดทั้งสามกับดักเลยแถมแต่ละตัวยังอ้วนท้วนสมบูรณ์มาก!”
ชีชีปลดกระต่ายออกจากกับดักแล้วโยนใส่ตะกร้า“มื้อเที่ยงนี้พวกพี่ไม่ต้องทำกับข้าวกันนะคะมากินกระต่ายที่บ้านฉันเถอะ”
“จะดีเหรอจ๊ะ ลำบากใจแย่เลย คุณอุตส่าห์ดักมาได้ยากลำบาก เก็บไว้กินเองเถอะ”
ในยุคสมัยที่เสบียงอาหารของทุกบ้านถูกจำกัดจำนวนเช่นนี้น้อยนักที่จะมีคนเอ่ยปากเชิญใครไปกินข้าวที่บ้าน
เพราะนั่นหมายความว่าหากคุณกินส่วนแบ่งของคนอื่นไป เ้าของบ้านก็ต้องยอมอด
วันนี้ชีชีเพียงแค่อยากทดลองดูเท่านั้นไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จขนาดนี้
ในอนาคตเธอคงไม่ขาดแคลนเนื้อป่าแน่นอน
ทว่าสัตว์ในป่าถือเป็ของส่วนรวมตามหลักการแล้วแม้จะล่าได้ก็ต้องส่งมอบให้รัฐ
แต่นี่เป็เื่ประเภทที่ว่า'หากไม่มีใครแจ้งความ เ้าหน้าที่ก็ไม่สืบสวน'
หากไม่มีใครรายงานเบื้องบนก็มักจะหลับตาข้างหนึ่งไปเสีย
แต่ถ้าชีชีแอบกินเนื้ออยู่บ่อยครั้งโดยที่คนอื่นได้แต่นั่งมองตาละห้อยก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนตาแดงด้วยความอิจฉาจนไปรายงานเธอเข้าก็ได้
ดังนั้นเธอจึงเข้าใจหลักการที่ว่า 'ผู้เห็นย่อมมีส่วน'หากทุกคนได้ลิ้มรสสักคำ ก็จะไม่มีใครว่าใครได้
“พี่สะใภ้อย่าเกรงใจฉันเลยค่ะ ถือว่ามาช่วยขึ้นบ้านใหม่ให้ฉันด้วยลู่เหย่ไม่อยู่บ้าน ฉันกินข้าวคนเดียวมันเหงาจะตายไป”
“ไม่ล่ะๆ ที่บ้านยังมีเ้าพวกลูกลิงรอข้าวอยู่ รีบลงเขากันเถอะ”
ชีชีมีความรู้สึกที่ดีต่อพี่สะใภ้กลุ่มนี้พวกเธอล้วนมีคุณธรรม ไม่ใช่คนประเภทที่เห็นคนอื่นได้ดีแล้วทนไม่ได้และไม่ใช่พวกที่เห็นใครมีของดีก็วิ่งเข้าใส่เพื่อหวังจะเอาเปรียบ
เมื่อกลุ่มคนลงจากเขาก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ชีชีนำกระต่ายมามัดห้อยหัวลงกับเสากรีดรอยเปิดที่ขาหลังทั้งสองข้างจากนั้นใช้มือทั้งสองจับรอยแยกแล้วออกแรงกระชากลงมาเพียงครั้งเดียวหนังกระต่ายทั้งผืนก็ถูกถลกออกมาอย่างง่ายดาย
“ให้ตายสิ! แม่หนูคนนี้ไม่เบาเลย ท่าทางคล่องแคล่วแบบนี้ดูแล้วไม่ธรรมดาจริงๆ”
คนที่พูดคือป้าหวังที่อาศัยอยู่บ้านติดกันแม้สองบ้านจะมีกำแพงกั้น แต่กำแพงก็ไม่สูงนัก แค่เขย่งเท้าก็มองเห็นได้แล้ว
ป้าหวังเป็คนชอบสอดรู้สอดเห็นเมื่อเห็นชีชีขึ้นเขาไปั้แ่เช้ามืด ก็อยากรู้ว่าเธอจะได้อะไรกลับมาบ้าง
ไม่นึกเลยว่าพอชะโงกหน้ามาดูจะเห็นเธอกำลังถลกหนังกระต่ายอยู่พอดี
ชีชียิ้มให้เธอ“ฉันโตมาในชนบทค่ะ ั้แ่เล็กก็วิ่งตามพวกพรานในหมู่บ้านไปทั่วเขาเลยพอจะรู้อะไรมาบ้างเล็กน้อย”
“เห็นหน้าตาขาวผ่องจิ้มลิ้มแบบนี้ นึกว่าเป็สาวเมืองกรุงเสียอีก”
“บ้านฉันอยู่ที่เมืองจิงค่ะ เพียงแต่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่”
คำพูดนี้ฟังดูเหมือนมีเบื้องลึกเื้ัป้าหวังรีบผึ่งหูรอฟังทันที
ทว่าชีชีกลับไม่พูดต่อหญิงสาวเริ่มหันไปจัดการกระต่ายที่เหลืออีกสองตัว
เมื่อเห็นกระต่ายสามตัวนั้นอ้วนท้วนกลมกลิ้งอย่างน้อยตัวหนึ่งก็น่าจะหนักถึงสี่ห้าชั่งป้าหวังถึงกับเผลอกลืนน้ำลายลงคอไปหลายอึก
“เธอนี่เก่งจริงๆ นะเนี่ย ขนาดพวกผู้ชายยังไม่แน่ว่าจะจับกระต่ายได้เลย”
“ท่านผู้นำเคยกล่าวไว้ว่า ผู้หญิงก็แบกรับฟ้าไว้ครึ่งหนึ่งงานอะไรที่ผู้ชายทำได้ พวกเราก็ทำได้ไม่แพ้กันค่ะ”
“จ้า... เธอนี่ช่างพูดจริงๆ”
ชีชีคุยไปพลางแต่มือก็ไม่หยุดนิ่ง
เพียงไม่นานเธอก็จัดการกระต่ายทั้งสามตัวจนสะอาดสะอ้านสับเป็ชิ้นขนาดเท่าหัวแม่มือ ล้างเืออกจนหมดแล้วใส่ลงในกะละมังใบใหญ่
เธอใส่ซีอิ๊วขาวเกลือ เหล้าสำหรับปรุงอาหาร และต้นหอมั์ลงไปหมักไว้
ระหว่างที่รอเธอได้นำแป้งบัควีทผสมกับแป้งสาลีขาว นวดเป็ก้อนแป้งแล้วพักไว้ให้ขึ้นฟู
จากนั้นก็นำพริกแห้งมาตัดเป็ท่อนสั้นๆทุบขิง สับกระเทียม เตรียมเครื่องเทศและพริกไทยเสฉวน (ฮวาเจียว) ไว้พร้อมสรรพ
เธอเทน้ำมันเมล็ดผักกาดลงในกระทะปริมาณเท่ากับเนื้อกระต่าย
หากพี่สะใภ้หลี่มาเห็นวิธีทำอาหารแบบนี้เข้าคงต้องต่อว่าเธอว่าใช้เงินมือเติบเป็แน่
เมื่อน้ำมันร้อนจัดจนควันกรุ่นแล้วรอให้อุณหภูมิลดลงเหลือประมาณแปดส่วน จึงใส่เนื้อกระต่ายลงไปเร่งไฟแรงแล้วผัดอย่างต่อเนื่อง
พอเนื้อกระต่ายเริ่มเปลี่ยนสีชีชีก็ใส่พริก ขิง กระเทียม และเครื่องเทศส่วนหนึ่งลงไปผัดรวมกัน
เธอหมั่นเติมพริกลงไปเรื่อยๆพลางผัดไปจนเนื้อกระต่ายกลายเป็สีเหลืองทอง จึงหรี่ไฟลงแล้วใส่พริกชุดสุดท้ายลงไป
เมื่อน้ำมันที่ผัดเนื้อกระต่ายเริ่มน้อยลงเธอจึงเติมซีอิ๊วขาวและเหล้าปรุงอาหารเพื่อปรุงรส
จนกระทั่งเนื้อกระต่ายเปลี่ยนเป็สีน้ำตาลทองและน้ำในน้ำมันระเหยจนหมดสิ้นเธอจึงรีบตักขึ้นจากกระทะทันที
ั้แ่เนื้อกระต่ายลงกระทะจนถึงตักขึ้นใช้เวลาประมาณสามสิบถึงสี่สิบนาทีการต้องผัดอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ถือเป็งานที่ต้องใช้แรงไม่น้อยเลย
ชีชีขยับแขนที่เริ่มล้าเล็กน้อยเธอหยิบงามาโรยหน้าหนึ่งกำมือ แล้ววางพักไว้ให้เย็นก่อนจะรับประทาน
ถึงตอนนี้แป้งก็ขึ้นฟูได้ที่แล้วชีชีจึงรีบนวดแป้งแบ่งเป็ก้อนเล็กๆ แล้วนำขึ้นลังถึง
หมั่นโถวแป้งผสมสองชนิดนึ่งจนสุกหอมกรุ่น
ชีชีหยิบชามใบใหญ่หลายใบออกมาจากพื้นที่มิติตักกระต่ายผัดพริกแห้งที่เพิ่งทำเสร็จใส่จนเต็มชาม
พี่สะใภ้ที่ขึ้นเขาไปด้วยกันมีห้าคนรวมกับป้าหวังบ้านข้างๆ แบ่งให้บ้านละชามเท่านี้ก็ไม่มีใครสามารถพูดอะไรลับหลังเธอได้อีกแล้ว