ยามพลบค่ำของเมืองจิ่นหลิงมีความคึกคักเป็ที่สุดแผงลอยตามตรอกต่าง ๆ เริ่มจุดตะเกียงน้ำมัน กลิ่นหมูย่างโชยผ่านกลิ่นยาจีน กลิ่นควันกับกลิ่นสมุนไพรผสมกันจนเกิดกลิ่นเฉพาะของเมืองชายแดนคืนนี้อากาศมีไอน้ำบาง ๆ พัดผ่าน ทำให้ลมหวนเย็นแต่ไม่ถึงกับหนาว เสียงคนคุยเสียงล้อเกวียน เสียงประตูไม้ถูกเปิดปิดเป็จังหวะ เหมือนเมืองทั้งเมืองกำลังหายใจ
ที่โรงเตี๊ยม “เมฆอุ่น” บรรยากาศภายในอบอวลไปด้วยความคึกคักที่แตกต่างจากยามเช้าห้องครัวยังมีไออาหารลอยฟุ้งจนคนผ่านต้องกลืนน้ำลายส่วนห้องพักชั้นบนซึ่งเป็ของเจียงฟานเงียบสงบกว่าเล็กน้อย—มีเพียงเสียงกระดาษตำราเก่าๆ ที่เขาพยายามอ่าน และเสียงหายใจของหลินเทียนที่นั่งสวดมนต์อย่างตั้งใจในมุมหนึ่ง
เจียงฟานนั่งพิงหน้าต่าง กระดาษโบราณวางกึ่งเปิดบนตักเขาพยายามอ่านประโยคคด ๆแต่ใจจริงกลับคิดถึงซองบะหมี่และกะหล่ำปลีผัดพริกเมื่อคืนมากกว่าเมื่อเขาเอนตัวพิงกรอบหน้าต่าง เสียงรบกวนจากถนนด้านล่างก็ดังขึ้นอย่างฉับพลัน
“เอา! ส่งปรมาจารย์ที่ซ่อนเร้นออกมาเดี๋ยวนี้! ไม่งั้นพวกเราจะเผาเมืองนี้ให้เป็เถ้าถ่าน!”
เสียงะโดังมาจากกลุ่มคนด้านล่าง เสียงแหบกร้าวสะท้อนความคับแค้นและความก้าวร้าว
เจียงฟานเงยหน้าขึ้น ครางในลำคอเบา ๆ
“ใครอีกแล้ววะเนี่ย...” เขาวางตำราแล้วหันหน้าไปดูทิวทัศน์ยามค่ำ
หลินเทียนที่นั่งสมาธิอยู่ใกล้ ๆ อ้าปากงับความตั้งใจแล้วลืมตาขึ้นใบหน้าของเขาพลันเคร่งขรึมทันที
“ท่านอาจารย์! พวกมันคือ ‘กลุ่มโจรูเาโลหิต’! จ้าวหู่เป็หัวหน้า!พวกนี้ฝึกวิชาที่สกปรกและชั่วสุดจิต!” เสียงของหลินเทียนสั่นด้วยความระทึก
เจียงฟานหาวเบา ๆ แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก
“โจร? จะบุกก็บุกไปสิ จะะโเสียงดังทำไมกัน?น่ารำคาญชะมัด”
คำพูดนั้นออกมาเรียบง่าย เมื่อเจียงฟานเอ่ยคำว่า ‘น่ารำคาญ’เขาไม่ได้คิดอะไร แต่ในร่างของเขาเวลานี้มีปราณเซียนสะสมอยู่มากกว่าปกติเหมือนฟองที่ซึมซับพลังจากอากาศรอบตัวซึ่งทำให้คำพูดธรรมดากลายเป็คลื่นพลังบางประการที่ไหลผ่านอากาศ
คำพูดนั้นค่อย ๆ แผ่ลงสู่ถนนด้านล่างอย่างช้า ๆ แต่ทรงพลัง
“เสียงดัง…น่ารำคาญจัง…”
— ณ หน้าโรงเตี๊ยม —
จ้าวหู่ยืนอยู่ตรงกลางกลุ่มโจรผิวหน้าดำคล้ำเพราะเหงื่อและควันไฟ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจแต่ทันใดนั้นราวกับว่าความมั่นคงนั้นถูกมือมองไม่เห็นบีบเข้าไปจนหายใจลำบาก
คำพูดที่แ่เบาเหมือนไร้น้ำเสียงดังขึ้นในความรู้สึกของทุกคน
“เสียงดังน่ารำคาญจัง...”
จ้าวหู่สะดุ้ง มือที่กำดาบแน่นคลายลงสักนิดความหนักแน่นในหัวใจเปลี่ยนเป็ความวุ่นวายพลังปราณที่เขาคิดว่าแข็งแกร่งเริ่มไหลผิดทิศ ความคิดต่อสู้กลายเป็ความอ่อนแอ
สมุนคนหนึ่งพยุงไว้ไม่อยู่ ล้มทั้งยืนมือกุมขมับร้องด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“หัวหน้า...ข้ารู้สึก...เหมือนข้าแยกแยะความหมายของเสียงไม่ได้แล้ว!”
จ้าวหู่ทำหน้าไม่เชื่อ แต่ลึก ๆ ในอกกลับรู้สึกหนาวเหน็บ
“นี่มันคาถาอะไร... ทำไมเสียงของพวกเราในหัวเหมือนถูกตัดสิน?”เขารู้สึกเหมือนถูกมดกัดใจ สติเริ่มพร่ามัว
คำว่า “เสียงดังน่ารำคาญ” ที่หลุดออกจากปากเจียงฟานกลายเป็พลังจิตที่โจมตี ‘ความสมดุลทางใจ’ ของผู้รุกราน มันไม่ได้ทำร้ายเนื้อหนังแต่ทำให้ความตั้งมั่นในตัวพวกเขาผุพัง จากความคิดที่้าโหดกร้าน กลับกลายเป็ความอับอายและความกลัวในใจตนเอง
“นี่คือ…คาถาสะกดจิตสังหารไร้เสียง!”สมุนที่เคยเป็พ่อค้ามาก่อนะโด้วยน้ำเสียงเบา ๆ เหมือนคนเห็นผี
“พวกเราถูกพิพากษาโดยเสียงแห่งความไม่พอใจ!”
จ้าวหู่ทรุดลงลงกราบวงที่หน้าประตูโรงเตี๊ยมอย่างกะทันหัน
“ท่านปรมาจารย์...ขออภัย!พวกข้าไม่กล้าทำลายความสงบของท่านอีกต่อไป!” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
ฝูงโจรรีบลุกขึ้น แล้ววิ่งหนีออกไปอย่างไม่คิดชีวิตเหมือนถูกไล่ด้วยลมร้าย ทิ้งไว้เพียงฟุ่นผงและกลิ่นปราณมืดจาง ๆ ที่ค่อย ๆเลือนหาย
— ภายในห้องชั้นบน —
หลินเทียนยืนตัวตรง ตาประสานกับประตูที่ปิดลงเขากลืนน้ำลายด้วยความเคารพและความตื่นตะลึง
“ท่านอาจารย์! ท่านใช้ 'วิถีแห่งการไม่กระทำ'อย่างเหนืุ์! คำหนึ่งคำของท่านเป็เหมือนดาบตัดหัวใจศัตรู!”เขาพูดด้วยความเคารพล้นเหลือ
เจียงฟานทอดสายตาไปยังหลินเทียน เบื่อหน่ายปนขำ “ฉันแค่บ่นว่าเสียงดังน่ารำคาญแล้วพวกนั้นก็หนีไปเอง มันไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรเลยนะ”
หลินเทียนก้มหัวอย่างรวดเร็ว “ไม่...ไม่หรอกครับ!การไม่ตั้งใจของท่านเองก็คือ ‘การทำลายพันธนาการแห่งการยึดติด’!ข้าน้อยจะจดบันทึกคำว่า ‘เสียงดังน่ารำคาญ’ ไว้ในคัมภีร์ของท่าน!”
เจียงฟานถอนหายใจ พิงเก้าอี้แล้วอมยิ้ม “เอาเถอะ เก็บไปเถอะแต่คราวหน้าถ้าพวกนั้นกลับมา อย่าลืมเอาไข่เจียวไปให้พวกเขากินด้วยเผื่อจะทำให้พวกเขาสงบลงด้วยรสชาติ” เขาพูดติดตลก
หลินเทียนหน้าตาจริงจังกลายเป็ตื่นเต้น “ไอเดียเยี่ยม!อาหารสามารถเป็โอสถแห่งการเปลี่ยนใจได้!” เขาะโออกไปนอกประตูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เจียงฟานมองหน้าตำราโบราณที่ยังวางอยู่บนตักเขากระซิบกับตัวเองเบา ๆ
“โลกนี้มันบ้าจริง ๆ แต่...ก็ทำให้ชีวิตมีเื่ให้หัวเราะเยอะดี”
เสียงหัวเราะเงียบ ๆ ของเขาดูเหมือนเป็สิ่งปกติ แต่สำหรับหลินเทียนมันอาจกลายเป็คัมภีร์บทใหม่—เพราะทุกคำ ทุกการกระทำของเจียงฟานจะถูกตีความและบันทึกไว้เสมอ
คืนนั้นเมืองจิ่นหลิงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง แต่ผู้คนยังคงพูดถึงเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นหน้าโรงเตี๊ยมบ้างก็เล่าเป็นิทานเล็ก ๆ ให้เด็ก ๆ ฟัง บ้างก็ยกเป็คำสอนใหม่ประดับบทสนทนา
และเจียงฟาน—ชายผู้บ่นง่าย ๆที่ไม่เคยคิดจะเป็ฮีโร่—ก็นั่งจดบันทึกเล็ก ๆ ในสมุดบัญชีของเขาเื่ค่าใช้จ่ายของโรงเตี๊ยม รายรับจากลูกค้าที่มากขึ้นจากไข่เจียวกะหล่ำปลีและ...แผนการเล็ก ๆ ที่จะหาเงินพอเป็ค่าตั๋วข้ามมิติ
“เอาเถอะ” เขาพึมพำ “ถ้าคำบ่นของฉันสามารถไล่โจรได้มันก็อาจจะใช้ไล่ปัญหาอื่น ๆ ได้ด้วย—เช่นค่าเช่าห้อง ที่ต้องจ่ายทุกเดือน”
หลินเทียนยืนมองเขาด้วยสายตานมัสการและความหวัง“ท่านอาจารย์…ข้าน้อยจะบันทึกคำสอนนี้เป็บทที่ห้าในคัมภีร์:‘คาถาแห่งความไม่ใส่ใจ’”
เจียงฟานยักไหล่ “เอาสิ เอาชื่อเท่ ๆ มาเถอะแต่อย่าลงวันที่ฉันบ่นตอนเหนื่อยล้าแล้วกัน”
หัวเราะเบา ๆ ลอยไปตามลมของคืนจิ่นหลิง — คืนนั้นมีทั้งความสงบความฮา และความเข้าใจผิดที่ยังคงเดินหน้าไปพร้อม ๆกับชีวิตของคนธรรมดาในโลกแปลกประหลาดนี้