[อ้อแอ้อู้โอ้ว!] พ่อของข้าคือผู้กล้าอันดับหนึ่ง!

    บทที่ 22 คดีอาถรรพณ์แห่งแสงจันทร์!?

    หลังจากพวกเขาได้ร่ำลาอาจารย์มังกรเฮอเหลียวและไปรับม้าจากที่ฝากแล้ว [เรื่องค่าใช้จ่าย 2 ผู้กล้าช่วยกันหาร] ล้อรถเกวียนของคณะเดินทางผู้กล้าซือหลินก็เริ่มต้นอีกครั้ง... สำหรับเส้นทางการเดินทางไปยังเมืองหลวงจักรวรรดิต้าจินให้รวดเร็วที่สุด คือการนั่งเรือบดสลับกับรถม้า ซึ่งจะใช้เวลาในการเดินทางประมาณสองถึงสามสัปดาห์เศษโดยประมาณ ทว่าการเดินทางผจญภัยพร้อมกับเด็กทารกนั้น สำหรับผู้กล้าวัยกลางคนผู้แสนที่จะเห่อ หวง และห่วงลูกสาวทารกตัวน้อยย่อมใช้เวลามากกว่านั้น... สำหรับซือหลิน เขาห่วงฟานมากจนไม่ค่อยอยากเดินทางไปในที่สุ่มเสี่ยงอันตรายคิดว่าจำเป็นต้องมีการตระเตรียมที่เพียบพร้อมก่อนหากจะเดินทางเช่นนั้นได้ ซึ่งความพร้อมที่ว่านั้นก็คือ จุดแวะพักเติมเสบียง คณะการเดินทางหลังจากที่ออกมาจากภูเขาน้ำแข็งแล้วพวกเขาก็เดินทางไปยังเมืองใหม่ เมืองเหลียวซู หนึ่งในเมืองปราการและเส้นทางการเดินทางผ่านไปสู่ เมืองหลวง หากเดินทางผ่านเส้นทางนี้จะผ่านหมู่บ้านน้อยใหญ่ประมาณ 3 หมู่บ้านแห่ง "หมู่บ้านที่เรากำลังจะไปถึงตอนนี้คือหมู่บ้านอะไรหรือครับ"เวทินถามซือหลินขึ้นขณะกำลังควบขี่เจ้าล่อลมกรด ผู้กล้ามองออกไปข้างหน้าแล้วเอ่ย"หมู่บ้านข้างหน้าคือหมู่บ้านแสงจันทรา"ชายผมสีดอกเลาหลับตาแล้วระลึกถึงความหลังในอดีต"สมัยก่อนตอนที่ข้าเข้ามาประจำการ เป็นทหารประจำทางเหนือ ข้าเคยพักอยู่ที่นั้นมาก่อนเกือบหนึ่งอาทิตย์แน่ะ!" "ฟังเสียงเจ้าดูเป็นสุขเหลือเกิน แล้วเป็นหมู่บ้านแสงจันทราแบบไหนเหรอ?" อัศวินหญิงถามขณะที่กำลังอุ้มดูแลฟานหลับสนิทภายในเกวียน "ในบรรดาหมู่บ้านทั้งหมด ที่เดินทางมาตลอดชีวิต หมู่บ้านแสงจันทรา ผู้กล้าชายชราตอบอย่างร่าเริง "หมู่บ้านที่ครึกครื้น?"เพตราและเวทินพูดทวนขึ้นพร้อมกัน "ใช่แล้ว” ผู้กล้าซือหลินเอ่ยยืนยันแล้วพูดต่อ“เวลานี้คงเต็มไปด้วยงานเทศกาลฉลองกรุง แจกสุราอาหาร แค่แต่เดิมเป็นจุดแหล่งพักของพ่อค้าวาณิชก็ว่าคนเยอะแล้ว เรียกได้ว่า ดูเมืองมากกว่าหมู่บ้านเสียอีก” “เป็นสถานที่ที่เจริญกว่าหมู่บ้านวายุพิรุณหรืออ่าวตะวันอีกอย่างนั้นหรอกครับ”เวทินถามอย่างใครรู้ สำหรับเขาแล้วตลอดการเดินทางที่ผ่านมาหมู่บ้านวายุพิรุณและอ่าวตะวัน สถานที่ที่เจริญมากสำหรับหมู่บ้านในสายตาของเขา “ถ้าเปรียบเทียบกันแล้วข้าคิดว่า ทั้งขนาดทั้งความเจริญมีมากกว่าด้วยซ้ำ! ตามความคิดเห็นของข้า หมู่บ้านแสงจันทราน่าจะกลายเป็นเมืองก่อนด้วยซ้ำ”ซือหลินพูดพลางกระตุกบังเหียนเจ้าลมกรดให้เดินตามเกวียนรถไปพลาง "ฟังดูก็เป็นหมู่บ้านที่น่าอยู่ดีนะครับ"เวทินเอ่ย ก่อนจะสงสัยขึ้นอีกครั้ง"แล้วทำไมท่านไม่มาอยู่ที่หมู่บ้านนี่ไปซะเลยล่ะครับ ทั้งผู้คนเอย ความชอบหรือสภาพอากาศ ก็ดูดีกว่าอยู่ที่หมู่บ้านป่าเหมันต์ตั้งเยอะ" "มีความเจริญ มีผู้คนคึกคัก ก็ใช่ว่าจะเหมาะแก่การเติบโตนะ เวทิน!"ซือหลินแย้ง เขามองไปยังลูกสาวตัวน้อยที่หลัยสนิทอยู่"ข้าอยากให้ฟาน ได้เติบโตในที่ที่เหมาะสม ในขณะที่ตัวข้าต้องการอยู่อย่างเงียบสงบ ห่างไกลจากความรุนแรงน่ะ" คำพูดของซือหลินแฝงด้วยความปรารถนาในใจของเขา ซึ่งผู้กล้าเพื่อนสนิทอย่างเพตราก็คิดในใจว่าเธอเข้าใจความหมายนั้นเป็นอย่างดี "ได้ยินมาว่า สุดท้ายก็มีพวกโจรและก็พวกคนเร่ร่อนบุกเข้ามาในบ้านนี่นา?"เพตรากล่าวล้อจนซือหลินหัวเราะออกมาแห้งๆ "ก็จริงนะ! ข้าไล่ออกไปหมดแล้ว! บางทีคงเป็นประสงค์ของเทพเจ้าให้ต้องออกมาผจญภัยรอบสองอย่างนี้"ซือหลินนึกพลางเอ๊ะใจบางเรื่องขึ้น"จะว่าไปพอพูดถึงบ้าน ก็รู้สึกเสียใจไม่หาย" "เจ้าหมายถึงไฟไหม้นะหรือ? เรื่องราวที่มังกรดำเคยพูดไว้"สหายผู้กล้าสาวถาม แม้เธอจะสงสัยเรื่องราวระหว่างมังกรดำและซือหลินก็ตาม แต่เพตราก็ยังเลือกไม่ถามออกไปในเวลานี้ "ไปสร้างความแค้นอะไรให้ใครมาก่อนหรือเปล่า?"เธอย้อนถาม ผู้กล้าขมวดคิ้วเล็กน้อย เม้มริมฝีปากก่อนตอบ"ข้ามีโจทย์อยู่บ้าง"ซือหลินตอบอย่างใจเย็น"แต่ผู้ที่รู้ว่าบ้านข้าอยู่ที่ไหน มีไม่เท่าไรหรอก" อัศวินมองท่าทีอีกฝ่ายก่อนลองเอ่ยถาม"ถ้าเจ้าสงสัยนัก ไม่คิดลองหาโอกาสไปสืบล่ะ?" "ภารกิจเพื่อปวงชนต้องมาก่อน เห็นแบบนี้ก็เป็นผู้กล้านี่นะ!"ซือหลินตอบอย่างรวดเร็ว เพตรายิ้มเล็กน้อย"พูดได้ดี..." ในระหว่างบทสนทนาของทั้งสองผู้กล้านั่นเอง เวทินก็ชี้นิ้วไปยังป้ายบอกทาง"โอ้! ดูนั่นสิครับ ดูเหมือนว่าเราจะใกล้ถึงแล้วครับ!" "อ้ะ จริงด้วย ป้ายบอกทางที่นี่ยังเหมือนสมัยก่อนไม่เปลี่ยนเลย!"
    ทว่าหลังจากป้ายผ่านทางที่คณะของพวกเขาพบ ภาพแรกที่คณะซือหลินพบก็คือต้นไม้ตาย...จำนวนมหาศาล
    และเมื่อก้าวเข้าไปเรื่อยๆ พื้นที่สีเขียวก็กลับกลายเป็นทุ่งหญ้าแห้งแล้ง พื้นหญ้าสีเขียวที่กลับกลายเป็นทรายและกรวดหิน
    คณะซือหลินทุกคนต่างซึ่งรู้สึกผิดปรกตินับตั้งที่ก้าวมายังที่นี่
    กระทั่งเมื่อมาถึงหน้าทางเข้าสู่หมู่บ้านแสงจันทรา

    ทุกคนพบเห็นเพียงความว่างเปล่า!!!

    ประตูและหน้าต่างทุกบานถูกปิดล๊อคทุกบาน

    ถนนรกร้าง ปราศจากผู้คนแม้แต่คนเดียว...ทุกอย่างเงียบกริบ ได้ยินเพียงเสียงก้าวเดินของพาหนะเดินทางของตนเท่านั้น
    ความเงียบปราศจากเสียงชวนอึดอัด กระทั่งเจ้าลมกรดยังไม่กล้าเดินต่อ

    "ข้ารู้แล้วว่าท่านซือหลินชื่นชอบสถานที่อันเงียบสงบเหมือนหมู่บ้านป่าเหมันต์” เวทินพูดขึ้นเมื่อมองเห็นภาพตรงหน้า เขาพยายามปลอบเจ้าลมกรดเพื่อให้มันเดินต่อ“แต่คิดว่าที่นี่ดูเงียบจนก็รู้สึกกลัวเลยล่ะครับ" "วังเวง วังเวงมาก"เพตราพูดขึ้นขณะชะโงกออกมาดูสภาพแวดล้อมภายนอก ก่อนหันไปมองซือหลินผู้นั่งขมวดคิ้วตั้งแต่ตอนแรกที่เดินทางเข้ามา พร้อมคำถาม"ถ้าไม่บอกก็นึกว่าหมู่บ้านร้างซะอีก ซือหลิน เราเข้ามาผิดหมู่บ้านหรือเปล่า? " "ไม่มีทาง ข้าไม่ได้หลงทางแน่ๆ ที่นี่แหละหมู่บ้านแสงจันทราแห่งเขตเมืองเหลียวซู"ผู้กล้าวัยกลางคนพูดราวกับไม่เชื่อสิ่งที่ตนเองเห็น เขาหันมองรอบสถานที่ สัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดบางอย่างที่ต่างไปจากเดิม"เข้าไปกันเถอะ"เขาพูด
    ตึง! ตึง!

    เสียงของหน้าต่างที่แง้มออกมาเล็กๆต่างปิดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อคณะเดินทางของซือหลินเดินทางผ่านไป เป็นเช่นนี้ทุกครั้งเสมอๆ

    พวกเขาต่างสังเกตได้ว่ามีดวงตาของผู้คนแอบจดจ้องพวกเขาอยู่จากภายใน และเหมือนพวกเขากำลังหวาดกลัวบางสิ่ง

    “บรรยากาศชวนขนลุก อึมครึม”เพตรากระซิบ“ไม่ค่อยชอบเลย เหมือนสมัยเดินทางไปหมู่บ้านที่ถูกพวกมารโจมตี”
    คำพูดของเพตราทำให้หวนนึกถึงเมืองที่พวกตนเคยเดินทางไปช่วยเหลือระหว่างการรบ หลังถูกมารโจมตีจนชาวบ้านต้องหวาดหวั่นในบ้าน สภาพแวดล้อมภายนอกตอนนั้นกับตอนนี้แทบไม่แตกต่างกันเลย
    "อื้ม บรรยากาศเริ่มชวนไม่น่าไว้วางใจชอบกล"ซือหลินเห็นพ้อง“เวทินขยับเข้ามาใกล้ๆรถม้าเอาไว้นะ”เขาเตือนเวทินไปพร้อมกับการสังเกตเฝ้าระวังความปลอดภัยไปด้วย
    สมองของเพตราตรึกตรองสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเอ่ย“ไม่มีผู้คนเดินถนน ไม่มีพ่อค้าวาณิชหรืองานฉลอง เก็บตัวอยู่ในบ้าน...ข้าคิดว่ามีบางสื่งกวนใจพวกเขา บางสิ่งมากกว่าความกลัว”
    “มันคืออะไร?”ซือหลินย้อนถาม
    “อะไรก็ตามที่ทำให้ที่นี่เหมือนตัดขาดจากโลกภายนอก เราต้องลองสืบดู”ผู้กล้าหญิงออกความเห็นออก“ตอนนี้ต้องหาที่ปลอดภัยก่อน”
    “ตรงนั้น เป็นที่พักสมัยข้าไปพักและช่วยงานอยู่พักหนึ่ง”
    ซือหลินผายมือไปยังโรงเตี๊ยม เป็นอาคารสามชั้นใหญ่ที่สุดในหมู่อาคารบ้านเรือนแถบนี้ ถึงจะดูเงียบร้างแต่เพตราและเวทินก็พอจะมองเห็นเค้าลางความรุ่งเรืองในอดีตของสถานที่แห่งนี้ได้ ว่าครั้งหนึ้งเคยเป็นจุดพักที่งดงามขนาดไหนมาก่อน
    พวกเขาจอดรถเกวียนไว้ในสถานที่สังเกตเห็น เพตราเป็นคนอุ้มฟานที่หลับสนิทไว้แนบอก ด้านเวทินและซือหลินก็ผูกเชือกพวกม้าและล่อลมกรดไว้อยู่กับเกวียน พาหนะทั้งสามต่างขยับมาใกล้กันราวกับพวกมันช่วยเฝ้าระวังภัยด้วยกันเอง
    ประตูของที่พักแห่งนี้ปิดแต่ไม่ได้ลงกลอน พวกซือหลินหลังจากเคาะประตูแล้วก็เปิดเข้าไปภายใน...
    โถงกว้างประกอบด้วยไม้เขรอะฝุ่น ดูด้วยตาเปล่าก็ทราบว่ามันเคยมีสีแดงฉูดฉาดมาก่อน โต๊ะเก้าอี้ปราศจากผู้คน บริเวณด้านหน้ารับแขกเงียบ ไม่มีบริกรหรือใครออกมาต้อนรับทั้งสิ้น "เถ้าแก่ป๊อ ข้าซือหลินเองครับ"ชายผู้กล้าลองตะโกนดูครั้งหนึ่ง "ซือหลิน!? ซือหลิน!?"เสียงซุบซิบกลุ่มหนึ่งกังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันนั้น
    “ใช่แล้วข้าเอง ออกมาพบข้าเถอะ!”เขาตะโกน

    "อ้าว!? ไม่ใช่ซือหลินยอดผู้กล้านี่หว่า!? แกเป็นใครพ่อเฒ่า ข้าไม่เห็นรู้จัก?"เสียงเจ้าของร้านดังชวนสะดุ้งโหยง ในมือถือมีดปลายแหลมออกมาด้วย
    "เหวอ!?"เวทินร้องด้วยความตกใจ เมื่อเห็นใบหน้าเถ้าแก่และมีดปรากฏอยู่ข้างๆ เขาเป็นชายแก่ผมสั้นร่างผอม หน้ายาวซูบ ดวงตาเล็กชั้นเดียว ไว้เครายาวถึงอก ผู้กล้าซือหลินตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ "จะตกอกตกใจทำไมกันเด็กเอย"เถ้าแก่ร้านเอ็ด เขาเก็บมีดลงในทันที"ขอต้อนรับสู่โรงเตี๊ยมกังเหย่ ที่นี่จะมอบอาหารอย่างดี หมั่นโถวร้อนๆ หมอนนุ่มนิ่มและ...เฮ้อ เคยมีนักดนตรีกวีบรรเลง...นะ" "เถ้าแก่ท่านสบายดีไหม นี่ข้าเอง ซือหลินไง เคยมาอยู่ช่วยงานที่นี่พักหนึ่งเพื่อเดินทางไปเป็นทหารทางเหนือน่ะเถ้าแก่!"ผู้กล้าพยายามอธิบาย "ข้าจำได้ว่าเคยรับเด็กดูแลโรงเตี๊ยมชื่อแบบนี้ แล้วมันก็ไปเป็นผู้กล้า!"เถ้าแก่ลูบหนวดของตน“ทำไมมันกลับมาแล้วดูแก่กว่าข้าไปเสียนี่?”ชายชราพูดพลางมองหน้าซือหลินอย่างสงสัยใคร่รู้ “เรื่องมันยาวนิดหน่อยเถ้าแก่ ดีใจที่ท่านจำข้าได้”ซือหลินยิ้มเล็กน้อยก่อนพูดต่อ"ว่าแต่เถ้าแก่ เกิดอะไรขึ้นในหมู่บ้าน ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้?" เถ้าแก่ป๊อถอนหายใจก่อนคว้าเก้าอี้ในร้านตัวหนึ่งแล้วเชิญเขาให้นั่งลง"มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น ตอนแรกพวกปศุสัตว์ก็พากันล้มหายตายจาก สักพักก็เป็นพวกม้า เป็นพวกสัตว์เลี้ยงหมาแมว ตอนนี้ก็เริ่มเป็นคนถูกทำร้ายอีก"เถ้าแก่ร้านอธิบายด้วยสีหน้าเป็นกังวล"ตอนนี้ชาวหมู่บ้านเราเชื่อว่ามีอันตรายประหลาดล้อมพวกเราอยู่ ประหนึ่่งคำสาปอาถรรพณ์ชั่วร้ายสาปพวกเรา!"
    “คำสาปเหรอ?”ผู้กล้าและเด็กติดตามทวนคำแทบจะพร้อมกัน
    “เจ้าคิดว่าอย่างไง เพตรา?”เป็นซือหลินที่ถาม
    “ดูเหมือนว่าที่นี่กำลังต้องการความช่วยเหลือจากพวกเราแล้วล่ะ...”



    ในขณะเดียวกัน ไกลออกไป ณ โรงเหล้าตะวันคราม....

    "ข้าไม่ทำ! และไม่ให้ท่านทำด้วย!"
    เสียงตะโกนของกาลิคดังขึ้น จนผู้คนแทบทั้งร้านหันมองมาที่เขาและชายมอซอคู่สนทนา
    "อะไรน่ะ!"ชายในชุดมอมแมมสกปรกหรือนายห้างเนโธเทปอุทานกับคำตอบที่ได้รับ หน้าของเขาแดงด้วยฤทธิ์เหล้า ก่อนจะตะคอกกลับ"สรุปว่าเจ้าจะไม่ช่วยข้าใช่ไหม เจ้าคนอกตัญญู ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาดิบดี แต่ไม่มีสักนิดที่จะช่วยเหลือกัน ไอ้คุณไม่สำนึกบุญคุณ บอกข้าว่าไม่ทำ พูดออกมาได้ ไอ้ลูกหมาเฮงซวย!"
    "ใจเย็นสิเฮ้ยนายห้าง!"กาลิคผู้กล้าจารชนปราม ก่อนจะส่งน้ำเปล่าให้อีกฝ่าย"จะแหกคุกเนี่ย มันเรื่องผิดกฎหมายนะเฮ้ยท่าน อย่าเพิ่งเมาขาดสติ!"
    "แกเป็นจารชนไม่ใช่เหรอ? จะสนใจกฎหมายทำมะกอกอะไรล่ะวะ?"เนโธเทปคำราม
    กาลิคพิงพนักเก้าอี้ก่อนตอบอย่างรวดเร็วและใจเย็น"ข้าไม่ได้ทำงานเป็นจารชนแล้วนะ อีกอย่างข้าเป็นผู้กล้าด้วย ผอผึ้ง-สระอู-ไม้โท-กอไก่-ลอลิง-ไม้โท-สระอา ผู้...กล้า... ข้าไม่สนับสนุนคนทำผิดกฏหมาย ต่อให้เป็นผู้มีพระคุณก็เถอะ"
    "ผู้กล้าเหรอ ถุ้ย! คนดี!!"อดีตนายห้างผู้ตกอับเริ่มโวยวายอีกครั้งอย่างหัวเสีย"ไอ้บ้าหน้าตาสกปรก บ่นอุบอิบในร้านนานสองนาน อย่างกับเป็นคนอกหัก นั่งคลุกอยู่ในโรงเหล้าเก่าๆ บัดซบหมาไม่แดกแบบนี้นะเหรอ เจ้าเนี่ยนะ ผู้กล้า!?"
    กึง! เสียงอีโต้ดังขึ้นจากในครัว...

    "ข้าไม่ได้พูดนะพ่อครัว! ข้าว่ากับแกล้มท่านเด็ดมากเลย! ขออีกจานน่าาาา!"กาลิคตะโกนดังก่อนหันมากระซิบเสียงเบากับคู่สนทนา"พูดเบาๆสิท่านนายห้าง! เดี๋ยวหัวขาดทั้งคู่หรอก"
    "บัดซบ ชีวิตข้าไม่เหลืออะไรแล้วหรือเนี่ย ฮือ!"ด้วยความเมามาย ชายชราต้องหน้าเริ่มร้องไห้ออกมา เป็นภาพที่กาลิคไม่คาดฝันว่าจะได้มีโอกาสเห็นอดีตผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการค้าขายร้องไห้ออกมาเช่นนี้
    "เอ่อ ...เอางี้ไหม เดี๋ยวข้ากับท่าน เราสองจะลอบเข้าไปพบคนของท่านในคุกดีกว่าไหม"
    ชายชราหยุดร้องราวกับสั่งได้ "ที่แบบนี้มาพูดดี ไหนบอกจะไม่ทำไง?"เขาพูดพลางสะอึก
    "ข้าและท่าน...แค่ลอบเข้าไปหา"กาลิคย้ำคำ"ไม่ได้แหกคุก เข้าใจตรงกันนะท่าน เราไปเจอพวกเขาและสืบข้อมูล เดี๋ยวข้าจะช่วยท่านสืบเรื่องให้ว่าลูกน้องนายห้างอยู่ที่ไหนในคุก จากนั้นจะไปหาหลักฐานแก้ต่างให้พวกเขา จบนะ!"
    "ฮื้มมม"
    กาลิคถอนหายใจก่อนเอ่ย"ข้าจะถือว่าท่านตอบตกลงล่ะนะ เอาล่ะ พาข้าไปที่คุกกันเถอะ!"
    "ให้ตายสิ เออ ก็ได้"
    "บริกร วางเงินบนโต๊ะนะ! "เมื่อพูดจบ ทั้งสองก็ลุกขึ้นแล้วออกไปจากร้านโดยมีเป้าหมายเดียวกันคือการไปยังคุก...



    ตอนนี้เรามีปกนิยายใหม่แล้วน่า เย้! ดีใจมากเลย ได้แปะโลโก้ประกวด #FictionlogFantasyWuxiaProject ลงบนหนังสือของเราแล้ว ต้องขอขอบคุณเพจSaimaiผู้วาดภาพหน้าปกและภาพประกอบให้เสมอมามากๆนะครับ^ ^ รวมทั้งถึงต้องขอบคุณรีดเดอร์นักอ่านทุกท่านที่มาคอยให้กำลังใจ มารีวิว มาอ่านและแสดงความคิดเห็นในนิยายเรื่องนี้มาโดยตลอดทุกท่านด้วยนะครับ ขอบคุณมากๆครับ//แล้วพบกันใหม่นะครับ เย้!!
    error loaded