หลังจากที่เธอสั่งอาหารกับพนักงานเสิร์ฟชาวอิตาเลี่ยนเรียบร้อยแล้วเธอจึงกวาดตาไปทั่วห้องรับประทานอาหารที่ใหญ่โตกว้างขวางนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังมองหาการ์ดอยู่จนกระทั่งได้เห็นใบหน้าที่คุ้นชินนั่นแหละจึงได้รู้ว่าตัวเองกำลังมองหาเขาอยู่ เธอจึงยุติการมองหาลงในทันใดและก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารที่พนักงานนำมาเสิร์ฟให้
ภายหลังจากรับประทานอาหารเสร็จสิ้นลงและกลับเข้าไปในห้องอีกครั้งราเชลได้พบว่า ในขณะที่เธอไม่อยู่ในห้องนั้นสจ๊วตได้เข้ามาในห้องนี้ ทั้งนี้เพราะม่านตรงหน้าต่างถูกดึงลงเพื่อป้องกันแสงแดดในยามเช้าที่สาดส่องเข้ามาและผ้าคลุมเตียงก็ถูกดึงออก บนโต๊ะมีเอกสารรายการสำหรับวันรุ่งขึ้นวางเตรียมไว้ให้รวมทั้งกำหนดเวลาต่างๆ
เธอหยิบมันขึ้นมาอ่านคร่าวๆแล้วจึงเดินไปยังตู้เสื้อผ้า เพื่อลงมือเอาเสื้อผ้าข้าวของออกจากกระเป๋าจัดลงในตู้กว่าเธอจะเข้านอนก็ค่อนข้างดึกแล้วซึ่งเกินกว่าเวลาที่เธอได้คาดหมายไว้สำหรับการเดินทางในเรือคืนแรกเธอรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวที่เกิดอยู่กับลำเรือเพียงเบาๆ เท่านั้นท้องทะเลสงบราบเรียบอย่างน่าพอใจยิ่ง
ในความมืดของห้องพักในคืนนั้นสายตาของเธอเหม่อมองไปยังเตียงว่างเปล่าที่ตั้งเคียงข้างอยู่ผ้าคลุมสีแดงปะการังราบเรียบปิดคลุมที่นอนและหมอนไว้ความว่างเปล่าของมันราวจะท้าทายเธออยู่ราเชลจึงหลับตาลงเสียท้องฟ้าเดือนกุมภาพันธ์ถูกฉาบด้วยสีสันต่างๆ ของแสงอาทิตย์ยามอรุณรุ่งราเชลลักราวม่านให้เปิดออก เพื่อให้แสงอ่อนของยามเช้าผ่านเข้ามาในห้องเมื่อก้มลงมองดูนาฬิกาข้อมือก็พบว่าขณะนั้นเพียงผ่าน 7 นาฬิกาไปได้เพียงไม่กี่นาทีดูเหมือนนิสัยที่ชอบตื่นแต่เช้าของเธอ เป็นิสัยที่แก้ไม่หายทั้งที่เธอมีโอกาสจะตื่นสายสักแค่ไหนก็ตาม
เธอยืนอยู่ตรงหน้าต่างเป็ครู่จับตามองแสงสีทองของดวงอาทิตย์ที่ฉาบไล้ลงบนผิวหน้าของพื้นน้ำจากนั้นจึงได้เดินไปยังตู้เสื้อผ้าเพื่อเลือกเครื่องแต่งกายที่จะใช้ในวันนี้กว่าที่เธอจะลงไปนั่งโต๊ะเพื่อรับประทานอาหารก็เป็เวลา8 โมงครึ่ง แต่สำหรับกาแฟนั้นมีเตรียมไว้แล้วสำหรับผู้โดยสารทุกคนบนดาดฟ้าชั้น ซันเด๊ค ถึงแม้ว่าในตอนสายของวันอากาศมีทีท่าจะร้อนขึ้นแต่ในตอนเช้าเช่นนี้อากาศภายนอกจะต้องค่อนข้างเย็นราเชลจึงครุ่นคิดอยู่ในใจว่าเธอควรจะสวมเสื้อแบบไหนดี
มีเสียงเคาะขึ้นเบาๆ ตรงหน้าประตู มันดังพอที่จะได้ยินในยามตื่นและไม่ถึงกับจะเป็การรบกวนถ้าเธอจะยังหลับอยู่ราเชลกระชับสายคาดเสื้อคลุมสีงาช้างให้แน่นเข้าขณะที่เดินไปเปิดประตูก่อนหน้านี้ไม่นานเธอได้ยินเสียงสจ๊วตเดินอยู่ตรงทางเดินภายนอกหน้าห้องพักดังนั้นจึงคิดว่าน่าจะเป็เขา ตอนที่เปิดประตูออกไป
เธอมิได้คาดว่าจะได้เห็นการ์ดแม็คคินเล่ย์ ยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องในยามเช้านี้เลยเขากำลังใช้แขนเท้าอยู่กับกรอบประตู นุ่งกางเกงขาสั้น สวมรองเท้าผ้าใบในเสื้อยืดหลวมๆ ที่ปิดบังกล้ามเนื้อตรง่ไหล่และแผ่นอกไว้อันเป็ชุดจ๊อกกิ้งของเขา ราเชลมิได้เตรียมตัวที่จะได้พบหน้าเขาเลยแม้แต่น้อย
มุมปากที่เชิดขึ้นทั้งสองข้างราวจะซ่อนรอยยิ้มไว้ยามที่ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นกวาดไปทั่วเรือนร่างของเธอซึ่งทำให้ราเชลรู้สึกกระวนกระวายที่เธอแต่งตัวไม่เรียบร้อยเท่าที่ควรเนื้อผ้าอันเนียนนุ่มของเสื้อคลุมแนบอยู่กับเรือนร่างจนสามารถเก็บสัดส่วนของเรือนกายได้อย่างชัดเจนทุกส่วนโค้งและส่วนเว้าใบหน้าของเธอสะอาดผุดผ่องปราศจากเครื่องสำอางใดๆ ทั้งสิ้นและเธอยังมิได้แปรงผมที่ยุ่งเหยิงจากการนอนให้เข้าที่เข้าทางเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นบางปอยของมันจึงปรกลงมาบนใบหน้าและต้นคอ
ก่อนที่เธอจะตั้งสติได้ทันราเชลก็ยกมือขึ้นลูบเรือนผมแล้วก็จับอยู่ตรงต้นคอรอยยิ้มตรงมุมปากของเขากดลึกลงเมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของเธอเข้าแววในดวงตาเป็ประกายพราว
“อย่าไปกังวลเลย”
การ์ดเอ่ยขึ้นลอยๆ
“คุณสวยออก”
เขายืดร่างขึ้นลดมือจากกรอบประตูและเคลื่อนตัวเข้ามาข้างใน สัญชาตญาณภายในทำให้เธอยืนเลี่ยงไปเสียทางหนึ่งแต่ยังคงรักษาความห่างระหว่างตนเองกับเขาไว้กว่าที่ราเชลจะคิดได้ว่าควรจะปิดประตูใส่หน้าเขาแทนที่จะแสดงทีท่าคล้ายกับเต็มใจต้อนรับให้เขาเดินเข้ามาในห้องมันก็สายเกินไปเสียแล้วเพราะเขากำลังเดินผ่านหน้าเธอเข้าไปในบริเวณห้องนั่งเล่น
“คุณ้าอะไรน่ะ”
เธอถามเสียงเครียด
ขณะที่เขาเหลือบตาขึ้นมองใบหน้าของเธอนั้นมันมีแววแห่งความสนใจและความประเมินในผลของอะไรบางอย่างอยู่เขาชะงักไปเล็กน้อย ยืนมองหน้าเธอเงียบๆ อยู่เป็ครู่
“เมื่อวานนี้ตอนที่ผมบอกว่าผมยังไม่ได้เอาออกจากกระเป๋าเลยนั่นนะผมเข้าใจผิดไป”
การ์ดตอบเรียบๆ
“ผมลืมไปว่าผมเอาชุดโกนหนวดออกมาโกนตอนก่อนหน้าที่จะออกไปทางอาหารค่ำ กว่าผมจะรู้ก็ดึกมาก แล้วอีกประการหนึ่ง....”
ดวงตาของเขาเป็ประกายขึ้น
“ผมเกรงไปว่าคุณอาจเข้าใจผิดก็ได้ถ้าผมเกิดมาเคาะประตูเรียกคุณตอนกลางดึกอย่างนั้น”
“ฉันคิดว่าคุณเข้าใจผิดแล้วละค่ะที่ว่าลืมเครื่องโกนหนวดไว้น่ะ”
ราเชลไม่สนใจกับคำพูดในตอนท้ายของเขา
“คุณไม่ได้ทิ้งไว้ในห้องนี้หรอกค่ะเมื่อคืนนี้ฉันจัดข้าวของให้เข้าที่แล้วก็ไม่ได้พบเลยว่ามีสมบัติชิ้นใดของคุณหลงเหลืออยู่ในห้องนี้”
“คุณอาจจะดูไม่ทั่วมั้งเพราะผมทิ้งไว้ในนห้องน้ำนะ”
เขาไม่เชื่อในคำปฏิเสธของเธอเลยแม้แต่น้อย
“แต่ฉันว่าคุณไม่ได้....”
แต่ราเชลไม่มีโอกาสได้พูดต่อจนจบประโยคเพราะการ์ดเดินเข้าประตูห้องน้ำไปแล้ว เธอรีบเดินตามเขาไปรู้สึกรำคาญที่เขาเดินเข้ามาค้นหาสมบัติของตนเองในห้องนี้
“นี่....คุณไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปในห้องนั้นนะ”
“ผมรู้ว่าคุณไม่ใหรอกถ้าผมจะบอกคุณว่าผมเคยเห็นห้องน้ำผู้หญิงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน”
เขาตอบแต่มิได้ให้ความสนใจต่อคำทักท้วงของเธอเลย
ราเชลจำต้องหยุดอยู่นอกประตูมือจับกรอบประตูไว้แน่นชะโงกหน้าเข้าไปมองแม้ว่าห้องน้ำจะดูน่าใช้อย่างที่สุดก็ตามแต่เธอไม่คิดจะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่แคบๆ ร่วมกับเขาเช่นนั้น
“คุณลองหาดูเองสิ”
เธอไม่รู้จะพูดอะไรที่ดีกว่าการท้าทายเขาออกไป
“และก็จะรู้เอาแหละว่ามันไม่ได้อยู่ในนี้”
เขาปรายตายิ้มให้ก่อนที่จะเปิดลิ้นชักใต้อ่างล้างหน้าออกมันเป็ลิ้นชักอันที่เธอมิได้เปิดเนื่องจากไม่้าใช้และเขาก็พบชุดเครื่องโกนหนวดอยู่ในนั้นจริงๆ
“นี่ไง....ผมก็วางไว้ตรงนี้นี่นา”
เขาพูดยิ้มๆ
“งั้นรึ”
เราเชลมีความรู้สึกเหมือนตัวเองถูกบังคับให้ต้องยอมรับ
“บังเอิญฉันไม่ได้เปิดลิ้นชักนั้นดูด้วยสิ”
“ผมก็คิดอยู่เหมือนกันว่าคุณคงไม่ได้เปิด”
การ์ดพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่ฟังคล้ายหยันเยาะเป็นัยอยู่
เขาเอนร่างพิงตะโพกอยู่กับอ่างราเชลรู้สึกถึงสัญญาณอันตรายที่กริ่งเตือนขึ้น เพราะดูท่าทีแล้วเขาจะยังไม่ออกจากห้องนี้ไปโดยง่าย
“คุณจะใช้เวลาสำหรับการแต่งตัวกับหวีผมนานสักเท่าไหร่”
เขาเอ่ยถามขึ้น
“คุณถามทำไม”
“อ้าว....ผมจะได้รู้ไงล่ะว่าจะขึ้นไปกินกาแฟกับคุณได้ตอนไหน”
“ฉันไม่เห็นแปลกตรงไหนเลยที่ว่าฉันจะใช้เวลาแต่งตัวนานสักแค่ไหนในเมื่อฉันไม่ได้คิดจะขึ้นไปกินกาแฟกับคุณ”
ราเชลตอบรู้สึกแปลกใจที่เขาออกจะมั่นใจอย่างเหลือเกินว่าเธอจะคล้อยตามความคิดของเขา
“ทำไมล่ะ?”
เขาถามด้วยสุ้มเสียง้าเหตุผล
“มันไม่ใช่เื่สำคัญอะไรเลยนะ”
เธอสะบัดหน้าเดินออกจากประตูห้องน้ำที่ยืนอยู่เสียงแพรส่ายเบาๆ ขณะที่เดินไปหยุดอยู่ตรงกลางห้องนั่งเล่นทันทีที่ได้ยินเสียงเขาเดินตามมา ราเชลก็หันขวับไปมองทันที
“ไม่เคยมีใครปฏิเสธคำเชิญของคุณบ้างเลยหรือคะ!”
“ก็อาจจะมีบ้างนะ”
การ์ดตอบอย่างยอมรับ
“แต่ปกติแล้วเขาจะต้องให้เหตุผลเพื่อแสดงมารยาทอันสุภาพและผมก็อยากรู้ว่าคุณมีเหตุผลอะไร”
สีหน้าของเธอบึ้งตึงขึ้นขณะที่พยายามรักษาอารมณ์ไว้อย่างสุดความสามารถมีเพียงแต่แววในดวงตานั้นที่บอกถึงความขุ่นเคือง
“อาจเป็เพราะฉันเบื่อละมังที่พวกผู้ชายมักจะพยายามตั้งสมมุติฐานกันอยู่เสมอว่าฉันต้องเป็คนเหงาเพราะฉะนั้นฉันก็ควรจะรับคำเชิญของเขาเสียทุกคนไป ผู้ชายทุกคนที่ฉันพบมาน่ะมันจะคิดอย่างนี้กันทั้งนั้น เพราะเห็นว่าฉันเป็หม้ายแล้วก็ไม่มีทางที่จะหาเพื่อนผู้ชายได้อีกแล้ว”
เธอกวาดสายตาไปทั่วใบหน้าของเขาคล้ายจะบอกให้รู้ว่า เธอก็จัดเขาไว้ในจำพวกเดียวกับผู้ชายเหล่านี้
“ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความแน่ใจเลยว่าฉันจะต้องกระโจนเข้าไปหาโอกาสที่จะได้ขึ้นไปนอนร่วมเตียงกับพวกเขาหรืออย่างน้อยก็อยู่ในห้องเดียวกันก็ยังดีเพียงเพราะเห็นว่าเขามีความเป็ผู้ชายเท่านั้นเมื่อเป็เช่นนี้ฉันก็คิดว่า เราอย่ายุ่งกันเลยจะดีกว่า”
ถึงอย่างไรราเชลก็ยังไม่รู้สึกพอใจอยู่ดีที่เห็นเขายืนรับฟังเงียบด้วยท่าทางสงบ
“งั้นรึ”
คำถามเพียงคำเดียวนั้นทำให้ราเชลถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วครู่ และเนื่องมาจากมันเป็คำถามที่ไม่มีค่าควรแก่คำตอบเธอจึงหันไปเล่นงานเขาแทน
“คุณเองก็ไม่ได้ดีกว่าคนอื่นหรอกคุณอาจจะใก็ได้ถ้าฉันเกิดจะบอกคุณว่าฉันอยากจะมีความรู้เกี่ยวกับผู้ชายยมากกว่าจะรู้ขนาดกางเกงที่เขานุ่งก่อนที่ฉันจะได้รับการเชื้อเชิญให้ขึ้นไปนอนร่วมเตียงกับเขา”
เรือนกายของเธอสั่นสะท้านด้วยความพยายามที่จะสงบอารมณ์ของตนเองไว้ เมื่อเธอได้ระบายความอัดอั้นตันใจความเจ็บช้ำออกมาให้เขาฟังจนหมดสิ้น แล้วก็หันหลังให้เขาเสียไม่้าเห็นความอ่อนแอของตนเอง
“ผมขอถามหน่อยเถอะว่าไอ้การที่เราพบปะกินกาแฟกันมันเกี่ยวข้องอะไรกับการขึ้นเตียงอะไรนั่นด้วยล่ะ”
เขาแสดงความสงสัยออกมา
“หรือว่าภายหลังจากที่สามีคุณตายแล้วคุณก็เจอแต่ผู้ชายแบบนั้น จนไม่กล้ารับคำเชิญของใคร?”
เขาอึ้งไปเป็ครู่ก่อนที่จะถามต่อว่า
“คุณอยากอยู่คนเดียวไปอย่างนี้จนชั่วชีวิตงั้นหรือ”
คำถามง่ายๆประโยคนั้นราวกับจะทิ่มแทงเข้าไปในกำแพงที่เธอตั้งขึ้นไว้ป้องกันตนเองซ่อนเร้นความ้าอันแท้จริงไว้เื้ักกำแพงนั้นราเชลรู้ว่าเธอใคร่ที่จะได้รักใครสักคนหนึ่งอีกครั้งและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเขาไม่้าให้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองต้องถูกเก็บกดไว้ภายในไม่ยอมมอบให้ใครเลย