ที่บ้านของศิลป์ทวี
ภายในบ้านหลังเล็กที่อาศัยอยู่กันเพียงสองคนแม่ลูก ศิลป์ทวี มักจะใช้เวลานี้นั่งร่างแบบชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายออกแบบเครื่องประดับที่เพื่อให้นักแสดงคาบาเรต์ได้สวมใส่ ถัดจากบริเวณที่ศิลป์ทวีนั่งทำงานอยู่ เป็ที่นั่งของหญิงวัยกลางคนที่กำลังง่วนอยู่กับจักรเย็บผ้า ทิวากำลังขะมักเขม้นกับการเย็บและซ่อมแซมชุดคาบาเรต์อันสวยงามระยิบระยับด้วยความตั้งใจที่ ชุดทุกชุดถูกส่งมาจากคณะคาบาเรต์นางฟ้าจำแลงซึ่งเป็คณะของเมธีพี่ชายของเธอเอง เมื่อเสร็จจากงานทิวาบิดตัวเล็กน้อยพอให้หายปวดเมื่อย พร้อมเหลือบสายตาไปมองดูลูกชาย
"ศิลป์ ทำอะไรอยู่ลูก"
"อ๋อนี่ครับคุณแม่"
ศิลป์ทวี ส่งรูปภาพที่พึ่งวาดเสร็จเรียบร้อยให้กับทิวาผู้เป็แม่ได้ดู
"สวยจัง มันคืออะไรเหรอลูก"
"เป็สร้อยคอน่ะครับผมว่าจะทำให้พวกนางโชว์เขาใส่ขึ้นเวทีกัน เอาเพชรมาติดตรงนี้ซะหน่อยมันจะดูสวยมากเลยนะครับแม่"
"เพชรเชียวเหรอลูก"
"ผมพูดเล่นนะครับ ผมว่าคริสตัลก็พอครับ ถ้าเอาเพชรจริงมาติดคงไม่ไหวแน่เม็ดใหญ่ขนาดนี้ราคาตั้งหลายล้าน"
"พรุ่งนี้วันหยุดศิลป์ไปซื้อของกับหน่อยได้ไหม"
"ได้ครับ แม่จะซื้ออะไรครับ"
"แม่จะไปหาซื้อผ้าแถวพาหุรัดเอามาตัดชุดใหม่ให้กับนางโชว์เห็นบ่นร่ำๆกันว่าชุดมันเริ่มเก่าแล้วอยากได้ชุดใหม่กัน ลูกเองก็จะได้ไปหาซื้อคริสตัลมาทำสร้อยด้วย"
"ได้ครับแม่"
"ไปนอนได้แล่วนะลูก พรุ่งนี้จะได้ตื่นไปซื้อของกับแม่แต่เช้า"
"เดี๋ยวผมวาดรูปอีกเดี๋ยวนะครับ"
ในสมองของศิลป์ทวียังคงมีภาพอะไรบางอย่างติดอยู่ ชายคนหนึ่งที่เขาเผลอแอบมองโดยบังเอิญ บุคคลิกท่าทางที่ดูดีของชายคนนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในใจของศิลป์ทวี จนหนุ่มน้อยเผลอคิดไปว่าอยากจะพบเขาอีกสักครั้ง
ที่บ้านของปัญพัฒน์
ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ ของตระกูลวงษ์วรรณสินในยามค่ำคืนก็ยังคงเปิดไฟสว่างไสว เพราะยังไม่มีเ้านายคนไหนขึ้นนอน วันนี้ครอบครัวของปัญพัฒน์อยู่กันพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก ปานจันทร์กำลังนั่งเพ่งมองเครื่องเพชรอย่างชื่นชม ส่วนปัญพัฒน์ก็เอาพินัยกรรมของผู้เป็ลุงมาอ่านดูรายละเอียด
"ไงเ้าพัฒน์ สมบัติพัสถานของลุงแกที่เขายกให้ถูกใจไหมล่ะ"
ประวินเอ่ยถามลูกชายด้วยท่าทีแคะค้อน
"ก็โอเคดีครับคุณพ่อ"
ปัญพัฒน์ตอบคำถามโดยไม่มองหน้าผู้เป็พ่อเขายังคงเปิดแฟ้มพินัยกรรมของลุงและอ่านด้วยความตั้งใจ
"ลุงแกน่ะมันบ้า หลงผู้หญิงเสียจนโงหัวไม่ขึ้น พ่อแม่เตือนก็ไม่ฟัง มีอย่างที่ไหนกันยอมตัดขาดตัวเองออกจากพ่อแม่แล้วเลือกที่จะไปกับผู้หญิง ฉันจะบอกแกให้รู้ไว้นะเ้าปัญไอ้มรดกโรงละครที่แกถือครองอยู่ตอนนี้มันสมบัติของคนอกตัญญู"
ปานจันทร์หันขวับไปมองหน้าสามีส่วนปัญพัฒน์ก็เงยหน้าละสายตาจากแฟ้มพินัยกรรมแล้วหันมามองหน้าผู้เป็พ่อในทันที
ประวินไม่พูดอะไรต่อทิ้งคำพูดปริศนาว่าสมบัติของคนอกตัญญูไว้ให้ลูกชายได้ขบคิด ก่อนที่ประวินจะลุกไปเขาก็ได้สั่งงานกับปัญพัฒน์
"พรุ่งนี้ให้แกไปตรวจดูความคืบหน้าการสร้างรีสอร์ทที่จังหวัดนครนายกทีนะว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้วและขากลับก็แวะไปการต่อเติมโรงแรมริมแม่น้ำเ้ายาให้ด้วยว่าเรียบร้อยรึเปล่า"
"ครับพ่อ"
"อ่อ แล้วแกก็ไม่ต้องไปใส่ใจกับไอ้โรงละครของลุงแกให้มันมากนักในนั้นมันมีแต่ความไร้สาระไร้ประโยชน์รอวันที่จะทุบทิ้งก็เท่านั้น"
ประวินลุกเดินออกไป ปานจันทร์มองตามสามีก็ได้แค่ส่ายหัว ปานจันทร์วางเครื่องเพชรลงแล้วขยับตัวเข้าหาลูกชายพร้อมกับโอบไหล่
"พัฒน์ อย่าเก็บเอาคำพูดของพ่อมาคิดมากเลยนะ แม่อยากให้ลูกเชื่อมั่นในตัวเองและเชื่อมั่นในตัวของคุณลุงศักดิ์ดา ถึงแม้ว่าในสายตาของคุณพ่อคุณลุงเขาอาจจะเป็คนไม่ดีแต่ในความรู้สึกของแม่คุณลุงเขาก็เป็คนดีคนนึงนะ"
"ครับแม่"
ปัญพัฒน์รู้สึกแบ่งรับแบ่งสู้กับคำพูดทั้งพ่อและแม่
"เออ ลูกพรุ่งนี้ลูกไปทำงานแม่ขอฝากลูกไปทำธุระให้แม่หน่อยได้ไหม"
"ได้ครับ คุณแม่จะให้ผมทำอะไรครับ"
"แม่อยากให้ลูกเอาเครื่องเพชรนี้ไปซ่อมตัวเรือนให้แม่หน่อย ไปร้านนี้นะลูก"
ปานจันทร์ส่งนามบัตรร้านเพชรให้กับลูกชายพร้อมกับกล่องสร้อยเพชร
"ได้ครับคุณแม่ผมจัดการให้"
ปัญพัฒน์ทิ้งตัวลงบนเตียง ก่อนที่เขาจะหลับตาลงภาพของหนุ่มน้อยที่เขาได้พบเจอในวันนี้ที่โรงละครก็ผุดขึ้นมาในหัว เขาช่างเอวบางร่างน้อยราวกับสตรีที่น่าทะนุถนอมยิ่งนัก
"คงจะเป็พนักงานในโรงละครละมั้ง แต่ทำงานแผนกไหนกันนะทำไมถึงได้รูปร่างหน้าตาถึงได้ดูดีจัง ช่างเถอะเดี๋ยวก็คงได้เจอกันอีก"
เช้าวันต่อมา
ทิวาและศิลป์ทวีพากันเดินหาซื้อของทิวาได้ผ้าสวยเพื่อนำตัดเป็ชุดให้เหล่าบรรดานางโชว์และศิลป์ทวีก็ได้เพชรคริสตัลเพื่อนำมาทำสร้อยคอให้กับนางโชว์เช่นกัน ร้านขายคริสตัลร้านนี้อยู่ติดกับร้านเพชรซึ่งเป็ร้านเดียวกับที่ปานจันทร์ฝากให้ปัญพัฒน์เอาสร้อยเพชรมาซ่อมตัวเรือน ปัญพัฒน์ทำธุระเื่ซ่อมตัวเรือนเพชรให้กับแม่เป็ที่เรียบร้อยเขาก็เดินออกจากร้านทันทีเป็เวลาเดียวกันกับที่ศิลป์ทวีและทิวาเดินออกจากร้านคริสตัลที่อยู่ติดกัน และเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
"โอ๊ย !" ปัญพัฒน์และศิลป์ทวีเดินชนกันโดยที่ทั้งคู่ก็ไม่ได้ระวังตัว กล่องสร้อยเพชรและกล่องคริสตัลที่ทั้งสองถือมาในมือหล่นลงที่พื้น
"ขอโทษด้วยนะครับคุณ"
ปัญพัฒน์เอ่ยคำขอโทษก่อนเพราะเขาดูแล้วว่าอีกฝ่ายนั้นเป็คนตัวเล็กรูปร่างผอมบางกว่าตนมาก
"ไม่เป็ไรครับ ขอโทษด้วยผมไม่ทันระวัง นี่ของคุณครับ"
ศิลป์ทวีส่งกล่อมกำมะหยี่ให้กับปัญพัฒน์โดยมิได้สังเกตเลยว่ากล่องกำมะหยี่ทั้งสองใบนั้นเหมือนกัน เมื่อทั้งคู่หันหลังให้กันในใจของทั้งสองก็ได้แต่คิดว่า
"ไช่รึเปล่านะ ไช่คนที่เจอวันนั้นรึเปล่า"
ปัญพัฒน์จำได้คับคล้ายคับคลา
"เดินระวังหน่อยสิลูกดูสิไปชนคนอื่นข้าวของตกหล่นเสียหายหมด"
"ไม่เป็ไรหรอกครับแม่คริสตัลมันอยู่ในกล่องไม่เสียหายหรอกครับ"
"แม่หิวรึยังครับ ผมหิวละเราไปหาอะไรทานกันดีกว่านะครับ"
"ก็ดีลูกแม่ก็หิวแล้วเหมือนกัน"
สำหรับสองแม่ลูกร้านอาหารข้างทางก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว แต่สำหรับปัญพัฒน์ลูกนักธุระกิจผู้ร่ำรวยเขาก็เลือกที่จะทานอาหารในร้านหรูราคาแพงสมกับฐานะของเขา วันนี้อลิษาได้ออกมาเดินชอปปิ้งในห้างเธอแวะเข้าร้านอาหารและเจอกับปัญพัตน์โดยบังเอิญเธอจึงเดินเข้าไปหาเพื่อที่จะทักทายคนรักในใจเธอคิดว่าน่าจะต้องตัดพ้อเสียหน่อยที่แฟนหนุ่มของเธอมาทานข้าวคนเดียวโดยไม่ชวนเธอสักคำ
ขณะที่ปัญพัฒน์กำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆอยู่ ในความคิดของเขาก็ไม่พ้นเื่ของเด็กหนุ่มที่เขาได้พบเจอในโรงละครและเหตุการณ์วันนี้ที่เขาได้เดินชนกับศิลป์ทวีโดยบังเอิญ ปัญพัฒน์พยายามใช้ความคิดนำเื่ราวมาประติดประต่อ แต่ก็ไม่ชัดเจน
"คุณพัฒน์คะ"
"ษา"
ปัญพัฒน์ใทำตัวไม่ถูกออกอาการเงอะงะเพราะเขาไม่คาดคิดว่าจะเจออลิษาที่นี่
"ทำไม ทำหน้าใอย่างนั้นละคะพัฒน์"
"เอิ่ม ... เชิญนั่งก่อนสิครับษา ษามาทำอะไรที่นี่ครับ"
"ษา ก็มาชอปปิ้งนะสิคะ ว่าแต่คุณพัฒน์เถอะค่ะมาทำอะไรที่นี่"
"ผมมาทำธุระให้คุณแม่น่ะ"
อลิษาส่งสายตาจับจ้องมาที่กล่องกำมะหยี่ด้วยแววตาอยากรู้ว่าในกล่องนั้นคืออะไร
"คุณพัฒน์คะ ในกล่องนี้มันคืออะไรเหรอคะ"
"สร้อยเพชรน่ะ เป็สร้อยเพชรของคุณแม่ผม ท่านฝากให้ผมเอามาซ่อมตัวเรื่อนน่ะ"
อลิษาถึงกับตาลุกวาวขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ของในกล่องเป็สร้อยเพชร
"ษา ขอดูหน่อยได้ไหมคะ"
"ได้สิ"
ปัญพัฒน์ตอบด้วยความยินดีและเปิดกล่องสร้อยเพชรเพื่อให้แฟนสาวของเขาได้ชื่นชม
"คงต้องสาวมากแน่ๆเลย"
อลิษาพูดแบบคาดเดา
"เฮ้ย!" ปัญพัฒน์ร้องอุทานออกมาเสียงดังด้วยความใและช็อคอย่างหนักเพราะในกล่องนั้นไม่ไช่สร้อยเพชรแต่กลายเป็สร้อยคริสตัลราคาถูก
"เป็ไปได้ยังไง เป็ไปไม่ได้ ตายแล้วแย่แน่เลยฉันจะทำยังไงดี"
"คุณพัฒน์คะ เกิดอะไรขึ้นคะ"
"ว๊าย! ตายแล้วไหนคุณบอกว่าเป็เครื่องเพชรของคุณแม่คุณ และทำไมมันกลายเป็ของปลอมไปได้ละคะ"
"นั้นสิ เป็ไปได้ยังไง คุณแม่ผมห่วงสร้อยเส้นนี้มากเลยนะรู้ไหม ถ้ามันหายไปแบบนี้คุณแม่ผมคงจะเสียใจแน่เลย จะทำไงดี"
"คุณปัญใจเย็นๆก่อนนะคะ ษาว่า เราไปแจ้งความก่อนดีกว่าไหมคะให้ตำรวจเขาช่วยสืบตัวคนร้าย"
"คนร้ายเหรอ"
"ไช่ค่ะ ษาว่าถ้าเป็แบบนี้คุณน่าจะโดนมิจฉาชีพสับเปลี่ยนกล่องเครื่องเพชรไปก็ได้นะคะ"
"รึว่า..." ภาพและเหตุการณ์ที่เขาเดินชนกับศลป์ทวีวันนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวของปัญพัฒน์ทันที
"โธ่เอ๊ย ที่แท้ก็พวกมิจฉาชีพหัวขโมยดีๆนี่เอง แล้วฉันจะไปตามมันได้ที่ไหนละเนี่ย จะเป็คนเดียวกันรึเปล่าก็ไม่แน่ใจอีก"
ปัญพัฒน์ได้แต่ครุ่นคิดในใจ ทำอะไรก็ไม่ถูก
"เราไปแจ้งความที่สถานีตำรวจก่อนเถอะค่ะ ทางตำรวจเขาจะได้หาจับตัวคนร้ายนะคะ"
"โอเคครับ ษา"
ปัญพัฒน์ยินดีที่จะทำตามคำแนะนำของอลิษา ปัญพัฒน์รีบรุดไปแจ้งความที่สถานีตำรวจพร้อมกับอลิษาในขณะเดียวกันความคิดของเขาก็ยังพันพัวอยู่ศิลป์ทวี
"แม่ครับ เดี๋ยววันนี้แม่ไปที่โรงละครกับผมนะครับ วันนี้มีโชว์ตอนหกโมงพวกเด็กๆที่คณะเขาอยากเจอแม่มากเลยนะครับ"ศิลป์ทวีเอ่ยปากชวนทิวาให้ไปโรงละครด้วยกัน
"เอ่อ แม่ว่ามันจะดีเหรอลูก แม่ไม่อยากไปเลย"
"ทำไมละครับแม่ ผมชวนแม่ไปโรงละครทีไรแม่ก็ปฏิเสธทุกที ทั้งที่แม่เองก็เคยเป็นักแสดงอยู่ในโรงละครนั้นมาก่อน แม่ครับไปเถอะนะครับแม่พวกเด็กๆที่คณะคาบาเรต์แล้วก็ลุง เขาอยากให้แม่ไปนะครับ นะคร้าบ"
เมื่อทิวาได้ยินคำอ้อนวอนของลูกชายเธอก็ต้องใจอ่อน และยอมไปในที่สุด
โปรดติดตามตอนต่อไป