ตอนที่ 97 พวกคุณไม่เชื่อฉันหรือ?
ในเวลานี้ ทุกคนต่างก็มีความคิดเดียวกันว่า การเรียนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ต้องเข้าร่วมชั้นเรียนเสริมให้จงได้ ไม่แน่ว่าลูกๆ ของตัวเอง (หรือแม้แต่ตัวเอง) อาจจะโชคดีเหมือนหานซานหยางและหานชีเยวี่ยก็เป็นไปได้นี่?
หลังจากพูดจบ ผู้นำชุมชนก็ให้เวลาทุกคนได้คิดอย่างเต็มที่
ผู้นำชุมชนผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก มีประสบการณ์โชกโชน เขาจะไม่รู้ว่าชาวบ้านในความดูแลของเขาคิดอะไรอยู่ได้อย่างไร? ลูกคิดรางแก้วในใจของทุกคนกำลังดีดอย่างบ้าคลั่ง ดังจนล้นออกมาจากความคิดเลยทีเดียว เรื่องนี้หากเขาตัดสินใจคนเดียว ก็ไม่รู้ว่าจะก่อให้เกิดปัญหาอะไรตามมาบ้าง ทว่าถ้าเปลี่ยนมุมมอง ผลลัพธ์ย่อมต่างออกไปจากเดิม แค่ให้เวลาพวกเขาได้คิด ให้พวกเขาได้ปรึกษากัน แบบนี้จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ง่ายกว่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พอมีตัวอย่างเป็นสองพี่น้องตระกูลหานด้วยแล้ว เขาไม่เชื่อว่าคนพวกนี้จะไม่หวั่นไหวแน่นอนว่า สิ่งที่ผู้นำชุมชนทำในวันนี้ ไม่ใช่แค่ต้องการจัดตั้งชั้นเรียน เขามีความคิดที่ลึกซึ้งกว่านั้น ผู้นำชุมชนเงียบเสียง ปล่อยให้ทุกคนซุบซิบปรึกษากันประมาณห้าถึงหกนาที ก่อนจะเปิดปากพูดขึ้นอีกครั้ง
และก็เป็นไปตามที่ผู้นำชุมชนคาดไว้ เมื่อเขาเปิดปากถาม ทุกคนก็เห็นด้วยเป็นเอกฉันท์ นอกจากบางคนที่ไม่ได้สนใจในเรื่องนี้ คนส่วนใหญ่ต่างก็บอกว่านี่เป็นเรื่องดี
ดังที่บุคคลสำคัญได้กล่าวเอาไว้ว่า เราจะไม่หยุดเรียนรู้ไปจนแก่เฒ่า ดังนั้นคนอย่างพวกเขาก็ควรจะขยันเรียนรู้ให้มากกว่านี้
ผู้นำชุมชนตอบรับด้วยความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังกล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปคือให้กรรมการของชุมชนปรึกษาหารือเกี่ยวกับรายละเอียด ทุกคนต่างก็ไม่ได้คิดเห็นเป็นเรื่องใหญ่อะไร เรื่องแบบนี้ เดิมทีก็ควรเป็นผู้นำในชุมชนที่ต้องหาวิธีจัดการ พวกเขาก็แค่ปฏิบัติตามคำสั่งก็พอแล้ว!
ผู้นำชุมชนมีแผนการลำดับขั้นไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว การหาสถานที่จัดชั้นเรียนนั้นเป็นเรื่องง่าย สิ่งเดียวที่ยากคือการหาครูที่เหมาะสม สำหรับเรื่องครูนั้น ผู้นำชุมชนเองก็คำนวณเอาไว้แล้วเช่นกัน เขาจะเลือกจากกลุ่มยุวชนหรือจากเด็กๆ ตระกูลหาน พอถึงเวลายามเย็นก็นำทุกคนเรียน จ่ายเป็นคะแนนงานก็พอแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
ในเวลานี้ เหรัญญิกหลี่ได้ยินว่ามีการเปิดประชุมในชุมชน แต่ไม่มีใครมาเรียกเขา เขาจึงได้ส่งคนไปสืบข่าวโดยเฉพาะ
เมื่อรู้ว่าเป็นเรื่องการจัดตั้งชั้นเรียน เหรัญญิกหลี่ก็หัวเราะเยาะเสียงเย็น
คนพวกนี้ช่างโง่เขลาจริงๆ หลงเชื่ออะไรง่ายๆ ไม่คิดบ้างเลยหรืออย่างไรว่า คนอื่นเขาเรียนจบมัธยมปลายมา ไม่ใช่จบจากชั้นเรียนเสริม แค่ชั้นเรียนเล็กๆ ยังจะสามารถสร้างคนใหญ่คนโตอะไรได้?
มิใช่ว่าสมองของกู้อวิ๋นฉีใช้การไม่ได้แล้วกระมัง?
แต่เพราะเป็นเรื่องของการจัดตั้งชั้นเรียนนี่เอง เหรัญญิกหลี่ถึงได้ยังคงนอนแผ่กายอยู่บนเตียง ไม่ได้ไปร่วมประชุม “แกไปดูอีกที ถ้าตัดสินใจเรื่องครูเมื่อไหร่ก็ค่อยมาบอกฉัน ฉันค่อยไปตอนนั้น!” เหรัญญิกหลี่มอบหมายงานนี้ให้ลูกชายคนเล็กสุด
เด็กน้อยอายุไม่กี่สิบขวบกระโดดโลดเต้นมุ่งหน้าไปที่ลานนวดข้าว เพียงแต่ระหว่างทาง เขาเห็นแมลงปอสองตัวจึงได้ยุ่งกับการวิ่งไล่จับแมลงปอ จนลืมเรื่องสำคัญที่เหรัญญิกหลี่สั่งเสียไป
ในเวลานี้เอง ผู้นำชุมชนกำลังปรึกษาเรื่องที่สองกับทุกคนในลานนวดข้าว ซึ่งแน่นอนว่า นี่ต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญของคืนนี้ ผู้นำชุมชนให้ทุกคนเงียบก่อนถึงค่อยจะเริ่มพูดต่อ
“เรื่องของหลี่เสี่ยวหรง ลูกสาวของเหรัญญิกหลี่ ทุกคนคงรู้กันแล้ว”
ผู้นำชุมชนพูดถึงตรงนี้ เขาก็ตั้งใจหยุดพูดไปครู่หนึ่ง หลายวันมานี้ ชาวบ้านต่างก็พูดถึงเรื่องของลูกสาวเหรัญญิกหลี่กัน เดิมที พูดกันมาหลายวันแล้วก็เห็นว่าไม่มีข่าวอะไรใหม่ กำลังคิดจะหาเรื่องอื่นไว้คุยแก้เบื่อ ทว่าใครจะไปรู้ว่าผู้นำชุมชนจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเอง
ทุกคนมองผู้นำชุมชนด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่แน่ว่าผู้นำชุมชนอาจจะมีข่าวอะไรใหม่ๆ ที่พวกเขายังไม่รู้ก็ได้ เมื่อเห็นว่าบรรยากาศกำลังเริ่มร้อนระอุได้ที่แล้ว ผู้นำชุมชนจึงกระแอมขึ้น
“เด็กคนนี้นับว่าเติบโตมาในสายตาพวกเราทุกคน ตอนเด็กๆ เป็นเด็กดีเชื่อฟัง แต่ใครจะไปรู้ว่าพอโตขึ้นกลับเปลี่ยนไป” พอถูกพูดเตือนให้นึกถึงเข้า ทุกคนถึงคิดขึ้นมาได้ว่าหลี่เสี่ยวหรงตอนเด็กๆ เป็นเด็กดีหรือไม่ดี?
ผลปรากฎว่า ตอนเด็กๆ เธอไม่ได้ดีอะไรเลย เทียบกับเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน นับว่าเธอเองก็ค่อนข้างแย่ทีเดียว เหล่าป้าๆ น้าๆ ต่างก็นึกถึงเรื่องที่หลี่เสี่ยวหรงเคยสร้างความเดือดร้อนให้พวกเขา และเคยรังแกเด็กๆ ของพวกเขาอย่างไร
“พูดตามตรง เธอก็ถือเป็นลูกหลานในชุมชนเรา ถึงจะทำผิดอะไร เราก็ควรโอบกอดและให้อภัย แต่การให้อภัยนั้นก็ต้องมีขอบเขต เด็กคนนี้ไปยุ่งเกี่ยวกับพวกศัตรูต่างชาติเชียว”
ไม่อาจไม่บอกได้ว่า ผู้นำชุมชนช่างมีความคิดล้ำลึก เจ้าเล่ห์จริงๆ
ก่อนอื่นก็ให้ทุกคนนึกถึงความไม่ดีของหลี่เสี่ยวหรงในอดีต ตอนนี้ก็มาพูดถึงเรื่องที่หลี่เสี่ยวหรงไปยุ่งเกี่ยวกับพวกศัตรู ก่อนหน้านี้ก็มีคนในชุมชนพูดถึงข่าวนี้เช่นกัน แต่ก็ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ทุกคนก็แค่คาดเดาต่างๆ นานา หลายคนถึงกับคิดว่า พวกศัตรูดูเป็นอะไรที่ไกลจากพวกเขามาก จะเป็นไปได้ยังไงที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนั้น?
แต่ตอนนี้ คำพูดนี้ออกมาจากปากของผู้นำชุมชน ทุกคนต่างก็ตื่นตะลึงหลี่เสี่ยวหรงยุ่งเกี่ยวกับพวกศัตรูจริงๆ เหรอ?
“ชุมชนเรา ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้มาก่อน...”
ยามที่พูดคำนี้อออกไป สีหน้าน้ำเสียงของผู้นำชุมชนเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทำให้ทุกคนรู้สึกสะเทือนใจไปด้วย พวกศัตรูเชียวนะ นั่นเป็นพวกคนสารเลว มีประเทศชาติของตัวเองแต่กลับไม่รัก กลับไปช่วยคนอื่นทำร้ายประเทศ คนแบบนี้ไม่ควรได้รับการให้อภัย! ยิ่งไปกว่านั้น ในใจของผู้ภักดีเหล่านี้ คนที่ยุ่งเกี่ยวกับพวกศัตรูสมควรตายเป็นพันครั้ง คนแบบนี้ควรจะถูกลงโทษ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกประณาม และถูกส่งไปใช้แรงงาน
เสียงพูดคุยกันดังขึ้นเรื่อยๆ เพียงพริบตา ผู้นำชุมชนก็บรรลุเป้าหมายแล้ว เมื่อเห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้ว ผู้นำชุมชนจึงพูดต่อ
“คนเขามักจะพูดว่า เลี้ยงลูกไม่สั่งสอนถือเป็นความผิดของพ่อ ในฐานะที่เหรัญญิกหลี่เป็นกรรมการของชุมชน แต่กลับสั่งสอนลูกไม่ดี ปล่อยให้ลูกเป็นปัญหาแบบนี้ ฉันคิดว่า เราควรเปลี่ยนเหรัญญิกให้เป็นคนที่มีความตระหนักรู้ที่มากกว่านี้! ”
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้นำชุมชน คนในตระกูลหลี่ที่อยู่ในที่ประชุมต่างก็มีสีหน้าไม่สู้ดี พวกเขาบางคนสนิทกับครอบครัวเหรัญญิกหลี่ มีความสัมพันธ์ที่ไม่เลว พอถึงตอนนี้ก็เข้าใจแล้วว่า ผู้นำชุมชนปูทางมาขนาดนี้ ก็เพื่อที่จะเปลี่ยนตัวเหรัญญิกนั่นเอง
พวกเขาถลึงตามองผู้นำชุมชนด้วยความโกรธ ทำท่าจะพุ่งเข้าไปต่อกร พวกเขาคิดว่า เรื่องวันนี้ ก็แค่ผู้นำชุมชนหาเรื่องมาอ้างเพื่อที่จะยึดอำนาจมากกว่า หากอำนาจทั้งหมดตกอยู่ในมือของผู้นำชุมชน แล้วตระกูลหลี่จะอยู่อย่างไร?
ผู้นำชุมชนเป็นคนฉลาด วันนี้เขาไม่ได้แค่ต้องการทดสอบคนพวกนี้ แต่ตั้งใจที่จะทำให้เรื่องนี้สำเร็จ ถ้ารอให้คนพวกนี้ก่อเรื่องขึ้นมา ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ตอนนั้นต่อให้เปิดปากพูด เขาก็คงจะพูดอะไรไม่ได้แล้ว แน่นอนว่า เขาจะไม่ยอมยืนโง่รอให้คนอื่นเริ่มก่อการปฏิวัติก่อนค่อยเริ่มที่จะพูด แต่ต้องชิงพูดก่อน
เขารีบตะโกนว่า “พวกคุณใจเย็นๆ ก่อน ฟังฉันพูดให้จบก่อนแล้วค่อยคุยกัน”
“ฉันอยู่ในชุมชนเรามานานหลายปีขนาดนี้แล้ว พวกคุณยังไม่รู้จักฉันดีพออีกหรือ? ไม่ว่าฉันจะทำอะไรก็จะคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของชุมชนและชาวบ้านเป็นอันดับแรก”