เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว โม่เสวี่ยถงไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่น้อยติดตามสาวใช้นามโม่หลันไปยังจุดพักม้า[1] ทันที ด้วยเกรงว่าหากไปสายรถม้าส่งสารจะออกเดินทางไปแล้ว
มีใจก็นับว่าไร้ใจ การเกิดใหม่ครั้งนี้นางต้องชิงป่วนทำลายแผนการทั้งหมดก่อนที่ฟางอี๋เหนียงจะลงมือจัดการกับนางอย่างอำมหิต
โม่เสวี่ยถงตามโม่หลันออกจากประตูหลักจวนฉินโม่หลันเป็สาวใช้รุ่นใหญ่ข้างกายนาง จากภายนอกอวี้ซื่อยังต้องให้เกียรติอยู่มากเมื่อได้ยินว่าโม่เสวี่ยถงจะออกไปข้างนอก คนในจวนก็ต้องเตรียมรถม้าที่ค่อนข้างหรูหราไว้ให้คันหนึ่งเมื่อทั้งสองขึ้นรถแล้วค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก
รถม้าควบตะบึงไปยังหอเจินเป่า ซึ่งเป็ที่ที่เหล่าสตรีชอบไปดูเสื้อผ้าและเครื่องประดับมากที่สุดของเมืองอวิ๋นเฉิงจากประตูหน้าผ่านเข้าไปในหอเจินเป่าจะพบจุดพักม้าซ่อนอยู่ในซอกหลืบที่ใกล้ที่สุด
เมื่อเดินทะลุตรอกแคบของหอเจินเป่าเข้าไปแล้วคนในท้องถิ่นเท่านั้นจึงจะทราบว่าที่นั่นมีประตูเล็กบานหนึ่งซึ่งปรกติจะไม่เปิดแต่ลูกค้าประจำเพียงบอกกล่าวกับเถ้าแก่หอเจินเป่าคำหนึ่งให้เขาเปิดประตูให้ย่อมไม่มีปัญหา โม่หลันคิดจะให้โม่เสวี่ยถงรออยู่ที่นั่นตนเองจะไปบอกกับเถ้าแก่ร้าน แต่กลับเห็นโม่เสวี่ยถงยื่นมือผลักบานประตูเข้าไปแล้ว
“แอ๊ด...” เสียงประตูเปิดออก
ฝั่งตรงข้ามกับประตูก็คือจุดพักม้า
โม่เสวี่ยถงเห็นรถม้าที่จุดพักม้าฝั่งตรงข้ามบรรทุกจดหมายเต็มคันเตรียมออกเดินทางยังไม่ทันเอ่ยคำใด โม่เสวี่ยถงสวมหมวกเหวยเม่า[2]ประคองโม่หลันเดินเข้าไปแล้วคารวะชายวัยกลางคนที่เพิ่งเดินมาถึงหน้ารถม้า ร้องทักคำหนึ่ง “ท่านลุง”
เ้าหน้าที่จุดพักม้าของเมืองอวิ๋นเฉิงผู้นี้เคยเป็ลูกน้องของโม่ฮว่าเหวินเคยมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีต่อกันมาก่อนเขามีบุตรสาวคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับโม่เสวี่ยถง ดังนั้นย่อมจำโม่หลันได้เมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงประคองโม่หลันปรากฏตัวขึ้นที่จุดพักม้าก็นิ่งอึ้งไปชั่วครู่รู้ได้ทันทีว่าผู้ที่สวมหมวกเหวยเม่าอยู่ก็คือโม่เสวี่ยถงนั่นเองแต่ก็ยังอดใจถามด้วยความแปลกใจไม่ได้ “คุณหนูโม่หลันจะไปไหนหรือ”
“รบกวนท่านลุงช่วยส่งจดหมายให้ข้าหน่อยเถิด” โม่หลันมอบจดหมายให้
ชายวัยกลางคนรับมาดูเส้นสายลายมือที่เขียนงดงามทรงพลังจ่าหน้าถึงเหล่าไท่จวินแห่งจวนฝู่กั๋วกงเป็ผู้รับพอรู้ว่านางเขียนจดหมายถึงบ้านท่านตาของตนเองก็มิได้ใส่ใจโม่หลันประทับตราสีทองบนจดหมายที่ฝากส่งแทนผู้เป็นายชายผู้นั้นประสานมือคำนับโม่เสวี่ยถง เห็นเวลาไม่เช้าแล้วจึงบังคับรถม้าออกเดินทาง
โม่หลันประคองโม่เสวี่ยถงกลับเข้าไปด้านในอุ้งมือที่ััเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อนางย่อมตระหนักได้ว่านายของตนปราณพร่องร่างกายอ่อนแอ จะมัวรอช้าไม่ได้รีบเอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจ “คุณหนูรออยู่ที่นี่ก่อนนะเ้าคะบ่าวจะไปเรียกรถม้า พักผ่อนให้หายเหนื่อยสักครู่ เดี๋ยวพวกเราก็จะได้ขึ้นรถแล้ว”
โม่เสวี่ยถงปล่อยมือโม่หลัน ประคองตนกับกำแพงยืนให้มั่นคงถอดหมวกที่พรางใบหน้า พยายามสูดหายใจลึกพลางพยักหน้า ที่นี่มิใช่ทางเดินไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนมา แม้แต่เสมียนในร้านก็เข้ามาไม่ได้ อีกทั้งตอนนี้นางยังแต่งกายเป็สาวใช้อยู่จะให้สวมหมวกเหวยเม่าเยี่ยงธิดาของคนตระกูลสูงย่อมไม่เหมาะสมอย่างแท้จริง
โม่หลันเห็นโม่เสวี่ยถงยืนอย่างมั่นคงดีก็รีบปล่อยมือแล้วออกไปจากตรอกแคบภายในหอ
แสงตะวันแรงกล้าจากภายนอกลอดผ่านบานประตูที่แง้มอยู่ โม่เสวี่ยถงหรี่ตาลงพลางยื่นมือไปปิดประตูให้สนิทจากนั้นจึงค่อยหลับตาพักผ่อนอย่างสบายใจ นางเดินทางมาอย่างเร่งรีบร่างกายที่อ่อนแอจึงไม่อาจทานทนได้จริงๆ
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงลมกระโชกเข้ามาหอบหนึ่งมีใครบางคนผลักประตูเข้ามาและเคลื่อนที่ผ่านอย่างรวดเร็วนางยื่นมือออกไปด้วยสัญชาตญาณ แต่เมื่อได้ยินเสียงอุทาน “เอ๋?”จึงรีบลืมตาขึ้น และพบว่ามีชายอาภรณ์สีม่วงอยู่ในมือของตนเองดูเหมือนว่าที่นางยื่นมือออกไปเมื่อครู่จะไปคว้าถูกใครบางคนเข้าแล้ว
โม่เสวี่ยถงรีบปล่อยมือออก ชักเท้าถอยไปสองก้าว แต่กลับพบว่าหลังชนกำแพงแล้วไม่อาจถอยต่อไปได้อีก จึงเงยหน้าขึ้นมองด้วยท่าทางหวาดหวั่น
“อ้าว... ทำไมล่ะ จับแล้วปล่อยแบบนี้ไม่นึกเสียดายหรือ” น้ำเสียงเยือกเย็นเนิบนาบราวกับเกียจคร้านทว่าทุ้มนุ่มรื่นหู ดั่งสุราเลิศรสหอมกรุ่นมอมเมาคนฟังให้ใจเต้นระรัวดังลอยมา
ประตูแง้มเปิดเล็กน้อย ทำให้นางมองเห็นบุรุษที่ยืนอยู่เบื้องหน้าแสงตะวันเรืองรองลอดผ่านประตูทาบทอลงบนใบหน้าด้านข้างซึ่งหันมองมาของบุรุษ ที่ทั้งหล่อเหลาและมากล้นด้วยเสน่ห์เหลือร้าย
ชายหนุ่มอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี สวมอาภรณ์สีม่วง คอเสื้อกุ๊นขอบสีดำเดินดิ้นทองปักลายเมฆาอย่างวิจิตรประณีตชุดคลุมตัวยาวหลวมกว้างเมื่อมาอยู่บนร่างกายของเขาแล้วดูโดดเด่นสง่างามจากคอเสื้อป้ายพาดแนวเฉียงที่แหวกออกเผยให้เห็นสาบเสื้อสีดำจากด้านในเมื่อสีดำและสีม่วงมาจับคู่กันทั้งงดงามแปลกตาและเร้นลับยากคาดเดา
เส้นผมยาวดำขลับมุ่นมวยปักด้วยปิ่นหยกม่วง ราศีหว่างคิ้วดูอบอุ่นอ่อนโยนสีหน้าที่แสดงออกคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ดวงตาเรียวกวาดมองมาทำให้นางอดรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวหัวใจเต้นแรงมิได้เป็ความรู้สึกที่ชวนให้ถลำลึกลงไป เป็ความงดงามราวกับปีศาจและจันทราที่เร้นลับซึ่งไม่อาจบรรยายออกมาได้ชัดเจน ััได้เพียงเสน่ห์อันร้ายกาจที่แผ่ซ่านออกมาจากทั่วร่างกายของเขาแม้โม่เสวี่ยถงจะเยือกเย็นปานน้ำแข็งก็ยังหน้าแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัวหัวใจพลันรู้สึกว้าวุ่น
บุรุษผู้นี้ช่างมีเสน่ห์ดึงดูดให้สตรีไม่อาจละสายตาได้โดยแท้
เมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงเอาแต่นิ่งเงียบมองตนเองอย่างพิจารณาเขาก็รู้สึกเหมือนได้พบของเล่นที่น่าสนใจ หมุนตัวมาประจันหน้ากับนางมองสำรวจหญิงสาวั้แ่หัวจรดเท้า มุมปากกระดกโค้งเป็รอยยิ้ม ั์ตาวาววับ “สินค้าที่ส่งมาครานี้ก็ดูดีใช้ได้ทีเดียว เสียแต่ว่ายังเล็กไปไฉนไม่บำรุงให้ตัวโตกว่านี้หน่อย” พูดจบก็ยื่นมือเข้ามาหมายััใบหน้าของโม่เสวี่ยถง
หากใช้รูปโฉมของเขามาเป็มาตรฐานในการเปรียบเทียบคนที่ดูได้ในโลกนี้คงมีไม่มากจริงๆ
โม่เสวี่ยถงได้สติกลับมาจากอาการตะลึงลาน เบี่ยงศีรษะหลบมือของเขา แล้วกล่าวอย่างตรงไปตรงมา“คุณชายท่านนี้ โปรดสำรวมตนด้วย”
“หากรักนวลสงวนตัวจริง คงไม่เอื้อมมือมาจับชายอาภรณ์ของผู้อื่นหรอกกระมังตอนนี้พอข้าผู้เป็คุณชายรู้สึกพึงใจเ้าแล้ว ไฉนกลับเล่นตัวเยี่ยงนี้เล่า”สีหน้าของชายหนุ่มยังคงอ่อนโยนอยู่ดังเดิม น้ำเสียงชวนให้เคลิบเคลิ้มหลงใหลแต่โม่เสวี่ยถงกลับรู้สึกถึงอันตรายอย่างน่าประหลาด เห็นเขาค่อยๆ ย่างเข้ามาใกล้ส่อเจตนาร้ายอย่างชัดเจน
“คุณชายเข้าใจผิดแล้วเ้าค่ะ ข้ากำลังพักสายตาอยู่ที่นี่ไม่เห็นคุณชายเข้ามา พอได้ยินเสียงดังขึ้นก็นึกว่าพบตัวอันตรายอะไรเข้าจึงยื่นมือออกไปดึงไว้หวังว่าผู้มีใจกว้างดั่งทะเลเช่นคุณชายจะให้อภัยในความไร้มารยาทของข้า” โม่เสวี่ยถงไม่อาจถอยได้อีกแล้ว จึงสูดหายใจลึกแล้วอธิบายด้วยท่าทางยอมจำนน
บุรุษที่อยู่เบื้องหน้า นางไม่เคยพบเห็นมาก่อน แม้ว่าอาภรณ์และเครื่องประดับจะเป็แบบธรรมดาทั่วไปแต่ไม่อาจบดบังรัศมีอันสูงศักดิ์ของเขาไว้ได้ใบหน้าหล่อเหลาเผยรอยยิ้มอบอุ่นทรงเสน่ห์ แต่แม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะฟังดูละมุนละไมเพียงใดกลับแฝงไปด้วยความเ็าและน่าเกรงขามชวนให้รู้สึกสะพรึง
โม่เสวี่ยถงแอบโอดครวญเงียบๆนางไม่้าให้เกิดเื่จึงมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่รอโม่หลันเรียกรถม้ามารับค่อยออกไปแต่ใครจะคิดเล่าว่าถึงขนาดนี้แล้วก็ยังหลบไม่พ้นมิน่าเล่าประตูที่ปรกติมักจะปิดอยู่เสมอจึงเปิดอยู่ที่แท้ก็เจตนาเปิดไว้รอคนนั่นเอง รู้อย่างนี้นางตามโม่หลันออกไปั้แ่แรกก็คงดีจะได้เลี่ยงจากสถานที่เ้าปัญหาแห่งนี้ได้
“ตัวอันตราย? เ้าหมายถึงข้ากระนั้นหรือเดินเข้าประตูมาดีๆ เ้าก็มาดึงข้าไว้ ตอนนี้ยังหาว่าเป็ตัวอันตรายอีกขอถามหน่อยเถิดว่าแท้จริงแล้วเ้ามีเจตนาใดกันแน่” ลมหายใจอุ่นร้อนปัดเฉียดข้างหูนางเสียงบุรุษอยู่ใกล้เพียงคืบ “ว่าอย่างไรเล่าหรือคิดจะเล่นสนุกใช้กลยุทธ์แสร้งปล่อยเพื่อจับกับคุณชายอย่างข้า”
จู่ๆ ชายหนุ่มก็เคลื่อนเข้ามาใกล้โดยไม่คาดคิดโม่เสวี่ยถงรีบเบี่ยงหน้าหลบฉับพลัน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับดวงตาเย้ายวนคู่นั้นในระยะใกล้ชิดลมหายใจคลุมเครือที่คล้ายมีคล้ายไม่มีเหนี่ยวนำความอุ่นร้อนที่แผดเผาอยู่ในร่างกายของเขาได้สีหน้าเรียบเฉยของโม่เสวี่ยถงพลันแดงซ่าน ทั่วร่างแข็งเกร็ง นางรีบหันหน้าหลบวูบคิดจะขยับไปด้านข้าง แต่กลับพบว่าแขนทั้งสองของชายหนุ่มเคลื่อนเข้ามาขวางทางหนีของนางจนหมดสิ้นทำให้นางคล้ายถูกโอบล้อมอยู่ในอ้อมแขนของเขาเยี่ยงนั้น
โม่เสวี่ยถงตกอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกใบหน้าเล็กจ้อยรู้สึกร้อนฉ่าราวกับถูกไฟเผา
นางกัดริมฝีปากแน่น ค่อยๆ ตั้งสติสงบจิตใจที่สับสนวุ่นวายลง เงยหน้าขึ้นสู้กับใบหน้าหล่อเหลาอันเป็เสนียดอัปมงคลยิ่งสำหรับนางแล้วกล่าวด้วยความโมโห “คุณชาย กรุณาปล่อยมือให้ข้าไปชายหญิงเจ็ดขวบก็ต้องแยกกันไม่อาจใกล้ชิด หรือว่าคุณชายคิดจะกระทำไร้มารยาทเช่นนี้”
“เมื่อเจ็ดขวบไม่อาจใกล้ชิด แล้วเมื่อครู่เ้ามารั้งข้าไว้ทำไมเล่า”ชายหนุ่มกล่าวยอกย้อน มือยังคงขวางอยู่หน้านางไม่มีทีท่าจะปล่อยไปง่ายๆ
“คุณชาย เมื่อครู่ข้าก็อธิบายไปแล้วว่าเป็เพียงอุบัติเหตุนอกจากนี้เดิมทีที่นี่ก็เป็ทางผ่าน คุณชายเดินผ่านได้ หรือว่าข้าเดินผ่านไม่ได้”โม่เสวี่ยถงเริ่มโมโห กระแอมกระไอให้คอโล่ง ก่อนลั่นวาจาปะทะคารมกับชายหนุ่มโดยไม่หลบเลี่ยง
เมื่อถูกนางตอกกลับเช่นนี้ ชายหนุ่มก็ตะลึงงัน ก่อนจะหัวเราะเบาๆพลางกล่าวว่า “ดูเถิด สาวน้อยคนงามผู้ใสซื่อน่าสงสารที่ข้าพบไฉนจึงมีนิสัยเช่นนี้”
“ข้ามีนิสัยอย่างไรก็ไม่เกี่ยวข้องกับท่าน ได้โปรดวางมือด้วยอีกประเดี๋ยวคุณหนูของข้าก็จะมาแล้ว หากนางเห็นคุณชายกักตัวข้าไว้เช่นนี้อาจคิดไปว่าข้าให้ท่าบุรุษ หลังจากกลับจวนไปต้องไม่ละเว้นข้าแน่” โม่เสวี่ยถงหลุบตาลงกล่าวเสียงเย็น ยามนี้นางแต่งกายเป็สาวใช้อีกทั้งไม่อยากเกี่ยวข้องใดๆ กับคนผู้นี้ จึงรู้สึกว่ายิ่งอยู่ให้ห่างเขาได้เท่าไรยิ่งดี
“เ้าเป็สาวใช้หรือ” ชายหนุ่มกล่าวหยอกเย้าสองตาจ้องมองนางอย่างพิจารณาั้แ่หัวจรดเท้า
“หากไม่ใช่สาวใช้ ไหนเลยจะมายืนรับอารมณ์คุณชายอยู่คนเดียวที่นี่ได้”โม่เสวี่ยถงกล่าวอย่างหัวเสีย
“เป็แค่สาวใช้ก็น่าเสียดาย เ้าอยากติดตามข้าไปหรือไม่เล่าต่อไปจะได้ไม่มีใครทำให้เ้าโมโหอีก แม้แต่คุณชายอย่างข้าก็จะโปรดปรานเ้าด้วยดีหรือไม่” วาจาของเขาอ่อนหวานนุ่มนวลเป็ที่สุดราวกับคำพูดกระซิบกระซาบระหว่างคู่รักที่สนิทสนมกันยิ่งใบหน้าของโม่เสวี่ยถงร้อนผ่าวอย่างไม่อาจควบคุม
ลมหายใจกรุ่นร้อนประหนึ่งสายลมอบอุ่นปัดผ่านข้างหูเบาๆคล้ายจะปลุกปั่นยั่วเย้าหัวใจนาง โม่เสวี่ยถงใบหน้าแดงก่ำอย่างอัดอั้นตันใจดวงตากระจ่างใสกรุ่นโกรธ “คุณชายไฉนท่านจึงหยาบคายไร้มารยาทเยี่ยงนี้”
“เช่นนั้นหรือ เอ... หากการที่ข้ายอมประนีประนอมเพื่อรักษาหน้าของทุกฝ่ายนับเป็การไร้มารยาทแล้วล่ะก็ความหมายของเ้าก็คือ ข้าไม่มีเสน่ห์เพียงพอที่จะดึงดูดเ้าได้เลยสินะ” ดวงตาของชายหนุ่มพราวระยับ ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางๆแต่โม่เสวี่ยถงใบหน้าขาวซีด
คนผู้นี้ช่าง...
นางไร้วาจาไปชั่วขณะ ไม่เอ่ยคำใดอีกเลย สายตามองไปด้านนอกกัดริมฝีปากแล้วยื่นมือไปผลักแขนที่ขวางกั้นอยู่ด้านหน้าของตนเองอย่างไม่ลังเลโม่หลันออกไปได้พักหนึ่งแล้ว อีกประเดี๋ยวคงกลับมาหากนางพลั้งปากเรียกตนเองว่าคุณหนู สถานะของนางก็จะถูกเปิดเผยที่นี่เป็ร้านค้าเครื่องประดับ ไม่อาจรับรองได้ว่าคนที่ผ่านไปผ่านมาด้านนอกจะจำนางไม่ได้เมื่อครั้งที่มารดายังมีชีวิตอยู่นางเคยคบค้าสมาคมกับคุณหนูตระกูลสูงและเหล่าฮูหยินอยู่หลายคน
ชายหนุ่มคล้ายคาดไม่ถึงว่านางจะใจกล้าบ้าบิ่นถึงขั้นไม่นำพาต่อข้อห้ามที่ชายหญิงไม่ควรััชิดใกล้ตะลึงมองมือเล็กขาวผ่องนวลเนียนของนางที่อยู่บนอาภรณ์ของตนเองก็รู้สึกราวกับเห็นผีเสื้อที่โบยบินจนเหนื่อยล้าร่อนลงมาเกาะบนแพรบุปผาสีม่วงช่างดูสดใสมีชีวิตชีวา งดงาม...
“น้องแปด กำลังทำอะไรอยู่ ยังไม่รีบมาอีก” น้ำเสียงอ่อนโยนดังมาจากตรอกที่ลึกเข้าไป
..............................................................................................................
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] จุดพักม้า เป็เสมือนไปรษณีย์-ขนส่งของคนสมัยก่อนและบางแห่งก็ทำเป็โรงเตี๊ยมสำหรับพักค้างคืนได้ด้วย
[2] หมวกเหวยเม่า หรือหมวกม่าน เดิมทีใช้สวมเพื่อป้องกันฝุ่นหรือเศษทรายแต่ต่อมากลายเป็หมวกที่สตรีใช้ปิดบังใบหน้ามักทำจากตาข่ายหรือผ้าโปร่งห้อยจากปีกหมวกอาจคลุมถึงแค่คอหรือคลุมทั้งตัวก็ได้