กงจื้อหมิงโอบเอวของหญิงสาวที่เขารักไว้พวกเขาเดินไปด้วยกันอย่างช้าๆ โดยในใจเขาก็เข้าใจถึงความหวังดีของนางทั้งสองไม่ได้พูดอะไร เพียงเดินวนไปวนมาในกระโจมความเจ็บปวดบางอย่างไม่ต้องการคำปลอบโยน แต่ต้องการเพียงความอบอุ่นที่คอยอยู่เคียงข้าง…
เช้าวันรุ่งขึ้นอากาศก็ยังดีเช่นเดิม ดวงอาทิตย์ในต้นฤดูใบไม้ผลิอบอุ่นขึ้นทุกวันการเดินทางของกองทัพใหญ่ก็ยิ่งง่ายขึ้น
อันเกอเอ๋อร์ไม่ชอบอยู่ในรถม้าเพราะมันอึดอัดเขามักจะยื่นมือเล็กๆ ออกมาจากหน้าต่างรถม้า หวังว่าพ่อสุดที่รักจะมา “ช่วย”พาเขาออกไป แต่โชคร้ายที่ทุกครั้งก็ถูกแม่ห้ามเอาไว้อย่างไร้ความปรานี
ทหารองครักษ์ทั้งหลายเมื่อเห็นก็อดยิ้มไม่ได้จากนั้นเมื่อเห็นแม่ทัพใหญ่กลับมาจากการตรวจตราด้านหน้า ก็รีบรายงานทันที
“ท่านแม่ทัพคุณชายน้อยรอให้ท่านพาเขาขี่ม้าอยู่ขอรับ”
ใบหน้าของกงจื้อหมิงก็อ่อนโยนลงในทันใดเขาก้มลงเคาะหน้าต่างรถม้า ติงเหว่ยได้ยินเสียงจึงเปิดม่านหน้าต่างขึ้น และบ่นว่า “อันเกอเอ๋อร์ยิ่งติดพ่อมากขึ้นทุกวันข้าล่ะอยากจะส่งเขาไปให้คนอื่นเลี้ยงแล้ว!”
“เตี่ย! เตี่ย!” เมื่อได้ยินแม่พูดฟ้อง อันเกอเอ๋อร์ก็ไม่ยอมแพ้เขาพยายามจะยกก้นน้อยๆ ที่ถูกทำโทษให้พ่อดู แต่น่าเสียดายที่กางเกงนวมหนาๆนั้นปิดบังร่องรอยการทำโทษของแม่เอาไว้ เขาจึงร้อนใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา
กงจื้อหมิงทั้งขบขันทั้งจนปัญญาเขายื่นมือดึงลูกชายออกมาจากหน้าต่างรถม้าแล้วเอาใส่ไว้ในเสื้อคลุมทันทีเจ้าเด็กอ้วนก็ลืมความน้อยใจทั้งหมดไป เขาเริ่มดีดดิ้นขาน้อยๆ ของเขาแล้วตะโกนอย่างตื่นเต้นว่า “ย่า! เตี่ยย่า!”
คำเรียกแบบนี้ไม่รู้ว่าเขากำลังเร่งให้พ่อควบม้าหรือคิดว่าม้าเป็นพ่อกันแน่แต่ก็ทำให้ทหารองครักษ์ทั้งหมดอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
ติงเหว่ยปิดตาไม่อาจทนดูความน่าขายหน้าของลูกชายได้ จึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย “ข้างหน้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือ? ทำไมท่านไปนานจัง?”
กงจื้อหมิงโอบลูกชายไว้แล้วตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า“ม้าของแม่ทัพอดีตกองโจรตกใจ ทำให้เขาตกม้าจนขาหัก”
ติงเหว่ยสงสัยจึงถามว่า“ทำไมม้าถึงตกใจได้ล่ะ? แล้วมีใครทำแผลให้เขาหรือยัง?”
“ผู้อาวุโสเหว่ยอยู่ใกล้ๆพอดี จึงได้ให้การรักษาเรียบร้อยแล้ว”
พูดจบเขาก็ไม่พูดอะไรอีกโอบลูกชายไว้แน่นขึ้น แล้วใช้ขาทั้งสองข้างบีบเข้ากับตัวของม้าเบาๆให้ม้าวิ่งออกไป
ติงเหว่ยมองสองพ่อลูกที่วิ่งออกไปไกลนางรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย จึงปิดม่านหน้าต่างรถม้า แล้วหันไปเคาะขาของตนเองที่ได้รับบาดเจ็บพร้อมถอนหายใจว่า“เมื่อไรข้าจะหายดีสักที ข้าก็อยากเรียนขี่ม้าบ้าง!”
อวิ๋นอิ่งที่คอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างๆได้ยินก็หัวเราะออกมาและพูดว่า “บาดเจ็บที่กระดูกต้องใช้เวลารักษาหนึ่งร้อยวันตอนนี้ใกล้จะหายแล้ว พอถึงเวลานั้นข้าจะสอนแม่นางเองได้ยินมาว่าที่จวนอู่โฮ่วมีสนามขี่ม้าที่กว้างใหญ่ ทำให้ขี่ม้าได้สะดวกมาก”
ติงเหว่ยฟังแล้วก็สนใจจึงถามว่า“เจ้าเคยไปที่จวนอู่โฮ่วงั้นหรือ? เล่าให้ข้าฟังสักสองสามประโยคหน่อยสิ”
อวิ๋นอิ่งเคยอยู่ที่จวนอู่โฮ่วไม่กี่วันเพราะเหตุการณ์ที่นายท่านแสร้งตายแม้ในช่วงที่กำลังวุ่นวายนั้นไม่ได้ดูละเอียดอะไรมากแต่ก็พยายามเล่าทุกอย่างที่รู้ให้ฟัง
“จวนอู่โฮ่วนั้นใหญ่มากตั้งอยู่บนถนนจูเชวี่ย อยู่ห่างจากวังหลวงเพียงช่วงเวลาชงชาเท่านั้นภายในจวนมีหลายเรือน มีสวนดอกไม้และสนามขี่ม้าคนรับใช้ทั้งหมดเป็นทหารเก่าที่ปลดประจำการจากกองทัพได้ยินมาว่าบางคนเคยออกรบกับท่านอู่โฮ่วอาวุโสด้วย พวกเขามีเกียรติยศและยังซื่อสัตย์เป็นที่สุดแม้กระทั่งเวลาที่เจอท่านอ๋องพวกเขาก็ทำความเคารพเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น”
ติงเหว่ยพยักหน้านางเคยได้ยินมาก่อนว่าตระกูลขุนนางทหารมักใช้ทหารเก่าที่ปลดประจำการแล้วมาเป็นคนรับใช้ในบ้านด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือพวกเขามีความจงรักภักดีและไว้ใจได้และสองคือเป็นการหาทางออกให้พวกเขา โดยเฉพาะทหารที่ได้รับบาดเจ็บหรือพิการแม้จะไม่สามารถทำงานได้แล้ว แต่ก็ยังได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติในตระกูลไม่อาจปฏิเสธได้ว่านี่เป็นการซื้อใจคนวิธีหนึ่งหากไม่จัดการความกังวลด้านหลังของคนเหล่านี้ใครจะยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องผู้บังคับบัญชา?
ในตอนนี้เมื่อสงครามใกล้จะสิ้นสุดลงวิธีการต่างๆที่เคยเสนอเพื่อจัดหาที่อยู่ให้กับทหารที่บาดเจ็บก็ถึงเวลาต้องเตรียมการแล้ว
และนางวางแผนที่จะซื้อจวนนอกเมืองหลวงเมื่อครั้งนั้นที่นางและลูกชายสามารถรอดชีวิตจากการลอบสังหารของทหารม้าชุดดำก็เป็นเพราะเจ้าซานเจียงได้นำเหล่าทหารม้าและเหล่าทหารบาดเจ็บต่อสู้เพื่อปกป้องพวกนางจนตัวตายนางเคยบอกว่าจะดูแลลูกหลานและพ่อแม่ของพวกเขาไปจนแก่เฒ่าซึ่งทั้งหมดนี้ต้องใช้เงินและสถานที่ในการจัดการ
ไม่ต้องพูดถึงว่าติงเหว่ยกำลังวางแผนอะไรอยู่พูดเพียงว่ากองทัพในยามนี้ก็เดินทางมาถึงจุดที่ห่างจากเมืองหลวงสามสิบลี้ในช่วงพลบค่ำซึ่งเป็นจุดหมายของวันนี้ในที่สุด
และค่ำคืนนี้ก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าเป็นคืนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้สำหรับทุกคนในเมืองหลวงทางราชสำนักได้วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเลือกขุนนางจากหกกรมมาสามคนซึ่งทั้งหมดเคยมีความสัมพันธ์กับตระกูลอู่โฮ่ว เมื่อกองทัพใหญ่ตั้งค่ายพักแรมพวกเขาก็นำอาหาร เหล้าและเนื้อจำนวนมากไปให้
ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ที่เหลือจะถูกนำโดยท่านอัครมหาเสนาบดีฟางไปรอรับที่นอกประตูเมืองในเช้าวันรุ่งขึ้น
ค่ำคืนนี้เมืองหลวงเงียบสงบอย่างยิ่งแต่หลังประตูทุกบานกลับเต็มไปด้วยผู้คนที่ดวงตากำลังเป็นประกายแม้แต่ในบ้านตระกูลสูงศักดิ์ ทุกคนในตระกูลต่างก็รวมตัวกันเพื่อพูดคุยกันอย่างลับๆเกี่ยวกับอดีตของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ ว่าควรรับมืออย่างไรและทำอย่างไรเพื่อรักษาความมั่งคั่งและยศถาบรรดาศักดิ์เอาไว้ได้
ภายในวังหลวงเมื่อก่อนตำหนักไท่จี๋เคยเป็นที่สนใจของทุกคนมากที่สุดบัดนี้ไม่มีฮ่องเต้ผู้โหดร้ายแล้ว เหลือเพียงคนพิการนอนอยู่บนเตียงมีขันทีน้อยสองคนเฝ้าอยู่ที่ประตูและคุยกันเบาๆ ว่า “เสี่ยวกุ้ยจื่อเจ้าเคยเจอท่านแม่ทัพใหญ่หรือไม่?”
“ท่านแม่ทัพใหญ่ที่ไหน?” ขันทีอีกคนกลอกตาใส่พร้อมทั้งยืดอกอย่างภาคภูมิใจ“นั่นคือฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่เราใกล้จะได้ปรนนิบัติรับใช้แล้วแม้ว่าข้าจะไม่เคยเจอมาก่อน แต่ข้าได้ยินจากหัวหน้าพ่อครัวหลวงว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่ชอบอาหารที่มีรสชาติอ่อนๆ”
“ชอบอาหารที่มีรสชาติอ่อนๆ นี่มันหมายความว่ายังไง?”
“เจ้าโง่! แม่ข้าบอกว่าควายที่กินหญ้ามักจะเชื่อง ส่วนเสือที่ชอบกินเนื้อนั่นแหละน่ากลัวฮ่องเต้พระองค์ใหม่ชอบกินอาหารที่มีรสชาติอ่อนๆ แสดงว่าเป็นคนจิตใจดีมีเมตตา”
“เอ๋ มีคำพูดอย่างนี้ด้วยหรือ?” ขันทีน้อยคนนั้นแปลกใจแต่ก็รู้สึกดีขึ้นทันที “ขอเพียงฮ่องเต้พระองค์ใหม่ไม่ฆ่าคนง่ายๆ ก็พอแล้วข้างในนั้นน่ากลัวมาก พวกคนในห้องเดียวกับเราถูกเฆี่ยนตายไปทีละคน! ข้าคิดว่าข้าคงอยู่รอดได้อีกไม่นานแล้วไม่คิดเลยว่าท่านแม่ทัพใหญ่จะมาถึงที่นี่พอดี มันช่างดีจริงๆ!”
บทสนทนาเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วทั้งราชสำนักเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก็รวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆพูดคุยด้วยความคาดหวังต่อฮ่องเต้พระองค์ใหม่
นางกำนัลบางคนที่คิดว่าตนยังพอมีรูปลักษณ์งดงามอยู่บ้างก็เริ่มแอบคิดหาวิธีที่จะได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขณะที่ขันทีที่ฉลาดก็เริ่มนำเงินที่เก็บสะสมไว้มานานออกมาเพื่อพยายามเปลี่ยนเป็นตำแหน่งที่ดีกว่าหวังว่าอาจได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้พระองค์ใหม่แล้วได้เป็นขันทีระดับสูงเพื่อแสดงอำนาจบารมีบ้าง
บางทีอาจได้รับอิทธิพลจากความปั่นป่วนภายในราชสำนักสวนหลิวเซียนที่เคยเงียบสงบมาโดยตลอดคืนนี้ก็เต็มไปด้วยแสงไฟสว่างไสวอย่างหาได้ยาก
ภายในตำหนักเจิ้งเตี้ยนมีนางกำนัลสี่คนกำลังยุ่งอยู่กับการนำเสื้อผ้าทั้งหมดออกจากหีบแล้วส่งไปให้องค์หญิงดูทีละชุด แต่เสื้อผ้าขององค์หญิงมีมากเกินไปใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยามแล้วยังดูได้ไม่ถึงครึ่งและองค์หญิงก็เริ่มมีสีหน้าขุ่นเคืองผิดปกติ
แม่นมที่เห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปปลอบด้วยรอยยิ้ม“องค์หญิง ทรงดื่มน้ำรังนกสักถ้วยก่อนเถิด ท่านพักผ่อนสักครู่บ่าวอยู่เคียงข้างท่านมานานก็พอจะรู้ว่าท่านชอบอะไร ถ้ามีชุดใดเข้าตาบ่าวจะนำมาส่งให้ท่านอีกครั้ง”
เมื่อองค์หญิงได้ยินเช่นนั้นคิ้วที่ขมวดอยู่ก็เริ่มคลายออกในที่สุด จากนั้นก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า “ไม่รู้ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าไม่มีชุดไหนที่ถูกใจเลย”
แม่นมอาวุโสยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์“สตรีตั้งใจแต่งหน้าเพื่อคนที่รัก ความรู้สึกขององค์หญิง บ่าวเข้าใจดี”
“โถ่แม่นมพูดอะไรน่ะข้าก็แค่ไม่อยากเสียศักดิ์ศรีของราชวงศ์ต่อหน้าราษฎรในเมืองหลวงก็เท่านั้น!”องค์หญิงที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์อ่อนโยนมากนักกลับทำเสียงออดอ้อนใส่ยิ่งทำให้นางดูมีชีวิตชีวากว่ายามปกติที่มักจะดูเยือกเย็นและสูงส่งทำเอาบรรดานางกำนัลที่อยู่รอบๆ ถึงกับตะลึง
นางคงนึกถึงเรื่องนี้เช่นกันจึงรีบเก็บซ่อนรอยยิ้มไว้ส่วนบรรดานางกำนัลก็รีบก้มหน้าลงและถอยไปข้างๆ แม่นมอาวุโสคัดเลือกเสื้อผ้าในกองอยู่ไม่นานก็หยิบชุดออกมาสองชุด ชุดหนึ่งเป็นสีแดงดอกท้อ อีกชุดเป็นสีฟ้าครามทั้งสองชุดทำจากผ้าคุณภาพเยี่ยมที่ได้รับการตัดเย็บอย่างประณีตไม่มีลายปักซับซ้อนอะไรซึ่งเหมาะสมกับภาพลักษณ์ที่สง่างามเหมือนเทพธิดาขององค์หญิงเป็นอย่างมาก
องค์หญิงชิงเฉิงรู้สึกพอใจเป็นอย่างมากนางพยักหน้าและกล่าวชมเชย “สายตาของแม่นมช่างเฉียบแหลมจริงๆ สองชุดนี้โดดเด่นยิ่งนัก”
แม่นมยิ้มจนรอยย่นบนใบหน้าของนางแทบจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว“แน่นอนเพคะ บ่าวรับใช้องค์หญิงมาตั้งแต่ยังเด็กหากยังไม่เข้าใจในรสนิยมขององค์หญิง อายุอานามที่อยู่มานี้ก็คงสูญเปล่าองค์หญิงลองใส่ดูเถิดว่าชุดไหนจะเหมาะกว่ากัน?”
ทั้งสองคนใช้เวลาไปกว่าครึ่งชั่วยามในที่สุดก็เลือกชุดสีฟ้าครามแม่นมอาวุโสบ่นพึมพำพลางค้นหากล่องเครื่องประดับเพื่อหาชิ้นที่เข้ากับชุด
องค์หญิงนั่งอยู่ริมหน้าต่างมือถือหนังสือไว้ แต่นางไม่ได้อ่านเลยแม้แต่ตัวเดียว
เวลาผ่านไปหลายปีไม่รู้ว่ายามนี้เขาคนนั้นจะสง่างามเพียงใดแผ่นหลังของเขาจะกว้างใหญ่เหมือนในความทรงจำหรือไม่?
ขณะที่คิดถึงเรื่องนี้ใจของนางก็พลันนึกถึงเรื่องหนึ่ง ทำให้นางขมวดคิ้วขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวแม้ว่าในตอนนี้เขาจะถูกหญิงชั้นต่ำยึดครองไปแล้วแต่นั่นก็ไม่เป็นไรแค่กำจัดหญิงชั้นต่ำคนนั้นออกไปก็พอนางเป็นถึงองค์หญิงผู้สูงศักดิ์และงดงามที่สุดในซีเฮ่า บุรุษที่นางเลือกไม่มีผู้ใดสามารถแย่งไปได้!
ที่ค่ายทหารห่างออกไปหลายสิบลี้ค่ำคืนนี้ก็เป็นคืนที่ไม่อาจหลับใหลได้เช่นกันเหล่าทหารที่นอนอยู่ในกระโจมคุยกันเบาๆ
“ท่านแม่ทัพใหญ่ได้เป็นฮ่องเต้แล้วพวกเราจะกลับบ้านได้แล้วอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้าหนุ่มไม่เอาถ่านอยู่ที่ซีจิงกินดีอยู่ดีไม่ดีตรงไหน? ดันไปคิดถึงบ้านนอกคอกนาของเจ้าอีก”
“เอ้อหยาที่บ้านรอให้ข้ากลับไปแต่งงานอยู่!”
“เจ้าตั้งรกรากที่ซีจิงหากว่าโชคดีได้ตำแหน่งดีๆ เจ้าจะแต่งหญิงกี่คนก็ได้ ใครจะไม่ดีกว่าหญิงชนบท?”
“ไม่ได้ ข้าชอบเอ้อหยา”
ด้านนอกกระโจมเหล่าผู้บังคับบัญชาที่คุมเวรกำลังเดินตรวจตรา ได้ยินเสียงพูดคุยในกระโจมต่างๆก็ได้แต่ส่ายหัว ไม่ได้ห้ามปรามเหมือนเคย ไม่ใช่แค่เหล่าทหารหรอกพวกเขาเองก็ยังตื่นเต้นจนหลับไม่ลงกันทั้งนั้นความดีความชอบในการยกย่องและก่อตั้งประเทศ ทุกคำล้วนแฝงไว้ซึ่งเกียรติยศและความมั่งคั่งทุกคำสามารถทำให้พวกเขาได้เป็นหน้าเป็นตาของตระกูล
ในเวลาแบบนี้ใครที่ยังหลับได้ ก็คงเป็นคนที่ไร้หัวใจเสียแล้ว
ในกระโจมกลางก็เต็มไปด้วยแสงไฟเช่นกันแม่ทัพอาวุโสทั้งสองคน และฟางซิ่น กำลังหารือกับกงจื้อหมิงเกี่ยวกับการเตรียมการในวันพรุ่งนี้แม้ตอนนี้ชัยชนะจะใกล้เข้ามาแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจลดความระมัดระวังลงได้ใครจะรู้ว่าอาจมีทัพใหญ่อีกกองทัพบุกมาขณะที่พวกเขากำลังลดการป้องกันแล้วพลิกสถานการณ์ไปอย่างสิ้นเชิงก็เป็นได้
อย่างไรก็ไม่มีใครได้เห็นซือหม่าเชวี่ยนด้วยตาตนเองเผื่อว่าเขาเล่นกลอะไรขึ้นมาจะตั้งตัวรับมือไม่ทันเอาได้สุดท้ายแล้วกงจื้อหมิงยังสามารถฟื้นคืนชีพได้ ก็ไม่แน่ว่าซือหม่าเชวี่ยนจะ “ฟื้นจากอาการบาดเจ็บ”ได้เช่นกัน?
กระโจมเล็กข้างกระโจมใหญ่ก็มีแสงไฟสว่างไสวเช่นกันติงเหว่ยนั่งอยู่หน้าโต๊ะ กำลังตรวจสอบบัญชีที่ส่งมาจากหลายเมืองเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งเดือนนับตั้งแต่เปิดร้านแรกในฉยงโจว ร้านค้าที่ฉยงโจวทั้งห้าร้านก็จัดการเปิดเรียบร้อยแล้วแม้ว่าจะเป็นเพราะอากาศยังคงเย็น ทำให้กิจการปิ้งย่างและปิงผิ่นซบเซาแต่ร้านหม้อไฟ กับข้าว และเตี่ยนซินกลับคึกคักเป็นอย่างมากแต่ละเดือนมีรายได้ไม่น้อย
ส่วนร้านค้าในสองเมืองใกล้เคียงแม้รายได้ยังไม่มากเท่าฉยงโจว แต่ก็ค่อยๆ เริ่มตามทันแล้ว