“นอกจากขี้กลัวแล้ว ยังขี้แงด้วยเหรอเนี่ย” ทีปกรเริ่มแซว จนเกียกกายหลี่ตาลงเหมือนพร้อมที่จะเริ่มทำาประสาทอีกครั้ง
“ก็เห็นนายร้องไห้ฉันก็ต้องร้องด้วยดิวะ นายเคยได้ยินสุภาษิตนี้ไหม เพื่อนเจ็บฉันก็เจ็บเหมือนกัน หื้อหือ เพื่อนต้องอยู่ด้วยกัน จะทิ้งกันได้ไง…” เกียกกายพูดออกมาจนกลายเป็ทำนองเพลง
“ฉันว่านายกำลังร้องเพลงอยู่นะ" ทีปกรกลอกตามองบน ในขณะที่เกียกกายเริ่มเผยยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ที่มุมปาก พร้อมทั้งทำท่าทางไม่รู้ไม่ชี้ในขณะที่เพื่อนรักกำลังพูด
“เอ้าเหรอ ไม่เห็นจะรู้เื่เลย”
"ขี้แงก็บอกมาเหอะ”
“เอาน้ำตาฉันคืนมา ไอ้เพื่อนเวร” ระหว่างที่ทั้งสองต่างหัวเราะพูดจาหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน จู่ ๆ เกียกกายก็นึกถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืน
“สรุปแล้วเื่เมื่อคืนมันอะไรกันแน่วะ ที่เราเห็นทั้งหมดคือผี พี่ชลก็คือพี่ฆาตกรใช่ไหมวะ" เกียกกายเริ่มถามขึ้นในสิ่งที่ตนกำลังสงสัย
“ใช่” ทีปกรเล่าเื่ความฝันที่ได้คุยกับิญญา รวมไปถึงการกุมตัวลงนรกของเหล่าิญญาให้เกียกกายฟังทั้งหมด แต่เหลือไว้เพียงแค่เื่ราวระหว่างตนกับเขมทัต
“เชี่ยยยยย สรุปง่าย ๆ เ้าหน้าที่ทั้งสามคนเป็เพื่อนกัน ชอบผู้หญิงคนเดียวกัน ส่วนเด็กผู้ชายก็เป็ลูกของพี่สิน ไม่ใช่ลูกพี่ชล ฉันเข้าใจถูกไหม” เกียกกายพยายามเรียบเรียงในสิ่งที่ทีปกรเล่าให้ฟังทั้งหมด
“ถูกต้องเพื่อนรัก”
“เห้อ… ช่างเป็ความรักที่ซับซ้อนเหลือเกิน สุดท้ายก็ต้องมาตายเพราะขาดสติจากความรัก ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาให้มืดมน…” เกียกกายได้แต่บ่นพึมพำงืมงำกับตัวเอง แต่เสียงที่บ่นออกมานั้นดังไปหน่อยจนทีปกรได้ยิน
“แหม… ถ้าจะปลงตกขนาดนี้ ไม่ต้องจีบพี่สาวฉันแล้วล่ะ ไปบวชเถอะ ขออนุโมทนาบุญในครั้งนี้ด้วยครับ” ทีปกรประนมมือจนท่วมหัว และหันหน้าไปทางเกียกกาย
“อะไรเล่า ฉันแค่รู้สึกว่าหดหู่กับความรักแบบนี้ แต่สำหรับพี่ธา ฉันรักเดียวใจเดียวนะเว้ย” เ้าตัวพูดแล้วก็ตบไปที่หน้าอกของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ
“อย่าให้ฉันเห็นนะว่าระหว่างที่จีบพี่สาวฉัน แล้วนายก็ไปมีคนอื่นด้วย”
“จะไม่เป็แบบนั้นแน่นอนเชื่อฉันได้เลย นายอาจจะยังไม่เข้าใจว่ารักแรกพบมันเป็ยังไง ั้แ่ที่ฉันเห็นพี่ธาครั้งแรก ฉันก็รู้เลยว่าผู้หญิงคนนี้แหละคือเนื้อคู่ของฉัน ที่ฉันตามหามาแสนนาน ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่ชอบขี้หน้าฉันก็ตาม แต่สักวันพี่ธาจะต้องรักฉัน…”
เกียกกายพูดไปเรื่อยเปื่อยตลอดทาง แต่หลังจากประโยคที่พูดว่า ‘นายอาจจะยังไม่เข้าใจว่ารักแรกพบมันเป็ยังไง’ กลับไม่เข้าหัวของทีปกรอีกเลย
“ทำไมฉันจะไม่รู้ว่ารักแรกพบมันเป็ยังไง…” ทีปกรได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเอง สายตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอยอีกครั้ง ตลอดทั้งสองข้างทางตอนนี้เริ่มขยายกว้างขึ้น ถนนที่เคยมีแต่ต้นหญ้าเริ่มกลับมามองเห็นดินบนถนนอีกครั้ง ต้นไม้ทั้งสองข้างยังสูงใหญ่อยู่ดังเดิม แต่ก็ไม่อาจบดบังแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาได้
“เออแล้วเราเข้ามาที่นี่ได้ไงวะ ดูทางดิตอนเข้ากับตอนออกทางต่างกันลิบลับเลยว่ะ” หลังจากที่เงียบกันไปสักพักเกียกกายจึงเริ่มถามขึ้น
“ก่อนอื่นฉันต้องถามนายก่อนว่า นายจองห้องพักที่นี่ได้ยังไง ที่นี่มันปิดตัวไปตั้งสิบกว่าปีแล้วนะเว้ย มันก็ไม่แปลกหรอกที่จะรกขนาดนี้”
“ฉันก็ไม่รู้ เห็นคนรีวิวว่าที่นี่สวยแถมยังสงบเหมาะที่จะมานอนดูดาว ฉันก็เลยจองมา หรือว่า…"
“หรือว่าอะไร”
"บางทีอาจจะมีใคร้าให้เราเข้ามาก็เป็ได้…” เกียกกายหันมาพููดด้วยเสียงยานคาง จนทีปกรต้องพลักหน้าให้หันกลับไปที่เดิม
ทั้งสองขับรถออกมาจากอุทยานร้างนั้นอย่างทุลักทุเล จนในที่สุดก็มาถึงทางออกสักที ป้อมยามที่เคยผ่านเข้ามาเมื่อวานช่างต่างกันลิบลับเมื่อเทียบกับตอนนี้ที่ดูรกร้าง ไร้ซึ่งคนใช้งานมานาน เกียกกายรีบเหยียบคันเร่งให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
“จบสักที ภารกิจปล่อยผี” ทีปกรเอ่ยขึ้น
“พูดอะไรของนาย ขนลุกอีกแล้วเนี่ย” เกียกกายรู้สึกว่าคำพูดของเพื่อนรักไม่ค่อยเข้าหูสักเท่าไร และใช้มีลูบไปที่ขนแขน
“จะขนลุกอะไรนักหนา พวกนั้นโดนยมฑูตจับไปหมดแล้ว”
“ต้องขอบคุณหลวงพ่อที่ช่วยให้ลูกรอดพ้นมาได้ ลูกไม่ลืมคำสัญญาที่ให้ไว้นะครับ” มือของเกียกกายกุมไปยังสร้อยพระที่คล้องอยู่ที่คอ
“อย่าบอกนะว่านายจะเอานางรำ มารำแก้บนกลางแจ้ง”
“เออดิ รับปากหลวงพ่อเอาไว้แล้วสัญญาก็ต้องเป็สัญญาดิวะ ถ้าไม่ทำเดี๋ยวก็เป็เื่อีก”
ทีปกรและเกียกกายขับรถออกมาสู่ถนนใหญ่อีกครั้ง ต่างก็รู้สึกโล่งใจที่ตอนนี้ได้หลุดออกจากอุทยานผีสิงสักที และหวังว่าจะกลับบ้านได้อย่างราบรื่น
“เอี๊ยดดดดดดดดดดดดดดดดด” เสียงเบรกรถลากยาว จนหัวของเพื่อนรักทั้งสองโยกไปด้านหน้าและสะบัดกลับด้านหลังตามแรงโน้มถ่วง
“พี่ช่วยผมด้วย”