หลังได้ยินที่ลู่ต้าว่า หนิงเยี่ยนจึงถอยหลังกลับ มองผู้ชายตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าไปหนึ่งรอบ
พอเจอสายตาแปลก ๆ มองเข้า ลู่หานจางก็รู้สึกไม่สบายใจ จากนั้นเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของหนิงเยี่ยนก็ดังเข้าสู่โสตประสาทของเขา
“ที่ถามคำถามนี้ เพราะท่านชอบข้างั้นเหรอ?”
“.....”
ท่านชอบข้างั้นเหรอ.. ชอบข้า... ชอบข้า ชอบข้า
ลู่หานจางรู้ว่าพวกสาวบ้านป่าค่อนข้างจะตรงไปตรงมา แต่ไม่คิดมาก่อนว่าจะตรง ๆ ขนาดนี้
“แต่ข้าไม่ชอบท่าน อะไรที่ไม่ควรคิดก็เลิกคิดเสียเถอะ”
หนิงเยี่ย++นพูดเหมือนตักเตือนแล้วออกเดินต่อไป
ทะ..ที่แท้ก็ถูกเกลียดเสียแล้ว ลู่หานจางรู้สึกสับสนไปหมด เขาไม่รู้สึกว่าหนิงเยี่ยนนั้นสมควรจะเป็นเมียเขา แต่ในทางกลับกันถูกเกลียดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
มองด้านหลังของหนิงเยี่ยนที่ค่อย ๆ ลับหายไป ลู่หานจางจึงรู้สึกว่าเสื้อของเขาถูกดึง ก้มลงไปมองก็พบว่าเป็นเจ้าหนูน้อยโหย่วหยูที่ตัวสูงยังไม่เท่าสะโพกของเขา
“มีอะไร?” ลู่หานจางถามขึ้น
“ท่านชอบแม่ข้าเหรอ?” เจ้าหนูน้อยเอ่ยพลางยิ้ม
“ไม่ใช่”
ลู่หานจางไม่เข้าใจเลยว่าทำไมบ้านหลังนี้ถึงมีความคิดที่แปลกขนาดนี้ มันก็ชัดเจนแล้วว่าประเด็นที่เขาถามคือ พ่อแท้ ๆ ของเจ้าหนูน้อย ทำไมในสายตาของคนในบ้านหลังนี้ถึงตีความหมายเปลี่ยนไปไกลขนาดนี้นะ ยากที่จะอธิบายจริง ๆ
“ปากอย่างใจอย่าง ชอบก็บอกว่าชอบสิ ข้าเป็นกำลังใจให้นะ”
เจ้าหนูน้อยแสดงท่าทีสนับสนุนลู่หานจาง
ปากของลู่หานจางกระตุก เจ้าหนูน้อยนี้พูดจามีสำบัดสำนวน แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นคือเด็กคนนี้รู้เรื่องรู้ราว งั้นเวลาปกติผู้หญิงคนนั้นสอนเจ้าหนูนี่ยังไง คิดได้ดังนั้นเขาจึงแทบอยากจะอยู่คนเดียวเงียบ ๆ
“ข้าออกไปข้างนอกนะ” ลู่หานจางว่า
“ไปเลย ไปเลย อย่าหลงทางนะ อย่าให้คนอื่นเห็นตัว ตราบใดที่ท่านไม่ยอมเลือกแม่ข้า ท่านจะต้องอับอาย”
ลู่หานจางรีบเผ่นไประหว่างเจ้าหนูกำลังพูด ประสบการณ์ที่ได้รับช่วงนี้ของเขาแปลกขึ้นทุกวัน เขาเดินมาจนถึงป่าที่ตีนเขา มองออกไปไกล ๆ ก็เห็นบ้านกระเบื้องแดงกำแพงขาวตั้งอยู่ที่ตีนเขา ทีแรกกะว่าจะออกจากบ้านมาสูดอากาศตากลม แต่พอปัดกิ่งต้นหลิวออก ก็พบคนสองคนกำลังนั่งหันหน้าเข้าหากัน
ลู่หานจางมองไปยังผมหงอกสีเทาบนร่างของชายชราผู้นั้น นี่หรือว่าจะเป็นหมอเทวดาซวีที่เขาตามหาอยู่นาน?
โชคชะตาพามาหรือไง? ออกตามหาอยู่นานแสนนาน พอวางแผนว่าจะกลับไป กลับปรากฏว่าคนคนนี้อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับเขาซะงั้น
“ท่านอาจารย์ซวี...”
ได้ยินเสียงของลู่หานจาง หมอเทวดาซวีจึงเงยหน้าขึ้น มองร่างสูงโดดเด่นของคนตรงหน้า เขายกจอกชาจากโต๊ะหินขึ้นมาพลางจิบน้ำชาที่ต้มด้วยน้ำแร่บนภูเขาไปหนึ่งจิบ
“ใต้เท้าคือ?”
“ในใจของท่านอาจารย์เองคงมีคำตอบอยู่แล้ว”
“……….”
“………”
เด็กชายที่อยู่ข้าง ๆ นั่งฟังบทสนทนาแปลก ๆ ที่ไม่มีเนื้อหาอะไรแม้แต่น้อยของคนทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ฟังแล้วก็ปวดหัว จึงฟุบลงไปกับโต๊ะหินได้แป๊บเดียวก็หลับไป
สายลมในฤดูร้อนนั้นมักจะพาความง่วงมาด้วย
เมื่อลู่หานจางออกจากบ้านของหมอเทวดาซวีในแววตาของเขาจึงปรากฏรอยยิ้มขึ้น
.....
.....
หนิงเยี่ยนแวะไปที่ร้านหนังสือก่อน เธอซื้อหนังสือเรียน แล้วซื้อตำราพันอักษร หนังสือร้อยแซ่ชาวจีน และคัมภีร์ตรีอักษรตามคำแนะนำของผู้ขายหนังสือ นอกจากนั้นยังซื้อกระดาษสองปึก หนึ่งปึกเป็นกระดาษคุณภาพสูง อีกปึกเป็นกระดาษธรรมดา กระดาษธรรมดาเอาไว้ฝึกเขียนอักษร ส่วนกระดาษคุณภาพสูงเอาไว้คัดอักษร
หลังจากจ่ายเงิน หนิงเยี่ยนจึงเดินออกไปนอกร้าน ออกจากร้านได้ครู่เดียว หนิงเยี่ยนมองไปเห็นตะกร้าสองใบอยู่ที่มุมของร้านหนังสือ
“นั่นคืออะไร?”
“อ้อ นั่นคือเศษกระดาษห่อหนังสือตอนเวลาเขาเอาหนังสือมาส่ง ห่อไว้กันฝนน่ะ”
คนขายได้ฟังคำถาม จึงมองตามไปในตะกร้า แล้วพูดตอบขึ้นมาตามอำเภอใจ
เศษกระดาษงั้นเหรอ? หนิงเยี่ยนเดินไปที่มุม ก็พบกระดาษฟางที่ไม่ค่อยทนทานแต่มีความนุ่มมาก หน้าของเธอเผยรอยยิ้มออกมาทันที
ตั้งแต่ข้ามภพมาจนถึงตอนนี้ จะถ่ายหนักหรือเบาก็ยังหากระดาษที่เหมาะสมไม่ได้เลย คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ก็ใช้ดินหรือหินเช็ดกัน หนิงเยี่ยนรับไม่ได้ที่ต้องใช้ก้อนโคลน เธอเลยใช้อะไรที่มันธรรมดาลงมาหน่อย เธอจึงใช้ใบไม้แทนกระดาษชำระ
แต่ใบไม้จะมาแทนกระดาษชำระได้ยังไงกัน
กระดาษฟางตรงหน้าแม้เทียบคุณภาพกับกระดาษชำระในโลกอนาคตแล้ว ถึงแม้จะเทียบไม่ติด เพียงแต่มันก็เป็นกระดาษเหมือนกัน
“ไอ้นี่ขายยังไง?”
“กระดาษพวกนี้หรือ? รอข้าสักครู่ข้าจะถามเจ้าของร้านให้”
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กขายของถูกถามว่าเจ้ากระดาษกันฝนพวกนี้ราคาเท่าไหร่
เด็กขายของเดินไปหาเจ้าของร้าน ถามราคาแล้วกลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าหนิงเยี่ยนพร้อมชูสองนิ้ว
“2 เหวิน?”
“………”
หน้าของคนขายเป็นสีแดง ถึงกระดาษพวกนี้จะไม่ใช่กระดาษสำหรับเขียน แต่ก็ยังเป็นกระดาษ กระดาษที่ไหนจะมาถูกแบบนี้
“ถ้าอย่างนั้น...”
หนิงเยี่ยนยังไม่ทันพูดจบเด็กขายของก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน
“2 ตำลึง”
“….”
แพงปานนั้นเชียว? หนิงเยี่ยนปวดใจ
แต่ถึงยังไงกระดาษเยอะขนาดนี้เอาไว้ใช้ในห้องน้ำ ก็ใช้ได้เกือบครึ่งปี 2 ตำลึงยังพอเป็นราคาที่รับได้
“อ่ะอ่ะอ่ะ พี่ชายนี่ค้าขายเก่งจริง ๆ”
หนิงเยี่ยนจ่ายเงิน แล้วมองเด็กขายของหอบเอากระดาษฟางในตะกร้าเก็บออกมามัดเป็นกองอย่างเรียบร้อย
เด็กขายของคนนี้อย่าว่าแต่ทำงานคล่องแคล่ว หน้าตาก็ดีแล้วยังฉลาด ถ้าเกิดวันข้างหน้าเธอจะเปิดร้าน เธอจะมาแย่งตัวเด็กขายของคนนี้ไปแน่ ๆ
พอซื้อของที่เจ้าหนูน้อยจำเป็นต้องใช้เรียนแล้ว หนิงเยี่ยนจึงเดินไปรอบเมือง พอได้ยินมีคนพูดถึงสำนักสอนก็จะเข้าไปฟัง เดินไปเดินมา เธอก็เดินมาถึงถนนที่ตั้งของจวนตระกูลป๋าย ครั้งนี้เธอไม่ได้แบกสัตว์ที่ล่าได้มาด้วย หนิงเยี่ยนจึงอยู่บนถนนเดินไปรอบหนึ่ง เมื่อกำลังจะออกจากเมืองเธอจึงได้ยินคนกำลังสนทนากัน
“แม่นม ปลาหมึกที่ส่งมาครั้งที่แล้วคุณนายรองยังรับไปเลย”
“ครั้งที่แล้วทำยังไงก็ไม่อร่อย คุณนายให้พวกคนครัวจัดการมันไปแล้ว เจ้าไม่ต้องเอามันมาที่นี่อีก ไม่ว่าจะยังไงข้าไม่ยอมให้เจ้าเอาของพวกนี้ส่งเข้าไปหรอก” แม่นมป๋ายเอ่ยขึ้นมา
“แม่นมพวกเรามากันไกล ได้ของกลับมาเล็ก ๆ น้อย ๆ เห็นใจเสี่ยวฮวาคนนี้เถอะเจ้าค่ะ....”
“ท่านทั้งสองอย่าทำให้ยายแก่คนนี้ลำบากเลย ของสิ่งนี้มันกินไม่ได้ ถ้าข้ายังจ่ายเงินแพง ๆ ไปซื้อไอ้ของประหลาดแบบนี้กลับไปอีก รอบหน้าคงได้เปลี่ยนคนซื้อของแน่”
เสียงคุยของแม่นมป๋ายดังเข้ามาในหู หนิงเยี่ยนได้ยินว่าปลาหมึก เธอจึงไม่ลังเล เดินไปด้านหน้าของแม่นมป๋ายแล้วถาม
“นี่คือปลาหมึกเหรอ?”
“………”
แม่นมป๋ายอึดอัดทำสีหน้าไม่ถูก ครั้งที่แล้วเธอตัดสินใจยกของประหลาด ๆ พวกนี้ให้หนิงเยี่ยน แต่เมื่อกี้เพิ่งพูดออกมาว่ามันเป็นของประหลาด หนิงเยี่ยนก็เดินเข้ามาได้ยินพอดี
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว นี่คือปลาหมึก แม่นางช่างรู้เรื่องสินค้า ของสิ่งนี้เราสองผัวเมียนำมาจากเฉวียนโจว”
ผู้ชายที่แบกถังน้ำได้ยินคำถามของหนิงเยี่ยนก็ใช้ตาดวงเล็ก ๆ เหมือนหนูกวาดมอง พอเห็นว่าตะกร้าสะพายหลังของหนิงเยี่ยนแบกเอาหนังสือตำรามาด้วย สีหน้าของเขาก็ดีขึ้นแล้วจึงอธิบายขึ้นมาถึงที่มาของสินค้า
“เฉวียนโจว?”
“ที่ฝูเจี้ยนนู่นเลย แม่นางคงไม่เคยไปหรอก ไกลมาก” ชายคนนั้นเอ่ย
“พอ โจวเฉวียนเจ้าเลิกพูดเหลวไหล ถ้าไอ้ของประหลาดแบบนี้มันอร่อย ข้าจะบอกคุณนายรองต่อหน้าแทนเจ้าเอง แต่ช่วงนี้คุณนายรองต้องรับผิดชอบงานในบ้าน มีข้อผิดพลาดไม่ได้ อย่าว่าแต่เจ้าเป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณนายรองเลย เป็นพี่แท้ ๆ ข้าก็ไม่ให้เข้า”
ได้ฟังที่แม่นมป๋ายพูด หนิงเยี่ยนก็พอจะรู้เรื่องตรงหน้านี้แล้ว
โจวเฉวียนเป็นญาติห่าง ๆ ของคุณนายรองตระกูลป๋าย เหมือนกับยายหลิวในวรรณกรรมความฝันในหอแดงไม่มีผิด เดินทางมาจากที่ที่ไกลแสนไกลมาที่นี่เพื่อเอาเปรียบ แต่ตระกูลป๋ายไม่ใช่*กั๋วกงเสียหน่อย จะมายอมให้ญาติห่าง ๆ ห่างมากมาเอาเปรียบครั้งแล้วครั้งเล่าได้ไง
(*ตำแหน่งสูงสุดที่ขุนนางจะได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิ)
“แม่นม ข้ามาไกลมากเลยนะ...” โจวเฉวียนเอ่ย
“ยังไงก็ไม่...” แม่นมป๋ายรีบปฏิเสธขึ้นมาอีกครั้ง
“แม่นม แต่สิ่งนี้มันสามารถปรุงให้อร่อยได้จริง ๆ นะ”
หนิงเยี่ยนดึงแขนเสื้อของแม่นมป๋าย ไม่ให้เธอพูดออกมาว่ามันไม่มีทางอร่อย
.............