บทที่ 29
ถือว่าฟาดเคราะห์แล้วกัน
ปรากฏว่าหลังจากนั้น ฉันไม่สบาย ไม่รู้ไปติดอะไรมาจากไหนแต่ฉันเป็ไข้นอนซม สภาพไม่ต่างอะไรจากถิงถิงเมื่อตอนที่หนิงหลงไม่อยู่จะออกจากห้องยังไม่ไหว
“ยังดีกว่าป่วยตอนอยู่เทียนซูแล้วกันขอรับ”ซูเหลียงยกยาต้มเข้ามา ฉันไม่อยากจินตนาการถึงรสชาติของมันเลย
ฉันเหลือบตามองซูเหลียงที่ยืนอยู่ข้างเตียง
“สีหน้าเหมือนคนไม่อยากดื่มยาเลยนะขอรับ”
“...”
“สีหน้าแบบเดียวกับถิงถิงข้าน้อยเห็นมาเยอะ” พูดจบ เขาจัดการตั้งหมอนให้ฉันนั่งพิงจะได้ดื่มยาได้ “ถ้าไม่ดื่มเดี๋ยวหายช้าขอรับกัดฟันสักหน่อย นายท่านเป็คนผสมตัวยา ถ้าท่านไม่ดื่ม นายท่านจะเสียใจ”
นี่คือไม้ตายที่เขาใช้บังคับให้ฉันดื่มยาสินะ...
ถ้วยยาที่จ่อปากมีกลิ่นสมุนไพรรสชาติมันไม่ได้แย่อย่างที่คิด มีรสคล้ายชาขมๆ ปนด้วยรสคล้ายถั่วและมีกลิ่นหอมเบาบางของน้ำผึ้ง
ฉันดื่มจนหมดถ้วยก็โดนให้ดื่มถ้วยที่สองจากนั้นซูเหลียงยกถาดกลับพร้อมย้ำให้ฉันนอนเฉยๆ ไม่ต้องคิดอะไรให้หนักสมอง
ฉันหลับไปงีบหนึ่งก็พบว่าเรี่ยวแรงกลับมาหลายส่วนแต่พอลุกก็เวียนหัว ต้องนอนกลับลงไป
ได้ยินเสียงเปิดประตูลืมตาขึ้นข้างหนึ่งก็เห็นหนิงหลงเข้ามา
“ดีขึ้นบ้างไหม?”เขาคุกเข่าข้างหนึ่งตรงข้างเตียง ฉันพยักหน้า
ฝ่ามือใหญ่ของชายหนุ่มวางบนหน้าผากมือเขาเย็นสบายจนนึกอยากให้เขาจับนานๆ
“อยากได้อะไรหรือเปล่า?”ชายหนุ่มถามต่อ ฉันยันตัวเองลุกขึ้น หนักหัวจนหน้ามืด
หนิงหลงประคองฉันไม่ให้ล้มคว่ำมาด้านหน้าเสื้อผ้าเขาเย็นสบายเมื่อัั ฉันจับแขนเขาไว้
“อยากได้อะไร...?”ชายหนุ่มเริ่มมีความลนลานในน้ำเสียง
ฉันรู้สึกร้อนไปทั้งตัวจึงอยากเปลี่ยนเสื้อผ้าแถมยังรู้สึกอยากเช็ดตัวด้วย ฉันคว้าพู่กันมาเขียนขอผ้ากับน้ำสักถังจากนั้นก็หมดแรงฟุบหน้ากับเตียง
“...อ้อ...เ้า...” เขากระแอมทีหนึ่ง “ช่วยตัวเองได้ใช่ไหม?”
ฉันพยักหน้าหมดเรี่ยวแรงได้ยินเสียงหนิงหลงออกไปและกลับมาพร้อมน้ำอุ่นๆ ในอ่างและผ้าผืนหนึ่งฉันยกมือหนักๆ ขึ้นเขียนขอบคุณและบอกเขาว่าไม่ต้องคอยปรนนิบัติ เดี๋ยวติดหวัด
“...เ้าไหวแน่หรือ?”
ฉันพยักหน้าช้าๆแต่แรงจะยกพัดเก็บที่ข้างเตียงยังไม่เหลือ ได้ยินเสียงคนข้างตัวถอนหายใจ
“ไม่ต้องห่วงเื่ข้าจะติดหวัด ่เปลี่ยนฤดูผู้คนป่วยกันเป็ปกติธรรมดา” เขานั่งลงข้างเตียงฉันลืมตาขึ้นเห็นชายหนุ่มกำลังเอาผ้าจุ่มน้ำอุ่น “เ้าเหนียวตัวไม่สบายใช่ไหม?เดี๋ยวข้าเช็ดคอให้ก่อน”
เขาหยิบผ้ามาสองผืนเป็ผ้าที่ใช้เช็ดผืนหนึ่ง ผ้าแห้งอีกผืน
ผ้าอุ่นๆ ซับลงที่หน้าผากฉันยิ่งรู้สึกร้อน แต่เขาเช็ดเหงื่อที่ไหลโทรมหน้าให้ฉันอย่างแ่เบาจนรู้สึกเหมือนจะเคลิ้มหลับผ้าอุ่นๆ เลื่อนมาเช็ดรอบลำคอ ฉันดึงเสื้อลงเขาจะได้เช็ดได้สะดวกขึ้น แต่อีกฝ่ายกลับหยุดนิ่งไป
...แล้วฉันก็ได้สติว่าฉันไม่น่าถกเสื้อตัวเองลงเลย
ชายหนุ่มหน้าแดงไปถึงใบหูรีบหันหน้าไปบิดผ้ากับน้ำในอ่าง
ฉันคว้าพู่กันมาเขียนด้วยตัวอักษรหวัดแทบอ่านไม่ออก
“ที่เหลือข้าทำเอง”
“เ้าแน่ใจนะ?อย่างน้อยให้ข้าได้เช็ดเ้าให้แห้งก่อน...” เขาหยิบผ้าแห้งมาและบรรจงซับหน้าและลำคอให้ผ้านุ่มและหอมแดด
ชายหนุ่มคงเหลือบไปเห็นผ้าปูที่ชื้นเหงื่อและผ้าห่มที่ฉันใช้ซับเหงื่อจากหน้าผากตัวเองก่อนหน้าเขาจึงวางฉันลงและห่มผ้าให้ ก่อนจะเดินไปหยิบผ้าปูที่นอนกับผ้าห่มชุดใหม่มาเขาช้อนร่างฉันขึ้นจากเตียงให้นั่งบนเก้าอี้ยาว ก่อนจะเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและอุ้มฉันกลับไปนอนห่มผ้าดังเดิม
“เ้า... เช็ดตัวเองได้ไหม?อีกสักพักข้าจะยกซุปไก่มาให้”
ฉันพยักหน้านั่งบนเตียงและหยิบผ้ามาบิด เริ่มเช็ดตัวหลังเขาออกไปแล้วหลังซับให้แห้งและเปลี่ยนชุดใหม่ ฉันก็ลงไปนอนเหมือนเดิมอาการปวดหัวตัวร้อนทุเลาลงบ้าง
หนิงหลงกลับเข้ามาพร้อมซุปไก่หอมสมุนไพรวางมันลงที่โต๊ะข้างเตียง
“ทานไหวไหม?”
ฉันพยักหน้าและยันตัวเองลุกขึ้นเขารีบจัดหมอนให้ฉันนั่งได้สะดวก
“ข้าจะป้อนเ้า”
ฉันไม่มีแรงเลยอ้าปากขณะเขาส่งซุปไก่ที่เป่าแล้วเข้ามาซุปมีรสหวานของไก่ มีกลิ่นสมุนไพร รสชาติกลมกล่อมกลืนง่ายหนิงหลงยังคงเป่าซุปบนช้อนกระเบื้องและป้อนให้ฉันทีละคำแบบใจเย็น
ฉันหิวกว่าที่คิดกินไปหมดถ้วยแล้วอิ่มพอดี
หนิงหลงวางมือเย็นๆลงกับหน้าผากฉันอีกครั้ง
“ดี ไข้ลดแล้ว” เขาระบายลมหายใจยาว“ข้าจะเอาน้ำมาเพิ่มให้”
พูดจบเขาผลุบหายไปพร้อมถาดซุปไก่และอ่างน้ำที่ใช้เช็ดตัว กลับมาพร้อมน้ำดื่มถิงถิงกับคุเรไนเดินตามหลังมาถามไถ่ทั้งคู่คิดว่าฉันหลับยาวเลยไม่กล้าเปิดประตูเข้ามากวน
“เจเจ้ต้องหายไวๆ นะ จะได้ไปเที่ยว”ถิงถิงเกาะขอบเตียงด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ฉันยิ้มตอบแบบอัตโนมัติ ยกมือลูบหัวเด็กหญิง“พอถิงถิงโต ถิงถิงก็จะไปเที่ยวเหมือนกัน”
“โตแล้วไปโทโคโยะกับข้าเนอะ”คุเรไนพูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดู “พักผ่อนเยอะๆ ล่ะแม่นาง ่นี้เริ่มเย็นแม่นางมาจากเมืองร้อนคงไม่ชิน ถ้าติดขัดอะไรเรียกใช้เรียวคุงได้เลย”
หนิงหลงพยักหน้า
“เ้าเรียกข้าได้เสมอ”
ฉันพยักหน้าและขอบคุณทุกคนได้นอนเต็มอิ่มคืนนี้ก็หายแล้ว
สักพัก คนอื่นๆ กลับออกไปเหลือหนิงหลงยืนอยู่ในห้อง
“คืนนี้ข้าจะนอนเฝ้าเ้าเอง” เขาพูดเสียงเรียบและเริ่มมองหาทำเลเหมาะๆในการวางฟูก ฉันรีบยกพัดขึ้นเขียนว่าเขาไม่จำเป็ต้องทำแบบนั้นแต่ชายหนุ่มส่ายหน้าปฏิเสธ “หากเ้าเป็อะไรตอนกลางคืนข้าไม่รู้ว่าเ้าจะเรียกใครได้อย่างไร”
ฉันหมดแรงจะเถียง จึงนอนตัวแข็งขณะซูเหลียงช่วยเขาหิ้วฟูกมาวางในห้อง
“ท่านแน่ใจรึว่าจะไม่ให้ข้าน้อยช่วยเฝ้า?”
“เดี๋ยวเ้าก็ถ่างตาตื่นทั้งคืนเหมือนคราวถิงถิงอีกข้ารู้ว่าเ้ากลัวฝันร้ายต่อหน้าคนอื่นเลยไม่ยอมนอน”
ทั้งสองคงคิดว่าฉันหลับอยู่เลยพูดกันเสียงเบา
“นายท่านอย่าทำอะไรท่านเหมยฟางระหว่างหลับล่ะ”
“...” ฉันนึกภาพหนิงหลงกำลัง ‘มองแรง’ ใส่ซูเหลียง
ทั้งสองปูที่นอนต่อโดยไม่พูดอะไร
พอซูเหลียงออกไปแล้วฉันแสร้งทำเป็ขยี้ตาเหมือนเพิ่งตื่น หนิงหลงรินน้ำใส่ถ้วยให้ฉันดื่ม และฉันไปปลงธุระครั้งหนึ่งก่อนกลับมาในห้องนอนเห็นเขากำลังอ่านหนังสือเื่กระบี่ลิขิตฟ้าใต้แสงตะเกียง เขาอ่านเกือบจบเล่มแล้ว
“จะนอนหรือยัง?”เขาถามและเอื้อมมือไปที่ตะเกียง ฉันส่ายหน้าและหยิบพัดขึ้นมา
“คุยกันก่อนได้ไหมคะ”
ชายหนุ่มย้ายมานั่งข้างเตียงฉันพร้อมถือตะเกียงมาด้วย
“เ้าอยากคุยเื่อะไร?”
“หนังสือสนุกไหมคะ?” ฉันยังไม่อยากนอนหลังนอนมาแล้วทั้งวันพออาการทุเลาจึงอยากหาอะไรทำบ้างและอยากรู้เหมือนกันว่าหนังสือที่เขาดีใจที่ได้ซื้อเล่มนั้นจะเป็หนังสือแบบไหน
“หนังสือเล่มนี้ จะเรียกสนุกก็ไม่ได้ถ้าเป็นวนิยาย ข้าอาจจะอ่านเพื่อความสนุก แต่กระบี่ลิขิตฟ้าเป็วรรณกรรม อ่านเพื่ออรรถรสและชื่นชมการใช้ถ้อยคำของผู้เขียนถ้าเป็เครื่องดื่มก็คงเหมือนสุรา... สุราไม่ได้อร่อยแต่บางทียังดื่มเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศการร่ำสุรา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบลื่นเหมือนคุณครู“มันเป็เื่เกี่ยวกับจอมยุทธ์ผู้โหดร้าย เปิดเื่มาเขาสังหารจอมยุทธ์หญิงระหว่างนางอาบน้ำเพื่อชิงอาภรณ์ปีกหงส์ซึ่งเป็ของวิเศษที่นางจากนั้นเขาทำเื่ที่ยากจะชื่นชมสารพัด”
ฉันพยักหน้าขณะหัวพิงหมอน
“ในครั้งแรกที่ข้าได้อ่านข้าเห็นด้วยกับคนส่วนมาก... ฉบับพิมพ์ภายหลังที่จบแบบให้เฟยหรงได้รับกรรมอย่างสาสมเป็ตอนจบที่ดีเพียงแต่ยิ่งเวลาผ่านไป...” เขาถอนหายใจ “ข้ากลับคิดว่าคนเลวอย่างเฟยหรงไม่สมควรได้รับโอกาสแก้ไขความผิดพลาดในอดีตเลยหรือ?จุดจบที่รอคอยคนเห็นผิดไม่ใช่การหาทางออก แต่มีเพียงความล่มสลายอย่างเดียวหรือ?”
หนิงหลงวางหนังสือลงบนโต๊ะข้างเตียง
“เช่นนี้ข้าจึงอยากตามหากระบี่ลิขิตฟ้าพิมพ์เดิม...ข้าอาจกลายเป็คนใจอ่อนที่ชอบตอนจบแบบสุขนิยม” มุมปากเขาแต้มรอยยิ้มบาง “หรือบางทีข้าอยากได้ตอนจบเช่นนั้นในชีวิตของตัวเอง”
ฉันเอาแต่พยักหน้าเพราะเริ่มง่วงจนไม่อยากหยิบพัดขึ้นมาเขียนตอบ
“เ้านอนเถอะ...หวังว่าพรุ่งนี้เ้าจะหายดี” มือใหญ่เกลี่ยปอยผมที่ระหน้าผากและข้างแก้มฉันหนังตาหนักขึ้นเรื่อยๆ ตะเกียงถูกดับ และฉันจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา