พิภพเทพเจ้า

    ตระกูลไป๋ ตอนที่23

    หลังจากที่จูเจียเผิง หลิวฟางอิ่ง หายตัวไปตระกูลจูก็ไม่ได้นิ่งนอนใจออกตามหาจูเจียเผิง เช่นกันแต่ระหว่างนั้นได้ทราบข่าวการหายตัวไปของบุตรชายอ๋องมาตี้เช่นกัน จึงส่งคนรอบติดตามไปกับขบวนค้นหา
    ของอ๋องมาตี้จนไปพบกับร่างกายที่ไร้วิญญาณของ จูเจียเผิง จึงเร่งรีบกลับไปรายงานผู้นำตระกูลซึ่งผู้นำในตอนนั้นคือ จูไห่เฟิง เป็นบิดาของ จูเจียเผิง จูไห่เฟิงรู้เรื่องราวการตายของบุตรชายตนเขาเศร้าโศกเป็นอันมาก
    หมายจะคิดบัญชีเลือดกับอ๋องหม่าตี้ ก่อนที่จะปิดปัญชีแค้นเขาได้สั่งการให้ตระกูลแยกย้ายกันหลบนี้จะเหลือก็เพียงองครักษ์ที่อยู่กับจูไห่เฟิงมานานไม่อาจเห็นจูไห่เฟิงที่เป็นทั้งหัวหน้า อีกทั้งยังเป็นผู้มีพระคุณที่ชุบเลี้ยงมาต้องตายอย่างโดดเดียวจึงยืนหยัดอยู่ทวงความยุติธรรมให้กับจูไห่เฟิง
    หูตงเหลยเล่ามาถึงตรงนี้เขามองนิ่งไปที่จ้าวหลง แล้วจึงเล่าต่อ
    หลังจากอ๋องหม่าตี้ตามมาถึงยังตระกูลจูเกิดการโต้เถียงเพียงชั่วครู่ด้วยนิสัยชั่วช้าบ้าอำนาจเป็นใหญ่ของตนไม่ฟังการโต้เถียงใดๆจาตระกูลจูทั้งสิ้นสั่งฆ้า กลุ่มคนของบิดาจูเจียเผิงกับพวก หลังจากนั้นยังมีคำสั่งไร่ล่าฆ้าล้างตระกูลให้สิ้นจึงเกิดการไร่ล่าเป็นวงกว้างไปทุกทิศอ๋องหม่าตี้ยังใช้กองกำลังทหารในการไร่ล่าในครั้งนี้ ไม่มีอำนาจใดยื่นมือเข้าช้วยเหลือมีเพียงส่วนน้อยของตระกูลจูหนีรอดไปได้ทำให้ตระกูลจูล้มตายหายสาปศูนย์
    ไปเกือบทั้งตระกูลเป็นเรื่องราวที่สะเทือนบ้านเมืองเป็นอันมาก อันเนื่องมาจากอ๋องหม่าตี้เป็นเชื้อพระวงศ์ขององค์จักรพวรรดิองค์ปัจจุบันอำนาจที่มีจึงล้นฟ้า
    การที่ตระกูลจูหนีรอดไปได้บางส่วนนั้นเป็นฝีมือยอดหญิงนิรนามที่ไส่ชุดลัดรูปสีดำนางหนึ่งอยู่เบื่องหลังคอยช้วยเหลือหลังจากนั้นไม่มีผู้ใดพบเห็น ตระกูลจูอีกเลย
    หลังจากนั้นไม่นานเรื่องได้สงบลง แต่เหมือนกับคลื่นลมทะเลที่นิ่งเงียบสงบรอวันโหมกระนำกับมีการข้นพบตัวอักษร บนหน้าผาจึงเกิดการคาดเด่าว่าหน้าจะเป็นฝีมือของผู้ที่ปลิดชีวิตของบุตรชายอ๋องหม่าตี้เป็นผู้สลักตัวอักษรไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้แก่ ชายหนุ่มหญิงสาวตระกูลจู
    จึงได้เกิดการคาดการณ์ต่างๆถึงผู้ลงมือสังหารบุตรชายของอ๋องทรราชผู้นี้อ๋องหม่าตี้ได้ส่งขุนพลนามว่า เจียงเฉิน มาสืบหาความจริงของตัวอักษร
    เจียงเฉิน ใช้เวลาอยู่นานในการสืบหาที่มาของตัวอักษร แต่ก็ต้องคว้าน้ําเหลวกลับไปเนื่องด้วยในโลกยุทธภพผู้มีวรยุทธระดับที่สลักตัวอักษรนี้ได้มีอยู่เกลื่อนกลาดทั่วไปเขาจึงต้องคว้าน้ําเหลวกลับจวนแม่ทัพไป
    แต่เหมือนสวรรค์เข้าข้างคนผิดวันนั้นกับมีฎีกา จำนวนหนึ่งถูกส่งมาให้เจียงเฉิน เตรียมการก่อนส่งเข้าวังเขาจำได้ถึงรายมือที่สลักไว้บนหน้าผานั้นได้มันเหมือนกับฎีกาฉบับหนึ่ง เป็นฎีการ้องเรียนที่ถูกส่งไปยังสำนักหลวงของจักรวรรดิ
    ฎีกาทั้งหมดที่ถูกส่งไปจะถูกพวกอ๋องมาตี้ก็ คือเจียงเฉิน ผู้นี้ปลอมแปลงและแก้ไขจากผิดให้เป็นถูกจากร้องเรียนก็เป็นสรรเสริญจนทำให้ชาวบ้านเดือนร้อนประชาชนตกระกําลําบาก บ้านเมืองเป็นยุกที่แร้นแค้นประชาชนโกรธเคืองประชาชนขนานนามให้เป็นยุกของ จักรพวรรดิทรราช
    เกือบทุกครั้งจะเป็นเขาที่คอยแก่ฎีกาก่อนส่งเข้าวัง เขาตรวจสอบรายมือที่ถูกส่งมา มันมาจากเมืองไห่หนาน มาจากตระกูลไป๋เมื่อสืบข้นไปกับพบว่าผู้ที่เขียนฎีกาเกือบทุกฉบับในตอนนี้เป็นฝีมือของบุตรสาวตระกูลไป๋ นามว่าไป๋หลินเจียงเฉิน ส่งคนไปสืบประวัติของไป๋หลินเขาพบข้อมูลที่ทำให้เขาต้องตกใจ
    เพราะไป๋หลินผู้นี้ เป็นไปหลินคนเดียวกันกับ ที่แม่ทัพใหญ่ หม่าเปาเฉินหมายปอง สิ่งที่ทำให้เจียงเฉิงต้องสงสัยหนักกว่าเก่าหลังจากเขาตรวจสอบลายมือเขามันใจว่าผู้ที่สลักลายมือไว้ที่หน้าผากับผู้ที่เขียนฎีกาจะต้องเป็นคน คนเดียวกันแต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องแปลกใจหนักกว่า
    ไป๋หลินกับไม่มีวรยุทธเป็นเหมือนหญิงสาวธรรมดาเท่านั้นเอง
    เจียงเฉิน มั่นใจเป็นอันมากถึงลายมือจะต้องเป็นลายมือเดียวกันเขาวางแผนการดึงตัวไป๋หลินออกมาจากเงามืด เขามั่นใจว่าไป๋หลินผู้นี้จะต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่แท้
    เขาวางแผนอยู่แรมปีถึงได้พบตัวตนที่แท้จริงของไป๋หลิน ก็คือยอดยุทธหญิงผู้มีชื่อเสียงเรื่องลือนามว่านางมารเทพราตรี เป็นผู้ที่ไร่ล่าฆ้าพวกชั่วช้าที่กฏหมายไม่สามรถเอาผิดได้เนื่องจากว่ามีอำนาจล้นฟ้า
    เมื่อรู้ตัวตนที่แท้จริงของ ไป๋หลิน เจียงเฉินรายงานเรื่องดังกลาวไปให้อ๋องหม่าตี้ อ๋องหม่าตี้เดือดดาลเป็นอันมากเมื่อรู้ตัวตนของผู้ที่ปลิดชีวิตของบุตรชายตน อ๋องหม่าตี้รวมหัวกับพวกขุนนางชั่วเล่นงานตระกูลไป๋
    แต่เนื่องจากว่าตระกูลไป๋เป็นตระกูลยอดขุนพล การจะเล่นงานเป็นไปได้ยากจึงยัดข้อหาก่อกบฏให้ตระกูลไป๋จึงเกิดการไร่ล่ามาถึงปัจจุบัน
    หูตงเหลย หลังจากเล่าจบเขาหันไปมองจ้าวหลงจ้าวหลงหลังจากฟังเรืองราวทั้งหมดจ้าวหลงเข้าใจได้ทันที่ถึงเรื่องราวตางๆ การไร่ล่า การฆ้าล้างหมู่บ้านการตายของท่านยายไป๋หลินของเขา และผู้ที่เป็นนี้บัญชีแค้นที่ตนต้องไปทวงถามหาจ้าวหลงบัดนี้จิตใจนิ่งเงียบสงบแต่จิตสังหารที่ปล่อยออกมากลับข้นคลั่ก แม้แต่หูตงเหลยยังรู้สึก
    ตื่นกลัวจากจิตสังหารนี้ จิตสั่งหารที่จ้าวหลงปล่อยออกมา หูตงเหลยไม่อาจบรรยายออกมาได้มันเหมือนกับจิตสังหารของผู้ที่อยู่ในเงามืด เป็นความมืดอันมืดมิดที่ไม่อาจจะมองได้แม้แต่แสงเลือนลางมันเหมือนกับผู้ที่ถูกจ้องมองมาจากความว่างเปล่าอันมืดมิด
    " ท่านไม่กลัวว่าหลังจากที่ข้ารู้เร่องนี้แล้วจะเอาไปแจ้งทางตระกูลหม่าเพื่อรับรางวัลรึ "
    จ้าวหลงกลับมาเป็นปกติระงับจิตสังหารที่ปล่อยออกมามองไปทางหูตงเหลย
    " ถ้าข้าขาดเด่าตัวตนท่านไม่ผิดท่านจะต้องเป็นคนของตระกูลไป๋ ถึงคำพูดท่านอาจจะหลอกลวงแต่จิตสังหารนั้นเป็นของจริงหากไม่มีบัญชีแค้นกับทางอ๋องหม่าก็ต้องกับจักรวรรดิ สำหรับเราแล้วไม่ว่าทางใหนก็ยินดีจะร้วมมือกำท่านเช่นเดิม แล้วถ้าข้าขาดเดาตัวตนท่านไม่ผิดท่านหน้าจะเป็นหลานของไป๋หลิน นามว่าไป๋หลง"
    หูตงเหลยมองใบหน้าของจ้าวหลง ที่ขมวดคิ้วเขาหากัน
    "ท่านไม่ต้องสงสัยไปหลอกครั้งหนึ่งแม่นางไป๋หลิน เคยเข้าขัดขวางการตามล่าของ กองทัพตระกูลหม่าโดยจะมีเด็กน้อยแบเบาะผู้หนึ่งที่นางไส่ห่อผ้าคาดไว้ที่หลัง เมื่อนางไปใหนจะมีเด็กน้อยแบเบาะผู้นั้นอยู่ติดตัวนางไม่เคยห่างเลย "

    หูตงเหลยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงถึงแสดงความเคารพจ้าวหลงเป็นอันมากพร้อมกับมองไปที่จี้หยกที่ข้างเอวจ้าวหลง จ้าวหลงถึงเข้าใจเรื่องทั้งหมดได้ทันทีจากเหตุการณ์ที่ หูหลงช้วยเขาและน้ำเสียงที่หูตงเหลยที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

    " ในเมื่อท่านรู้แล้วว่าข้าเป็นใคร ท่านจะทำอย่าไรต่อไป."
    จ้าวหลงกลาวด้วยน้ำเสียงที่เงียบสงบ

    " พวกเราเดิมที่แซ่จูแต่ต้องหลบซ้อนตัวตน เปลี่ยนชื่อแซ่ เก็บความแค้น รอวันหวนคืนกลับเมืองหลวงกลับไปคิดบัญชีแค้นในอดีต แต่ด้วยเนื่องอำนาจล้นฟ้าของตระกูลหม่า ตระกลูจูเราทำได้แต่เก็บงำความแค้นไว้รอวันหวนคืน"

    "เดิมทีเราต้องการสืบเซาะหาตระกูลไป๋เพื่อขอติดตามตระกูลไป๋เพื่อทวงความแค้น แต่ใครจะคิดว่าตระกูลไป๋โดนตามล่าข่าวคราวเงียบหายไปจากยุทธภพเราตามสืบหาข่าวก็ไม่ได้อะไรคืบหน้าเลย"
    " มาวันนี้เมื่อเราเห็นท่านและจี้หยก เราตระกูลจูคงถึงวันที่จะต้องทวงคืนความแค้นอันเก่าก่อน "
    " เราตระกูลจูจะขอติดตามท่านไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ "
    หูตงเหลยกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน้น น้ำเสียงแสดงออกถึงความดีใจทีตนต้องกำความแค้นที่อัดแน้นมาเนิ่นนาน
    " ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าข้าจะทวงความแค้นได้แม้แต่ตัวข้าเองตอนนี้ยังต้องตลอนผัดถิ่นจนมาถึงตระกูลท่าน ข้ายังอายุแค้สิบกว่าปีพลังวิญญาณพียง ขั้นสี่สร้างดวงจิตเท่านั้นเอง "
    จ้าวหลงหรี่ตามองไปทางหูตงเหลยพร้อมกับน้ำเสียงราบเรียบสงบ
    " ข้ามั่นใจ ก่อนหน้านี้ข้าอาจไม่แน้ใจ แต่หลังจากเห็นพลังวิญญาณของท่านแม้จะอยู่เพียงแค่ขั้นสี่สร้างจิตวิญญาณแต่กับหนาแน่นเท่ากับพื้นฐานขึ้นสี ตอนนี้ท่านเป็นเพียงมังกรที่นอนหลับนิ่งในแอ่งน้ำเล็กๆรอวันจะบินขึ้นสุู่ท้องฟ้าเท่านั้นเอง แล้วถ้าไม่ได้แม่นางไป๋หลินคอยช้วยเหลือให้ตระกุลจูเราหลบนี้ พวกข้าคงไม่มีชีวิตถึงวันนี้ การได้รับใช้คุณชายก็เป็นสิ่งที่พวกข้าตระกูลจูจะตอบแทนแม่นางไป๋ได้ มันเป็นสิ่งที่พวกข้าควรกระทำอยู่แล้ว"

    หูตงเหลยกล่าวไปพร้อมกับทำการคาราวะไปที่จ้าวหลง

    " จะช้วยข้าอย่างงั้น รึ พวกท่านจะช้วยอย่างไร่ อีกฝ่ายเป็นถึงจักรวรรดิ พวกท่านสู้ไหวรึ "
    จ้าวหลงหรี่ตา ถาม
    " เราตระกูจูจะคอยเป็นแขนเป็นขาให้กับคุณชาย พวกเราจะเดินตามท่านสั่ง หากท่านสั่งไปซ้ายเราจะไปซ้ายท่านสั่งให้ไปขวาเราจะไปขวา "
    ทั้งสองคุยถึงรายระเอียดภายในตระกูลหูในปัจจุบัน หูตงเหลย เล่าถึงข้อมูลภายในตระกูลผ่านไปหลายชั่วยามหลังจากจ้าวหลงฟังรายระเอียดของตระกูลหูในปัจจุบันเขาได้ให้ เกล็ดนิลไปกับหูตงเหลย เมื่อหูตงเหลยเห็นเกล็ดนิลทำให้เขาตกใจมิใช้น้อย เกล็ดนิลมีราคาแพงมาก และยังมีจำนวนเยอะขนาดนี้ จ้าวหลงให้เขาไปหาซื้อของตามที่เขาต้องการแล้วให้คัดรายชื่อคนที่ไว้ใจได้ของตระกูลจูที่มาอยู่ตระกูลหูสิบคนหลังจากบอกสิ่งที่เขาต้องการแล้วจ้าวหลงยังบอกแผนการที่ตัวเองเตรียมการไว้คร้าวๆให้กับหูตงเหลยและยังให้หูตงเหลยเก็บเรื่องของเขาไว้เป็นความลับอีกด้วย หลังจากแจ้งเรื่องสิ่งที่ต้องการจ้าวหลงเดินออกมาจากบ้าน ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว บนท้องฟ้ามีแสงดาวเรื่องรองแข่งกันสองแสงสว่าง

    เขาพึ่มพำออกมาเบ่าๆ

    " ท่านยายอีกไม่นานข้าจะส่งพวกมันไปหาท่าน ท่านทนรอไปก่อน อีกไม่นานหลอก"

    แล้วเขาก็เดินกลับไปที่พักของตน
    ซึ่งจ้าวหลงไม่รู้เลยว่าทุกการกระทำของเขาอยู่ในสายตาของคนผู้หนึ่งที่มองเข้าอยู่บนที่สูงบนต้นสนหลังตระกูลหูจะมีต้นสนอยู่ต้นหนึ่งที่มีคนผู้หนื่งยืนนิ่งเงียบสนิทมองทุกการกระทำของจ้าวหลง บุคคลผู้นี้แต่งตัวด้วยชุดลัดรูปสีดำเงาด้านหลังมีรูปผีเสื้อสยายปีกที่สวยงามเมือนดังเ่นผีเสื้อตัวนี้มีชีวิตอยู่จริงๆ