เซียนอินกลับเรือนไปด้วยใจชื่นบาน มีงานทำก็เท่ากับมีเงิน แม้จะตกลงกันได้ที่เดือนละเจ็ดตำลึงเงิน ซึ่งไม่ใช่จำนวนที่มากมายนักในยุคนี้ที่ราคาสินค้าค่อนข้างเฟ้อ แต่ก็ไม่ถือว่าน้อยจนเกินไป ยังมากพอจะซื้อเนื้อสัตว์และซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็ให้น้องน้อยทั้งสองได้ตลอดรอดฝั่ง
ยุคนี้หนึ่งพันอีแปะเท่ากับหนึ่งตำลึงเงิน หนึ่งร้อยตำลึงเงินเท่ากับหนึ่งตำลึงทอง เนื้อหมูหนึ่งชั่งก็ห้าร้อยอีแปะแล้ว
ร่างบางเดินด้วยฝีเท้าไม่รีบไม่ร้อนไปตามตรอกผิงเจียเพื่อมุ่งกลับสู่ตรอกตงเจีย พลางเมียงมองร้านค้าต่างๆ ที่ตั้งอยู่เรียงราย ยามนี้ร้านค้าเครื่องประดับคึกคักเป็พิเศษ ร้านตั้งแผงเลยออกมาที่ด้านหน้า เครื่องประดับแบบต่างๆ ทั้งปิ่นปักผมเงิน ตุ้มหูหยก กำไลไม้ ถูกตั้งเรียงรายอย่างเป็ระเบียบบนกระบะไม้ มีเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันจำนวนไม่น้อยกำลังเดินเลือกซื้อของอยู่ด้านใน ยิ่งเข้าไปลึกราคายิ่งแพง มีั้แ่ราคาไม่กี่สิบอีแปะไปจนถึงหลายสิบตำลึงเงิน เด็กสาวบ้านตระกูลร่ำรวยหน่อยต่างก็ไม่ชายตาแลแผงด้านหน้า มุ่งตรงไปยังด้านในเลยอย่างไม่ลังเล
ถัดไปอีกเป็ร้านขายเครื่องเรือน โต๊ะเก้าอี้ ชั้นวางของน้อยใหญ่ตั้งเรียงล้ำมาจนถึงด้านหน้าของถนน ยังมีร้านขายดอกไม้ ร้านผลไม้ ร้านซาลาเปาเซาปิ่งโชยไอร้อนขโมง และร้านรวงต่างๆ อีกมากมายละลานตา ผู้คนเดินไปมาจับจ่ายใช้สอยกันหน้าชื่นตาบาน รถม้าคันหนึ่งแล่นฉิวผ่านไป บรรยากาศอันคึกคักทว่าเรียบง่ายอยู่ในทีที่ไม่อาจหาได้ในภพก่อนดำเนินตามวิถีของมันไปอยู่รอบตัว
ดูเหมือนว่า...นางจะเริ่มชอบที่นี่ขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน
...แม้จะยังไม่มีเงินไปดื่มด่ำกับมันก็เถอะนะ
“พี่ใหญ่! กลับมาแล้วหรือ” เสียงกังวานใสร้องเรียกมาจากด้านในั้แ่นางเพิ่งก้าวเท้าเข้ามา
ก่อนเซียนอินมาถึงไม่นาน เซียนเวยกำลังนั่งตบก้นกล่อมเฉิงเอ๋อร์นอน พลางนั่งมองถั่วต่างๆ ที่แช่น้ำไว้ในถ้วยไปด้วยอย่างสนใจ เมื่อเช้าพี่ใหญ่บอกนางให้นำถั่วเหลือง ถั่วขาวและลูกเดือยแช่เอาไว้รอนางกลับมา เมื่อแช่เสร็จเซียนเวยจึงนั่งมองถั่วไปพลางจินตนาการไปต่างๆ นานาว่าวันนี้พี่ใหญ่จะทำของอร่อยอะไรให้พวกนางกินอีก
เซียนอินส่งยิ้มไปให้น้องสาว “พี่ใหญ่กลับมาแล้ว”
แม้ยามนี้เป็่ฤดูใบไม้ผลิ แต่อากาศก็ยังเย็นระเรื่อย ทำให้ใบหน้าของเด็กสาวปรากฏรอยแดงขึ้นน้อยๆ นางเดินเข้าไปดูถ้วยสามใบที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเล็ก เมื่อเห็นว่าแช่ไว้จนพองตัวและนิ่มได้ที่แล้วจึงหยิบไปด้านหลังครัว ก่อนจะหันมาเรียกหาเซียนเวย
“เวยเอ๋อร์ มานี่สิ พี่ใหญ่จะสอนเ้าทำเนื้อเทียมกิน”
เซียนเวยค้อมตัวตะแคงหน้าจนติดเสื่อ มองเด็กชายตัวน้อยว่าหลับดีแล้วหรือยัง เมื่อเห็นว่าก้อนแป้งน้อยหลับสนิทดีแล้ว จึงลุกขึ้นยืนย่องขาไปทางครัวหลังเรือนฝีเท้าเงียบเชียบ
ตากลมโตกะพริบปริบๆ มองพี่ใหญ่ “เนื้อสัตว์ก็คือเนื้อสัตว์ จะเป็เนื้อเทียมไปได้อย่างไรเ้าคะ”
ผู้เป็พี่อมยิ้ม “เดี๋ยวมาดูกัน”
จากนั้นสองพี่น้องก็เริ่มลงมือทำอาหารร่วมกัน เซียนอินหยิบถั่วเหลือง ถั่วขาว และลูกเดือยไปนึ่งไว้ในซึ้งพร้อมกันจนสุก เซียนเวยชะเง้อเอียงหน้ามองอย่างสงสัยใคร่รู้ จากนั้นเด็กสาวก็นำถั่วออกมาตำจนเป็แป้งละเอียดสีอำพัน สีราวกับเม็ดทรายริมชายหาดยามแดดสาย ทั้งนุ่มนิ่มและหยาบผิวน้อยๆ ในเวลาเดียวกัน
มือขาวหยิบกาเทน้ำลงถ้วยถั่วบด กดนวดจนแป้งผสมเข้ากันเป็เนื้อเดียว จากนั้นนางก็ทำการปั้นเป็ก้อนเล็กๆ ขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยด้วยกันกับน้องสาว เซียนเวยยืนปั้นแป้งอย่างตั้งอกตั้งใจยิ่ง เสร็จแล้วจึงพากันนำเข้าไปอบบนเตาถ่านด้านขวา
เมื่อนำออกมาจากเตา ก้อนแป้งก็แข็งตัวและแห้งกรอบ มือขาวชี้ไปที่เม็ดเ่าั้หันไปเอ่ยกับเซียนเวย
“นี่เรียกว่าโปรตีนเกษตร”
เมื่อเห็นน้องสาวทำหน้างงกับคำว่าโปรตีน นางจึงเปลี่ยนคำพูดใหม่
“เนื้อเทียมน่ะ”
เพราะว่ายามนี้นางยังไม่อาจหาซื้อเนื้อสัตว์มาได้ อีกทั้งไข่ก็หมดแล้ว แต่น้องทั้งสอง้าโปรตีนที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต นางจึงคิดทำโปรตีนเกษตร ไม่ได้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ เช่นนั้นก็กินโปรตีนจากถั่วก็แล้วกัน ทั้งยังเพิ่มลูกเล่นให้อาหารน่ากินได้อีกมาก
“เ้าค่ะ” หัวทุยพยักขึ้นลงหงึกหงัก
จากนั้นแม่ครัวประจำบ้านก็ลงมือทำผัดผักปวยเล้งต่อ โดยใช้เนื้อเทียมมาแทนที่เนื้อสัตว์ และเก็บส่วนที่ใช้ไม่หมดใส่โหลอย่างดีไว้ใช้มื้อถัดไป สองพี่น้องขยับมือเคลื่อนไหวกันอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานอาหารก็พร้อมตั้งโต๊ะ
แสงตะวันรอนสาดส่องผ่านตรอกตงเจีย เงาดำทอดเอียงจากกลุ่มเรือนทับซ้อนกันเป็ทิวยาว ไอขาวของควันหุงอาหารลอยเอื่อยหลายร้อยเส้นสาย ยามเย็นอันสงบเงียบได้ผ่านไปอีกวันหนึ่งแล้ว