.... อานทาวน์ มหานครเซ็นเตอร์....
จางเยว่ซิน ในวัย 15ปี ถูกแม่จับมือเอาไว้แล้วดึงให้ออกวิ่งอยู่ภายในตรอกแคบๆที่มืดสนิทเด็กหนุ่มหอบหายใจด้วยความทรมาน หัวใจของเขาเจ็บมากเสียจนเหมือนกับจะหยุดเต้นได้ทุกขณะเวลาเสียงสัญญาณเตือนภัยจากผู้พิทักษ์ยังคงดังลั่นอย่างต่อเนื่อง เหนือน่านฟ้าเต็มไปด้วยโดรนไร้คนขับที่กำลังบินว่อนไปทั่วเพื่อหาตัวพ่อแม่ของเขา
เยว่ซินยกมือกุมหัวใจที่กำลังเต้นช้าลงทุกทีของตัวเองเอาไว้เขาไม่อยากเป็ตัวถ่วงของพ่อกับแม่ แต่ตอนนี้.... เขาวิ่งไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
“แม่...แม่ครับ”
“เยว่เอ๋อร์!!”จางกวางเยว่ ผู้เป็แม่ชะลอฝีเท้าลงเมื่อเห็นร่างน้อยของลูกชายทรุดล้มลงไปกับพื้นเธอรีบประคองร่างเล็กนั้นเอาไว้แล้วกวาดสายตามองหาสามีที่วิ่งนำอยู่ข้างหน้า
“มู่เฉิง!! มู่เฉิงหยุดก่อน!!” จางมู่เฉิง ได้ยินเสียงภรรยาจึงวิ่งกลับมาอีกครั้งเขาดึงผลึกแก้วทรงแปดเหลี่ยมออกมาจากอกเสื้อแล้ววางมันลงกับพื้นทำให้เกิดแสงสว่างบางเบาขึ้นภายในตรอกแคบ
จางมู่เฉิงจับมือลูกเอาไว้พลางถอดฮู้ดที่ใส่เพื่อพรางใบหน้าออกเขาเป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กำยำ มีใบหน้าคมคายที่ดูหล่อเหลาและดุดันอยู่ในที มีเรือนผมสีเงินสว่างไสวยาวระต้นคอทั้งยังมีดวงตาคมกล้าที่ดูหนักแน่นมั่นคงราวกับภูผาที่ยากจะสั่นคลอน
“อาเยว่”
“พ่อ....ครับ”เด็กหนุ่มหอบหายใจด้วยความทรมาน ใบหน้าเล็กๆนั้นเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เยว่ซินพยายามอดทนต่อความเ็ปเขาไม่อยากเป็ตัวถ่วงของพ่อกับแม่เลยจริงๆ
“ผม...ขอโทษ”จางมู่เฉิงยกมือลูบเรือนผมสีเงินเส้นเล็กของลูกเบาๆ
“ลูกเป็ยังไงบ้าง”
“ผม...ผมไม่มีแรง”ใบหน้าซีดเผือดของเด็กหนุ่มทำให้ทั้งพ่อและแม่มองเขาด้วยความเป็ห่วง
“แม่ครับ ผม...เจ็บ ตรงนี้”เยว่ซินยกมือกุมหัวใจของตัวเองเอาไว้ด้วยความทรมานได้ยินแบบนั้นคนเป็แม่จึงรีบวางร่างของเขาลงกับพื้นจางกวางเยว่ยกมือคลำที่อกของลูกแล้วก้มลงฟังเสียงหัวใจของเขา ไม่นานนักเธอก็เงยหน้าขึ้นมามองสามีด้วยความเครียด
“ลูกเป็ยังไงบ้าง”
“เซลล์ในร่างกายของลูกกำลังต่อต้านการฉีดฮอโมนส์อัลฟ่า” คนเป็พ่อมีสีหน้าเครียดลงเมื่อได้ยินแบบนั้น
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่หรือว่าค่าเืของฉันเข้มข้นไม่พอ เป็ไปไม่ได้...ฉันไม่มีทางคำนวนผิดพลาด”จางกวางเยว่รีบเปิดกระเป๋าสะพายออก จากนั้นจึงหยิบกล่องทำความเย็นออกมา
“กวางเยว่มันไม่ได้ผลหรอก มีแต่จะทำให้ลูกทรมาน”
“มันต้องได้ผลสิ!!ฉันจะปล่อยให้ลูกอยู่ในร่างนี้ไม่ได้!!” หญิงสาวร้องออกมาทั้งน้ำตาก่อนจะดึงหลอดเซรุ่มสีแดงสดราวกับเืออกมาจากกล่องทำความเย็น ในกล่องแช่เย็นแบบพกพานั้นมีเซรุ่มทั้งหมด10 โดส เธอปลดสลักเซรุ่มออกแล้วมองใบหน้าซีเผือดของลูกด้วยความเ็ป เมื่อเยว่ซินรู้ว่าแม่กำลังจะฉีดเซรุ่มให้เด็กหนุ่มจึงส่ายหน้าด้วยความหวาดกลัว
“ไม่...ไม่อย่าฉีดมันให้ผม”
“อีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้นอดทนหน่อยนะลูก”
“แม่ครับผม...ฮึ่ก..ก...ก...ผมเจ็บ”
“เยว่เอ๋อร์ฟังแม่ให้ดี...แม่จะปล่อยให้ลูกอยู่ในเซ็นเตอร์ด้วยร่างนี้ไม่ได้ถ้าหากมีคนรู้ว่าลูกเป็ใครพวกเขาจะทำร้ายลูก”
“แต่...ผมเจ็บฮึ่ก...ก...ให้ผมไปกับแม่ด้วยได้มั้ยครับ”
“ลูกแม่...”คำอ้อนวอนของลูกทำให้หัวใจของคนเป็แม่เหมือนจะแตกสลาย หญิงสาวยกร่างน้อยของลูกมากอดเอาไว้แล้วร้องไห้สะอื้นใบหน้าที่งดงามของเธอกำลังเปื้อนไปด้วยหยดน้ำตาใสจางมู่เฉิงกัดฟันแน่นเมื่อเห็นทั้งแก้วตาและดวงใจของตัวเองต้องทุกข์ทรมานมากขนาดนั้นเขาเป็สามีที่ไม่ได้ความและเป็พ่อที่ไม่ได้เื่เลยจริงๆ
“เยว่เอ๋อร์อดทนหน่อยนะลูก ฮอร์โมนส์อัลฟ่าจะทำให้ลูกปลอดภัย” เยว่ซินส่ายหน้าทั้งน้ำตาการฉีดฮอร์โมนอัลฟ่าเป็สิ่งที่เ็ปทรมานมากที่สุดเขาไม่อยากฉีดฮอร์โมนส์อัลฟ่าอีกแล้ว
แต่ทั้งสามคนยังไม่ได้ทำอะไรต่อด้วยซ้ำโดรนไร้คนขับของผู้พิทักษ์ในมหานครเซ็นเตอร์ก็บินตรงเข้ามาหาพวกเขาจางมู่เฉิงใช้มือกระแทกผลึกแก้วแปดเหลี่ยมให้ดับแสงลงแล้วคว้าปืนรังสีออกมายิงตรงเข้าไปที่โดรนทันทีที่โดรนถูกทำลายระบบเตือนภัยก็ดังลั่นขึ้นอีกครั้ง แล้วจากนั้นไม่นานกลุ่มโดรนไร้คนขับของผู้พิทักษ์ก็กรูกันเข้ามาบินว่อนอยู่เหนือตรอกราวกับฝูงนก
“ไม่มีเวลาแล้ว เราต้องรีบไปเดี๋ยวนี้!!”จางมู่เฉิงร้องบอกภรรยาแล้วเอาฮู้ดขึ้นมาคลุมพรางใบหน้าก่อนจะลุกยืนชายหนุ่มวิ่งออกไปเพื่อทำลายโดรนที่บินอยู่เหนือน่านฟ้าให้ได้มากที่สุดกลุ่มโดรนผู้พิทักษ์ขนาดจิ๋วเท่าตัวนกนั้นบินกรูกันเข้ามาอย่างหนักหน่วงจนเขาแทบจะต้านเอาไว้ไม่ได้ถ้าหากโดรนได้ภาพลูกชายของเขาไปจะต้องเกิดเื่ใหญ่ขึ้นแน่
“กวางเยว่!!” จางมู่เฉิงร้องอีกครั้งถ้าหากเสียเวลามากไปกว่านี้ฝูงโดรนจะนำทางผู้พิทักษ์เป็กองทัพมาที่นี่
“กวางเยว่ เร็วเข้า!!”
“ฉันทำไม่ได้ ลูกเจ็บมากขนาดนี้.... ฉันทำไม่ได้!!”เพราะเธอรู้ว่าการฉีดฮอร์โมนส์อัลฟ่าจะทำให้ร่างน้อยในอ้อมแขนของเธอต้องเ็ปทรมานคนเป็แม่แค่เห็นลูกเจ็บ...หัวใจก็แทบจะแตกสลายแล้ว
“แม่ครับ ผมจะ...อดทน” เยว่ซินกัดฟันกลั้นน้ำตาแล้วกำมือของแม่เอาไว้แน่นเขาไม่อยากสูญเสียพ่อกับแม่ไปเขาอยากกลับไปใช้ชีวิตที่...การ์เด้น...พร้อมกับครอบครัวเด็กหนุ่มมองใบหน้าที่งดงามของแม่แล้วตัดสินใจแทงเข็มเซรุ่มลงไปบนคอของตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยว
“อ๊ากก!!!!” ทันที่เซรุ่มไหลซึมเข้าสู่ร่างกายเยว่ซินก็กรีดร้องออกมาด้วยความทรมานร่างน้อยในอ้อมแขนของผู้เป็แม่สั่นเทาอย่างรุนแรง เืกำเดาค่อยๆ ซึมไหลออกมาจากดวงตาจมูก และปาก ดวงตาที่เคยกลมโตสดใสแดงช้ำเรือนผมสีเงินเส้นเล็กค่อยๆถูกสีดำขลับเข้ามาครอบคลุมจนสุดปลายผิวกายที่เคยขาวผ่องราวกับไข่มุกต้องแสงจันทร์เปลี่ยนเป็ผิวสีขาวเหลืองอย่างคนธรรมดาทั่วไปพร้อมกับกลิ่นกายที่เคยหอมกรุ่นดั่งดอกไม้ค่อยๆ....จืดจางลง
“เราคือผู้พิทักษ์จากเซ็นเตอร์สมาชิกภาคีไร้นามโปรดวางอาวุธลง”
“เราคือผู้พิทักษ์จากเซ็นเตอร์สมาชิกภาคีไร้นามโปรดวางอาวุธลง”
เสียงสัญญาณเตือนจากผู้พิทักษ์ทำให้จางมู่เฉิงรู้ว่าเขาไม่มีเวลาอีกต่อไปแล้วชายหนุ่มคว้าร่างอ่อนแรงของลูกชายขึ้นมาจากพื้นแล้วอุ้มเขาออกวิ่งในขณะที่จางกวางเยว่รีบเก็บกล่องเซรุ่มใส่ในกระเป๋าแล้ววิ่งตามสามีกับลูกชายไปจางมู่เฉิงพาภรรยากับลูกวิ่งมาจนสุดตรอกท้ายเมือง เขาเงยหน้ามองฝูงโดรนของผู้พิทักษ์ที่กำลังวิ่งว่อนอยู่เหนือน่านฟ้ามหานครเซ็นเตอร์ด้วยความหวั่นใจเขากับครอบครัวไม่มีทางหนีผู้พิทักษ์ไปพร้อมกันได้....ต้องมีใครสักคนล่อผู้พิทักษ์ไปอีกทาง
“กวางเยว่ พาลูกหนีไป” คำพูดนั้นทำให้เยว่ซินที่เจ็บจนสติกำลังเลือนรางค่อยๆลืมตาขึ้นมาเขาถูกผู้เป็พ่อแบกเอาไว้บนบ่า และได้ยินเสียงร้องไห้ของแม่อย่างชัดเจน
“มู่เฉิง...ฉันทำไม่ได้ ฉันทิ้งคุณไม่ได้” จางกวางเยว่มองสามีทั้งน้ำตาเขาจึงดึงแขนเธอเข้าไปซ่อนตัวในซอกทางเดินหลังเมือง ชายหนุ่มวางลูกชายลงจางกวางเยว่จึงรับร่างน้อยของลูกมากอดเอาไว้แนบอก
“กวางเยว่ ผมปล่อยให้คุณถูกจับไม่ได้คุณมีค่ามากกว่าผมถ้าคุณอยู่ลูกจะปลอดภัยและคุณจะสานต่องานของพวกเราทั้งหมดได้จนสำเร็จ”จางกวางเยว่ร้องไห้สะอื้นราวกับจะขาดใจ เธอรู้ความหมายของคำพูดนั้นทั้งหมดหญิงสาวกอดลูกเอาไว้แล้วร้องไห้ออกมาราวกับน้ำตาจะเป็สายเืเยว่ซินพยายามลืมตาขึ้นมามองพ่อเขาเห็นดวงตาที่เปล่งประกายราวกับดวงจันทร์นั้นจ้องมองเขาด้วยความรักทั้งหมดที่มีในใจ
“พ่อครับ”
“อาเยว่ คนเก่งของพ่อต่อไปนี้จงใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็งและทำทุกอย่างตามที่พ่อสอนลูกทำได้ใช่มั้ย” เด็กหนุ่มยกมือกำแขนเสื้อคลุมของพ่อเอาไว้แน่น
“พ่อ...จะทำอะไรครับ” คนเป็พ่อไม่ได้ตอบคำถามนั้นเขายกมือประคองใบหน้าเล็กๆของลูกเอาไว้ แล้วจูบลงที่หน้าผากของลูกเบาๆ
“อาเยว่ พ่อรักลูกมากลูกคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของพ่อ พ่อสัญญาว่าจะทำให้ลูกได้ใช้ชีวิตใต้ผืนฟ้าบนโลกอย่างเปิดเผยพ่อจะทำให้ลูกและพี่น้องของเราทุกคน....เป็อิสระ”
“พ่อ...จะไปไหนครับ” มีแต่เสียงร้องไห้ของแม่ที่เป็คำตอบให้เขาเยว่ซินไม่รู้ว่าพ่อกำลังจะทำอะไรแต่เขารู้สึกได้ว่าเขาจะไม่มีวันได้เจอหน้าพ่ออีกแล้ว
“เราคือผู้พิทักษ์จากเซ็นเตอร์สมาชิกภาคีไร้นามโปรดมอบตัว”
“เนื่องจากสมาชิกภาคีไร้นามขัดขืนการจับกุมอนุญาตให้ผู้พิทักษ์ยิงคลื่นความถี่สูงในรัศมีห้าสิบเมตรได้ภายใน....ห้า...สี่...สาม...สอง”
“ผมรักคุณ”จางมู่เฉิงจูบภรรยาเป็ครั้งสุดท้ายแล้วโอบกอดลูกชายกับภรรยาเอาไว้แน่น เขาวิ่งออกไปจากตรอกพร้อมกับเปิดผลึกแก้วแปดเหลี่ยมทันทีที่แสงสว่างเจิดจ้าพุ่งออกมาจากร่างกายเขา โดรนไร้คนขับและยานรบของผู้พิทักษ์ก็พุ่งเข้ามาล้อมรอบตัวเขาไว้เพื่อจับกุมชายหนุ่มยกมือชูขึ้นสูงแล้วคุกเข่าลงกับพื้นในขณะที่ผู้พิทักษ์ของเซ็นเตอร์กำลังวิ่งลงมาจากยาน
แล้วพลันนั้นเอง.....ก่อนที่ผู้พิทักษ์จะได้จับตัวเขาลำแสงสีแดงเข้มจากปืนรังสีปริศนาก็ถูกยิงตรงเข้าหาจางมู่เฉิงอย่างรวดเร็วมันพุ่งทะลุผ่านอกของเขาไปทำให้ร่างสูงใหญ่ของเขาล้มลงในทันที เขาไม่มีแม้แต่เวลาจะได้หันกลับมามองลูกกับภรรยาเป็ครั้งสุดท้ายและไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้.....ร่ำลา
“ไม่!!!!!!!”เยว่ซินกรีดร้องออกมาด้วยความใ เด็กหนุ่มได้แต่มองร่างไร้ิญญาของพ่อด้วยหัวใจที่เหมือนถูกฉีกกระชากออกมาจากอกจางกวางเยว่ยกมือปิดปากลูกเอาไว้แน่น ก่อนจะกัดฟันกลั้นเสียร้องไห้ของตัวเอง
“ออกค้นหาตัวคนร้ายนี่อาจจะเป็การฆ่าปิดปากของคนในองค์กรเดียวกันก็ได้!!” กลุ่มผู้พิทักษ์ออกบินโดรนอีกครั้งเมื่อมีการลอบฆ่าสมาชิกภาคีไร้นามเกิดขึ้นก่อนที่จะได้นำตัวผู้ต้องหาไปพิพากษาที่สภาฯของเซ็นเตอร์
เยว่ซินพยายามดิ้นรนให้หลุดจากอ้อมแขนของแม่เขาจะไปหาพ่อ...เขาจะไปเอาร่างของพ่อกลับคืนมา พ่อของเขาไม่ใช่คนเลวสักหน่อยทั้งๆที่พ่อยอมมอบตัวกับผู้พิทักษ์แล้วทำไมถึงยังถูกฆ่าทำไมโลกนี้ถึงไม่ยุติธรรมกับพ่อของเขาเลย!!!
“จางมู่เฉิงจับตัวนักวิทยาศาสตร์ของพาราไดซ์ไปเธอเป็อัลฟ่าและเธอมีค่ามาก จับเป็เท่านั้นห้ามทำให้เธอาเ็เด็ดขาด”เยว่ซินมองเห็นบุรุษหนุ่มในชุดสีดำที่ดูองอาจน่าเกรงขามต่างจากผู้พิทักษ์คนอื่นๆเขาสวมเสื้อคลุมที่มีสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์เจิดจ้า ทำให้เยว่ซินรู้ทันทีว่าเขาคืออัลฟ่าจาก...พาราไดซ์...แต่เยว่ซินยังไม่ได้มองเห็นหน้าของเขาให้ชัดๆด้วยซ้ำก็ถูกจางกวางเยว่ดึงให้ออกวิ่งอีกครั้ง
เยว่ซินกับแม่วิ่งมาจนถึงทางออกนอกเมืองแสงสว่างจากโดรนผู้พิทักษ์ยังคงสาดส่องอยู่เหนือน่านฟ้าของมหานครเซ็นเตอร์ จางกวางเยว่รู้ตัวว่าเธอไม่มีทางหนีคนๆนั้นพ้นสามีของเธอจากไปแล้วถ้าเธอยังดึงดันที่จะหนีเยว่ซินจะต้องถูกจับไปด้วยอย่างแน่นอนตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าเยว่ซินเป็ใครเธอจะยอมให้อัลฟ่าเจอลูกชายเธอไม่ได้อย่างเด็ดขาดหญิงสาวรีบดึงแขนลูกให้เข้ามาหลบตรงซอกตึกสูงใกล้กับท่อส่งขยะก่อนจะกอดเขาเอาไว้แน่น
“เยว่เอ๋อร์แม่รักลูก แม่รักลูกมาก ลูกคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของแม่...แม่รักลูก”ทั้งคู่กอดกันแล้วร้องไห้สะอื้นอย่างน่าเวทนา เยว่ซินรู้ว่าแม่กำลังจะทำอะไร เพราะก่อนที่จะหนีมาที่นี่พ่อกับแม่บอกทุกเื่กับเขาไว้หมดแล้ว
แต่....ถึงจะรู้ว่าครอบครัวของเขามีภารกิจที่ยิ่งใหญ่ต้องทำเขาก็ไม่อยากให้พ่อแม่จากไปอยู่ดี....ทำไมเขาต้องเป็คนเสียสละด้วยทำไมถึงต้องเป็เขาที่เสียครอบครัวไป
“เยว่เอ๋อร์ลูกจำที่แม่สอนได้ใช่มั้ย”
“ครับ”
“ทำตามที่แม่บอกแล้วลูกจะปลอดภัยอย่าไว้ใจใครอย่าให้ใครรู้ตัวตนที่แท้จริงของลูกไม่ว่าคนๆนั้น จะเป็คนที่ลูกรักและเชื่อใจมากแค่ไหนก็ตาม”เยว่ซินมองใบหน้าที่งดงามของแม่ทั้งน้ำตา
“สัญญากับแม่”
“ครับ...ผมสัญญาว่าผมจะไม่ไว้ใจใคร ผมจะไม่ให้ใครรู้ตัวตนที่แท้จริงของผม ผมจะไม่เชื่อใจใครถึงแม้ว่าผมจะรักเขามากแค่ไหนก็ตาม”จางกวางเยว่ยิ้มออกมาทั้งน้ำตาเธอปลดสร้อยคอที่เป็สัญลักษณ์ของเธอออกแล้วสวมมันให้กับลูกชายจากนั้นก็เอากระเป๋าเซรุ่มให้เขาั์ตาสีดำขลับของจางกวางเยว่เปล่งประกายสีแดงเข้มเพียงเสี้ยววินาทีก็หายไปเธอกอดลูกชายเอาไว้ด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยว
“เยว่เอ๋อร์ฟังแม่ให้ดีนะลูก” หญิงสาวคลายกอดลูกแล้วยกมือเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าเล็กๆนั้นอย่างอ่อนโยน
“ต่อไปนี้จงใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็งรอการติดต่อจากแม่และเคลื่อนไหวให้เงียบที่สุดอย่าให้พ่อต้อง...เสียสละอย่างสูญเปล่า” เยว่ซินมองหยดน้ำตาของแม่ด้วยความทรมานใจเด็กหนุ่มนึกถึงรอยยิ้มครั้งสุดท้ายของพ่อแล้วร้องไห้ออกมาเช่นกันเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะได้บอกว่ารักพ่อด้วยซ้ำ.... ไม่มีแม้แต่คำพูดลา
“ลูกแม่....จงอย่าละทิ้งปณิธานของปีกอย่าย่อท้อหากต้องพบกับความยากลำบาก และอย่าพ่ายแพ้ให้กับความโดดเดี่ยวจงหมั่นฝึกฝนตนเองให้เป็คนมีความรู้ วันหนึ่งลูกจะกลายเป็กำลังให้กับคณะปฏิวัติแม่จะคอยเฝ้าดูลูกเสมอ แล้วแม่จะกลับมารับลูก....แม่สัญญา”
“ผมรักแม่”จางกวางเยว่กอดลูกเอาไว้แล้วจูบไปทั่วใบหน้าของเขาด้วยความรักสุดหัวใจหญิงสาวยกแขนเสื้อเช็ดน้ำตาแล้วเอาน้ำคร่ำจากท่อขยะทาไปทั่วร่างกายของลูก หัวใจของเธอเหมือนกำลังจะแตกออกเป็เสี่ยงเธอไม่อยากปล่อยให้ลูกอยู่ท่ามกลางาที่โหดร้ายนี้อย่างโดดเดี่ยวเลยเสียงฝีเท้าและเสียงบินโดรนของผู้พิทักษ์กระชันชิดเข้ามาเรื่อยๆจางกวางเยว่มองใบหน้าของลูกเป็ครั้งสุดท้าย
“แม่รักลูก”หญิงสาวบอกลูกอีกครั้งแล้วตัดสินใจวิ่งออกไปข้างนอก ทันทีที่แสงสว่างจากโดรนของผู้พิทักษ์ปะทะเข้ากับร่างกายของเธอยานรบของผู้พิทักษ์ทั้งหมดก็กรูกันเข้ามาล้อมตัวเธอไว้เพื่อจับกุมหญิงสาวถอดเสื้อคลุมออกแล้วเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งทะนงใบหน้าที่เคยอ่อนโยนของเธอนิ่งงันลงและดูเ็าอย่างน่ากลัว
“กล้าดียังไงถึงให้ผู้พิทักษ์มาวิ่งไล่จับฉัน!!” ชายในชุดสีดำโค้งกายลงเล็กน้อย
“ขออภัยด้วยครับเราเพียง้าช่วยคุณมาจากกลุ่มภาคีไร้นามอย่างปลอดภัยก็เท่านั้น”
“ช่วยด้วยการฆ่าน่ะหรอ!!”
“ผมไม่ทราบว่าใครเป็ผู้ลอบสังหารคนในกลุ่มภาคีไร้นามและผมก็ไม่ได้มีหน้าที่ไปสืบหาความจริงอะไรตรงนั้นด้วยนั่นเป็หน้าที่ของผู้พิทักษ์ ส่วนหน้าที่ของผมคือพาคุณกลับพาราไดซ์”ถึงแม้จะพูดด้วยคำสุภาพแต่จางกวางเยว่รู้ว่านั่นคือคำขาด
“มีใครมากับคุณอีกหรือเปล่า”
“ไม่...มีแค่ฉัน”ชายในชุดสีดำชั่งใจอยู่สักพัก
“พาฉันกลับบ้าน ฉันเบื่อที่นี่เต็มทีแล้ว”เธอพูดสั้นๆแล้วก้าวขาขึ้นไปบนยาน หญิงสาวหลับตาลงแล้วกัดฟันกลั้นน้ำตาเอาไว้เธอไม่กล้าหันกลับไปดูลูกชาย ถึงแม้ว่าเธอจะคิดถึงเขามากแค่ไหนก็ตาม
“เยว่เอ๋อร์แม่รักลูก” หญิงสาวบอกลูกชายของเธอในใจพร้อมกับที่ประตูยานโดยสารขนาดใหญ่ได้ปิดลงเยว่ซินกอดกระเป๋าเซรุ่มเอาไว้แล้วมองแม่ขึ้นยานจากไปทั้งน้ำตาเด็กหนุ่มร้องไห้ออกมาด้วยความเ็ปราวกับความสุขทั้งหมดที่ผ่านในชีวิตของเขาเป็เพียงแค่ความฝัน เมื่อพบว่าภายในคืนเดียวเขาได้สูญเสียทั้งพ่อและไปพร้อมกันถึงสองคน
เขาคงจะไม่ได้กอดพ่อกับแม่อีกแล้วเขาคงไม่ได้เห็นรอยยิ้มที่สว่างสดใสเหมือนแสงอาทิตย์นั้นอีกต่อไปแล้วต่อไปนี้เขาคงต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียว
“อึ๊ก!!!” เพราะร่างกายยังปรับตัวกับฮอร์โมนส์ของอัลฟ่าไม่ได้ทำให้เยว่ซินเจ็บหัวใจขึ้นมาอีกครั้งเด็กหนุ่มซุกตัวเข้าไปในกองขยะแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆทางเดินที่มืดสนิทนั้นอย่างหวาดระแวงแม้กลิ่นเหม็นของท่อน้ำทิ้งจะช่วยพรางกลิ่นตัวให้เขาแต่ไม่ได้ช่วยบรรเทาความเ็ปเยว่ซินหมดสติล้มลงท่ามกลางความมืดในตรอกแคบ...และยังคงร้องไห้เรียกหาครอบครัวที่เขาเพิ่งจะสูญเสียไปตลอดกาล.
.
.
.
.
.... รุ่งเช้า อานทาวน์ มหานครเซ็นเตอร์....
เสียงร้องโวยวายของเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังลั่นไปทั่วทางเดินในตรอกพร้อมกับเสียงหมาเห่าดังสะท้อนไปทั่ว เด็กหนุ่มวิ่งตามเ้าตูบสี่ขาที่คาบการ์ดสีทองของเขามาจนถึงกองขยะหน้าท่อน้ำทิ้งที่เยว่ซินนอนอยู่
“ไอ้หมาบ้า เอาเงินฉันคืนมานะ!!”
“โฮ่งๆ”
“ฟังไม่รู้เื่โว๊ย เอาเงินฉันคืนมา!!”เด็กหนุ่มหยิบก้อนอิฐในตรอกปาหัวเ้าหมาบ้าซะจนร้องเอ๋งแล้วคายการ์ดออกจากปากก่อนจะวิ่งหางจุกตูดหนีไปเขารีบวิ่งมาที่กองขยะแล้วเก็บการ์ดสีทองขึ้นมาจากพื้น
“โอย....ให้ตายเถอะ ขาดเป็รูแบบนี้แล้วจะใช้ยังไงล่ะ”เขายกการ์ดขึ้นมาส่องดูรอยเขี้ยวหลายรูนั้นแล้วร้องออกมาด้วยความโมโห
“อย่าให้เจออีกนะเ้าหมาบ้า จะฆ่าทิ้งให้ดู!!”เด็กหนุ่มโยนการ์ดทิ้งลงกองขยะ แล้วตอนนั้นเองสายตาก็เหลือบไปเห็นสิ่งหนึ่งเข้าพอดี
“อ๊าค!! คนตาย!!!!!” และเพราะเสียงร้องที่ดังลั่นนั่นเองทำให้เยว่ซินสะดุ้งตื่นขึ้นมาเขาเห็นเด็กหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังยืนมองเขาอยู่ด้วยความใแถมยังทำหน้าตาเหมือนกับว่าเห็นผีอีกต่างหาก
“อ้าว ยังไม่ตายนี่??”เยว่ซินรีบซุกใบหน้ามอมแมมของตัวเองลงไปกับกระเป๋าเซรุ่มทันทีมีคนจากเซ็นเตอร์เห็นตัวเขาแล้ว เขาจะทำยังดี!!
“เฮ้...ทำไมเธอถึงไปนอนอยู่ตรงนั้นล่ะ”เด็กหนุ่มเดินมาถามเขาแล้วย่อตัวนั่งลงมองร่างน้อยที่กำลังกอดกระเป๋าตัวสั่นเทาอยู่ตรงหน้าเขาสูดจมูกเล็กน้อยแล้วขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกเหมือนมีคนเอาดอกไม้มาทิ้งไว้ในกองขยะเลยถึงแม้จะได้กลิ่นเหม็นของท่อน้ำทิ้งและขยะอบอวลไปทั่ว แต่....ก็ยังมีกลิ่นหอมกรุ่นเหมือนดอกไม้จางๆแทรกเข้ามาอย่างบางเบาอยู่ดีกลิ่นนั้นมาจากที่ไหนกันนะ หรือว่าจะมาจาก....เด็กคนนี้
“โอ๊ย!!”เยว่ซินยกมือกุมหัวใจเอาไว้ด้วยความเจ็บความรู้สึกอึดอัดเวลาอยู่ต่อหน้าเด็กคนนี้มันคืออะไรกันเขารู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออกเลย กระบอกตารู้สึกปวดร้าว ในหัวปวดตุบๆเหมือนถูกค้อนยักทุกตีทรมาน...เขาทนไม่ไหวแล้ว
“นี่เธอ...เป็โอเมก้าหรอ”คำถามนั้นทำให้เยว่ซินเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยความใและนั่นทำให้เด็กหนุ่มทั้งคู่ได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน เสี้ยววินาทีที่พวกเขาได้สบตากันเหมือนกับห้วงเวลาทั้งหมดได้หยุดหมุนไปชั่วขณะเลย
เด็กหนุ่มนั่งจ้องใบหน้าของเยว่ซินด้วยความประหลาดใจเขาไม่เคยเห็นใบหน้าของเด็กผู้หญิงคนไหน งดงามตราตรึงใจขนาดนี้มาก่อนดวงตาของเยว่ซินกลมโตสดใสและเปล่งประกายเหมือนกับแสงของดวงจันทร์ ยิ่งมองก็ยิ่งถูกดวงตานั้นตรึงสะกดไว้จนแทบจะละสายตาออกไปไหนไม่ได้เลย
เยว่ซินรีบซุกใบหน้ามอมแมมของตัวเองลงไปกับกระเป๋าอีกครั้งความกดดันที่เด็กคนนี้ส่งผ่านร่างกายออกมามันคืออะไรกันนะเขารู้สึกทรมานจนแทบจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว
“เจ็บ...นาย...นายทำอะไร”
“นี่...นายไม่รู้จักจิตสังหาร หรอ??” คนตัวเล็กยกมือกุมหัวใจด้วยความเจ็บเด็กคนนี้กำลังพูดเื่อะไรอยู่ ไม่เห็นจะเข้าใจเลย
“นี่เธอเป็โอเมก้าจริงๆใช่มั้ย”
“ไม่ใช่นะ ฉันเป็อัลฟ่าต่างหาก!!!”
“เป็อัลฟ่าแล้วทำไมถึงไม่รู้จักจิตสังหาร”
“รู้จักแต่...ไม่อยากใช้”
“ไม่อยากใช้หรือไม่มีกันแน่”เด็กหนุ่มใช้ปลายนิ้วเชยคางเล็กๆของเยว่ซินขึ้นก่อนจะจ้องมองดวงตาตื่นกลัวนั้นด้วยรอยยิ้ม
“น่าสนใจดีนี่”
“อย่ามายุ่งกับฉัน!!”
“ไม่ต้องกลัวถึงจิตสังหารของฉันจะแข็งแกร่งมาก แต่ฉันก็ไม่ใช้มันอย่างพร่ำเพื่อหรอกนะ”
“นายไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งซักหน่อย”
“หา??ว่าไงนะ!!” ดวงตาคมกล้าของเขาวาวโรจน์ขึ้นมาอย่างน่ากลัว
“ความแข็งแกร่งมีไว้เพื่อปกป้องไม่ได้มีไว้เพื่อทำร้ายแล้วถ้านายแข็งแกร่งจริงคงไม่ขับสิ่งนี้ออกมาจากร่างกายง่ายๆหรอก”
“งั้นหรอถ้าฉันไม่ใช่คนที่แข็งแกร่ง แล้วฉันเป็อะไรล่ะ รู้มั้ยว่าแค่จิตสังหารของฉันก็ทำให้เธอตายได้แล้ว”
“นายกำลังกลัว”คำตอบของเยว่ซินทำให้เด็กหนุ่มนิ่งอึ้งไปไม่เคยมีใครอ่านใจเขาได้ทะลุปรุโปร่งขนาดนี้มาก่อนเด็กคนนี้ทั้งๆที่ร่างกายอ่อนแอกว่าเขา จิตสังหารก็ไม่มีแล้วทำไม....ถึงรู้ว่าเขากำลังกลัว
เด็กหนุ่มกำมือแน่นแล้วลุกขึ้นยืนเขาก้มมองร่างน้อยของเยว่ซินแล้วนิ่งเงียบไปเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่คนตัวเล็กกอดกระเป๋าเซรุ่มไว้แน่น เ้าเด็กนี่จะเอายังไงกับเขากันแน่จะพูดอะไรก็ไม่พูดจะทำอะไรก็ไม่ทำ....น่ากลัวเกินไปแล้ว
“โอเคเธอเป็อัลฟ่าใช่มั้ย”
“เอ่อ...ใช่”
“แล้วมาทำอะไรอยู่ตรงนี้”
“ไม่ใช่เื่ที่ต้องบอกนายซักหน่อย”
“ผู้หญิงไม่ค่อยชอบที่ที่สกปรกไม่ใช่หรอเธอน่ะทำตัวแปลกนะรู้มั้ย” เพราะใครๆก็รู้ว่าพวกอัลฟ่ายึดถือความสูงส่งและสะดวกสบายเหนือสิ่งอื่นใดแทบจะเป็ไปไม่ได้เลยที่อัลฟ่าจะมานอนเล่นในกองขยะแบบนี้
“ฉันเป็ผู้ชาย!!”
“หา??...ผู้ชายจริงดิ!!” เยว่ซินกัดฟันแน่นด้วยความโกรธ เขาดูไม่เหมือนผู้ชายตรงไหนกันพอเห็นเยว่ซินโกรธมากขนาดนั้น เด็กหนุ่มก็เลยหัวเราะออกมา
“ขอโทษทีพอดีฉันเพิ่งมาอยู่เซ็นเตอร์ ก็เลยยังไม่ชินกับ...หน้าตาของเด็กผู้ชายที่เป็เอ่อ...แบบนาย” เยว่ซินมองเด็กหนุ่มตรงหน้าแล้วเงียบเสียงลงเด็กคนนี้ไม่ใช่โอเมก้า ไม่ใช่เบต้า ร่างกายของเขาสูงใหญ่กำยำ ดูแข็งแกร่งห้าวหาญและดุดันอยู่ในทีทั้งยังมีกลิ่นตัวที่แตกต่างจากคนทั่วไปดวงตาของเขาคมกล้าและเปล่งประกายเจิดจ้าราวกับดวงตาทิตย์บรรยากาศรอบๆตัวก็ไม่เหมือนคนปรกติ ไม่ผิดแน่.....เขาคืออัลฟ่า!!
“แม่บอกว่าอัลฟ่าอันตรายที่สุดสำหรับเรา แล้วเขา...ก็เป็อัลฟ่า” คนตัวเล็กได้แต่คิดเพราะความกลัวและเพราะร่างน้อยของเยว่ซินกำลังสั่นเทา จิตสังหารของเด็กหนุ่มตรงหน้าจึงเบาบางลง
“ฉันชื่อ เวิน ซวนหยาง ยินดีที่ได้รู้จักนะ นายชื่ออะไร”เยว่ซินหลบสายตาเขาลงแล้วเงียบสนิทหมอนี่จะได้กลิ่นเขาหรือเปล่าแล้วจะดูออกหรือเปล่าว่าเขาเป็โอเมก้า...ต้องรีบหนีไปจากที่นี่
พอคิดได้แบบนั้นเยว่ซินก็เลยลุกยืนแต่เพราะเมื่อคืนเขาเจอเื่หนักหนามามากมายและร่างกายของเขายังปรับตัวกับฮอร์โมนของอัลฟ่าไม่ได้ก็เลยล้มลงไปอีกครั้ง
“เฮ้...เป็ยังไงบ้าง”ซวนหยางทำท่าจะเดินเข้าไปพยุงเขา เยว่ซินเลยรีบลุกยืนอีกครั้งแล้วกอดกระเป๋าของตัวเองเอาไว้แน่น
“อย่าเข้ามาใกล้ฉัน!!”ดวงตากลมโตที่ตื่นกระหนกและหวาดกลัวนั้นทำให้ซวนหยางมองเขาแล้วนิ่งไปเยว่ซินไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เพิ่งเจอกันถึงได้มองเขาด้วยสายตาสงสารจับใจขนาดนี้ในขณะที่ซวนหยางกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ เด็กคนนี้เหมือนกับลูกนกที่ตกลงมาจากรังเลยตอนนี้คงจะโดดเดี่ยวและหวาดกลัวมาก...เหมือนกับเขาในตอนนั้นไม่มีผิด มองเด็กคนนี้แล้วเขาเหมือนมองเห็นตัวเอง
“ทำไมนายถึงมานอนในกองขยะคนเดียวล่ะ พ่อแม่ของนายไปไหน” พอถูกเขาถามแบบนั้นเยว่ซินก็ต้องกัดฟันกลั้นน้ำตาเอาไว้ทันทีเขาก้มหน้าลงแล้วพยายามอย่างมากที่จะไม่ร้องไห้แต่เขาก็ทนไม่ได้เขาเพิ่งจะเสียพ่อไปและแม่จะเป็ยังไงบ้างก็ไม่รู้
“นาย...เอ่อ....มีพ่อแม่หรือเปล่า”
“ไม่...ไม่มี” เยว่ซินตอบออกไปทั้งน้ำตา ซวนหยางมองใบหน้ามอมแมมของคนตรงหน้าแล้วเอามือคลำๆกระเป๋าเสื้อของตัวเองก่อนจะดึงอมยิ้มห่อกระดาษสีสวยออกมา
“เอ่อ.... นายไม่ต้องกลัวฉันหรอกนะ มาเป็เพื่อนกันเถอะ”เยว่ซินยกมือป้ายน้ำตาออกจากใบหน้ามอมแมมเปื้อนขยะแล้วมองเขาแววตาสั่นไหวของเยว่ซินทำให้ซวนหยางเงียบไปอีกครั้ง
“นาย...กลัวจิตสังหารของฉันใช่มั้ย”เยว่ซินไม่ตอบแต่กอดกระเป๋าแล้วก้มหน้านิ่ง ซวนหยางเดินเข้าไปใกล้เยว่ซินอีกนิดคนตัวเล็กก็เลยรีบถอยหายจากเขาด้วยความกลัว
“ไม่ต้องกลัวจะไม่ทำอีกแล้ว...”
“เอ๋??...”
“ที่ทำให้นายเจ็บน่ะจะไม่ทำอีกแล้ว” เยว่ซินเงยหน้าขึ้นมามองเขา จึงได้เห็นว่าดวงตาคมกล้าของซวนหยางกำลังทอแสงอย่างอ่อนโยน
แล้วตอนนั้นเอง...ความอึดอัดที่ปกคลุมไปทั่วตรอบแคบๆนั้นก็หายวับไปราวกับปอดได้รับอากาศอย่างเต็มที่ เยว่ซินรู้สึกว่าตัวเองหายใจได้สะดวกขึ้นความรู้สึกนี้มันคืออะไรกัน
“หายแล้วใช่มั้ย”
“อื้อ...นายทำอะไร” ซวนหยางแค่ยิ้มให้คำถามนั้นรอยยิ้มของเขาทำให้ใบหน้าที่ดูดุดันผ่อนคลายลงมากทีเดียว
“ฉันชื่อเวิน ซวนหยาง นายชื่ออะไร” เด็กหนุ่มแนะนำตัวพร้อมกับยื่นอมยิ้มให้เยว่ซินอีกครั้ง คนตัวเล็กรับอมยิ้มห่อกระดาษสีสวยมาถือไว้จากนั้นก็บอกชื่อตัวเองออกมาเบาๆ
“ฉัน.....จาง...เอ่อ...โจว ฉันชื่อ โจว เยว่ซิน”
“เยว่ซินโห...จริงดิ เราเหมาะที่จะเป็เพื่อนกันมากเลยนายว่ามั้ย” คนตัวเล็กทำหน้างง
“ก็ชื่อฉันแปลว่าพระอาทิตย์ส่วนชื่อนายแปลว่าพระจันทร์ไงอยู่บนฟ้าด้วยกันทั้งคู่เลย”
“เอ่อ....เื่นั้นมัน”
“ดีล่ะ ต่อไปจะเรียกนายว่าอาเยว่นะ”
“หา??” เยว่ซินยังงงอยู่ว่าทำไมหมอนี่ถึงได้สนิทกับคนอื่นได้เร็วขนาดนี้บนโลกนี้มีคนที่ไว้ใจคนอื่นได้เร็วเท่าเด็กหนุ่มตรงหน้านี้อีกหรือเปล่าเพิ่งจะเจอกันแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นเองทำอย่างกับสนิทกันมาเป็สิบปีแล้วอย่างนั้นล่ะ เด็กคนนี้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างคุณชายขนาดไหนกันนะถึงได้ไม่รู้จักระวังตัวเอาซะเลย
“ไม่สิอย่างเ้าเด็กนี่...คงต้องเรียกว่ากลัวตายไม่เป็”
“นายรู้มั้ยนายเป็เพื่อนคนแรกของฉันที่เซ็นเตอร์เลยนะ”
“ฉันไม่สนใจเื่นั้นหรอก”
“ไม่เอาน่าอย่าเ็านักสิ เอาล่ะ...นายจะไปไหนฉันจะไปส่ง”
“นายมียานหรอ” ซวนหยางยิ้มกว้างอย่างสดใส
“เปล่า.... เดินไปส่งน่ะ” เขาตอบแล้วหัวเราะออกมาอย่างร่าเริงทำเอาเยว่ซินถึงกับเซ็ง
“แล้วนายจะไปที่ไหนล่ะ”
“เอ่อ...ไปอานทาวน์” ซวนหยางถึงกับอึ้งเมื่อได้ยินแบบนั้นเด็กหนุ่มยกมือกอดอกแล้วมองเยว่ซินด้วยความสงสัย
“อะไร??”
“นายจะไปอ่านทาวน์ทำไม”
“มันเื่ของฉัน!!”
“ก็ฉันอยากรู้ ฉันมีอะไรจะบอก”
“ไม่ต้องมายุ่งกับฉันจะได้มั้ย!!” คนตัวเล็กร้องออกมาด้วยความกลัวที่หมอนี่ซักไซ้เขาหรือว่า...จะเป็คนร้าย เขาจะไว้ใจใครในเซ็นเตอร์ไม่ได้เด็ดขาดยิ่งเป็อัลฟ่ายิ่งไว้ใจไม่ได้!!
“ถะ...ถอยไปฉันจะไปอานทาวน์”
“เดี๋ยว...”
“ห้ามตามมานะไม่งั้น...ฉันแจ้งผู้พิทักษ์จริงๆด้วย”
“เฮ้...ฟังกันหน่อยฉันแค่จะบอกว่าที่นี่แหละอานทาวน์”
“อ้าว??” เยว่ซินถึงกับโมโหสะดุด
“ที่นี่อานทาว??”
“ก็ใช่ไงตรงนี้เลย...ตรงที่นายยืนเนี่ย” เยว่ซินยกมือเกาหัวงงๆ ก็เขาไม่เคยมาเซ็นเตอร์แล้วเขาจะไปรู้ได้ยังไงล่ะว่าที่ไหนอานทาวน์
“นายไม่ได้เกิดที่เซ็นเตอร์หรอ หรือว่ามาจากพาราไดซ์”
“ฉันเกิดที่เซ็นเตอร์”
“เกิดที่เซ็นเตอร์แล้วทำไมถึงไม่รู้จักอานทาวน์นี่เมืองหลวงของเซ็นเตอร์นะ”
“เอ่อ...คือ...ฉันไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน ฉันก็เลยหลงทาง”
“ดูยังไงก็โกหกชัดๆ”ซวนหยางได้แต่นึกในใจ
“งั้น....บ้านนายอยู่ตรงไหนล่ะฉันจะไปส่ง”
“ไม่เป็ไร แยกย้ายจะขอบคุณมาก” ยิ่งถูกทำตัวเ็าใส่ซวนหยางก็ยิ่งอยากเป็เพื่อนกับเยว่ซิน
“นายไม่ค่อยแข็งแรงนี่ให้ฉันไปส่งน่ะดีแล้ว”
“ขอบใจแต่ไม่ต้อง”เยว่ซินว่าพลางเอากระเป๋าเซรุ่มขึ้นมาตรวจดูความเรียบร้อยในนี้มีฮอร์โมนอัลฟ่าอยู่ 9 โดสและมันคือสิ่งจำเป็ที่จะทำให้เขาใช้ชีวิตอยู่ในเซ็นเตอร์ได้อย่างปลอดภัยเพื่อรอให้แม่มารับ ดังนั้น...ต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี
“นี่...เรารู้จักกันแล้วนะให้ฉันไปส่งเถอะฉันอยากรู้ว่าบ้านนายอยู่ที่ไหน”คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยความขัดใจ
“ยินดีที่ได้รู้จักแต่หวังว่าคงจะไม่ต้องเจอกันอีก”เยว่ซินปฏิเสธอย่างเ็าแล้วเก็บอมยิ้มใส่กระเป๋าเสื้อคลุมจากนั้นก็สะพายกระเป๋าเป้แล้วเดินออกมาจากกองขยะแต่ก้าวขาเดินไปไม่ถึงสิบเก้าด้วยซ้ำร่างกายก็ถูกฮอร์โมนส์อัลฟ่าเล่นงานอีกครั้งจนล้มลงซวนหยางเดินมาย่อตัวนั่งลงข้างๆเขา ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย
“นายดูไม่ค่อยแข็งแรงจริงๆด้วย มาให้ฉันช่วย”
“ไม่ต้อง!!”
“เป็เพื่อนกันก็ต้องช่วยกันสิ”
“ใครเป็เพื่อนนายว๊าก!!” คนตัวเล็กร้องออกมาด้วยความใเมื่ออยู่ๆร่างก็ถูกซวนหยางหิ้วขึ้นไปขี่หลังอย่างง่ายดายขนาดนั้น
“นายทำอะไร ปล่อยฉันนะ!!”
“ก็นายไม่สบายไม่ใช่หรอ”
“ฉันช่วยเหลือตัวเองได้”
“อ้อ...ก็เห็นๆกันอยู่ว่าทำไม่ได้”
“ไม่ใช่เื่ของนายซักหน่อยปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”
“ไม่สบายอยู่อย่าอวดเก่งจะได้มั้ยหรือว่านายจะให้ฉันเรียกผู้พิทักษ์”
“ไม่ต้อง!!”
“งั้นบ้านนายอยู่ตรงไหน ฉันจะไปส่ง”
“ไม่ต้อง!!”
“แล้วนายจะให้ฉันทำยังไงล่ะ จะเรียกผู้พิทักษ์ก็ไม่ได้จะไปส่งก็ไม่ยอม”
“..................”
“เฮ้อ...” ซวนหยางถอนหายใจออกมาแรงๆทำไมการมีเพื่อนมันถึงได้รู้สึกเหนื่อยใจแบบนี้นะแต่จะให้อยู่แบบไม่มีเพื่อนเลยเหมือนเดิมมันก็ออกจะเหงาหน่อยๆว่ามั้ยล่ะ เอาเถอะ...ไหนๆก็มาเจอเพื่อนในกองขยะแล้วลองเรียนรู้เื่การมีเพื่อนดูสักตั้งก็แล้วกันที่สำคัญไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกถูกชะตากับเยว่ซินนักหรืออาจจะเป็เพราะเด็กคนนี้...ก็โดดเดี่ยวและหวาดกลัว ไม่ต่างจากเขา
“นี่อาเยว่ นายมีเงินหรือเปล่า”
“ถามทำไม นายเป็โจรหรอ”
“ใช่ที่ไหนกันล่ะ เมื่อกี้หมากัดการ์ดของฉันขาดไปแล้วตอนนี้ฉันจนมากไม่มีเงินเลยแล้วเสบียงชิ้นสุดท้ายของฉัน ฉันก็ยกให้นายไปแล้วด้วยเพราะฉะนั้นฉันไปส่งนายที่บ้านนายซื้อข้าวให้ฉันกินเราหายกัน...ตกลงมั้ย”เยว่ซินชั่งใจอยู่นานจะไว้ใจซวนหยางก็ไม่ได้ถึงจะเอาอมยิ้มเขามาแล้วก็เถอะแต่จะไปที่อยู่ที่พ่อแม่เตรียมไว้ให้ในอานทาวน์ก็ไปไม่ถูกเหมือนกัน แล้วเขาก็กลัวว่าจะมีอัลฟ่ามาเจอตอนที่ร่างกายของเขายังปรับตัวเข้ากับเซรุ่มไม่ได้ด้วยอย่างน้อยซวนหยางก็แข็งแกร่งพอตัว อายุก็รุ่นราวคราวเดียวกันไปกับซวนหยาง...น่าจะดีกว่า
“นี่...ฉันไม่ใช่ม้านั่งในสวนนะ นายช่วยคิดเร็วๆหน่อยได้มั้ยเพราะนายตัวเหม็นแล้วก็หนักมาก” ซวนหยางบ่นพลางย่นจมูก
“เอ่อ...ไปก็ไป” แล้วเยว่ซินก็บอกที่อยู่ที่ตัวเองจะไปให้ซวนหยางฟังเด็กหนุ่มก็เลยแบกเขาเดินไปตามถนนปูหินในอานทาวน์
เยว่ซินไม่รู้ตัวเลยว่าการรับไมตรีจากซวนหยางไม่ใช่สิ่งที่ควรทำในขณะที่ซวนหยางเองก็ไม่รู้ว่ากำลังยื่นไมตรีให้กับคนที่ไม่ควรให้ไป ในตอนนี้....พวกเขาทั้งคู่เป็เพียงแค่ลูกนกตัวเล็กที่้าเพื่อนสักคนไว้อยู่ข้างกายเพื่อปลอบโยนจิตใจที่เ็ปของตนก็เท่านั้นเอง
…………………………………………………