"หูเยาเยา?"
หูหรงมองดูชื่อที่ปรากฏอยู่้าแล้วขมวดคิ้ว
คนในเผ่าจิ้งจอกชิงชิวมีอยู่เพียงไม่กี่คน ใครที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ หูหรงย่อมรู้ดีที่สุด
การปรากฏขึ้นของป้ายิญญาแผ่นใหม่หมายความว่ามีสมาชิกเผ่าคนใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้ และถูกตั้งชื่อเรียบร้อยแล้ว
ทว่าในขณะนี้ภายในเผ่าจิ้งจอกชิงชิวไม่มีเด็กคนไหนที่มีคุณสมบัติตรงตามนี้เลย
"หรือว่านี่จะเป็ลูกของเชียนเชียน?!"
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของหูหรง
แม้ว่ามันจะดูไร้เหตุผลไปบ้าง แต่นี่กลับเป็คำอธิบายเพียงหนึ่งเดียวที่สมเหตุสมผลที่สุดในเวลานี้ ยิ่งหูหรงคิด นางก็ยิ่งรู้สึกว่าความคิดนี้เป็ไปได้!
แววตาของนางที่เคยโศกเศร้าเมื่อครู่ ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็เด็ดเดี่ยว
"หากนี่คือลูกของเชียนเชียนจริง ๆ และเชียนเชียนได้ตายไปแล้ว เด็กคนนี้... หรือว่าตอนนี้จะยังอยู่ที่สำนักชูซาน?!" หูหรงคิด
"ไม่ได้!"
ทันใดนั้น นางก็ส่งเสียงตวาดก้อง
"ไม่ว่าจะอย่างไร เด็กคนนี้จะต้องไม่เดินตามรอยเท้าของเชียนเชียนเด็ดขาด! ต่อให้จะอยู่ที่สำนักชูซาน ข้าก็จะตามหาเด็กคนนี้กลับมาให้ได้! หากนางเป็สายเืของเชียนเชียนจริง ๆ นางก็คือหลานของข้า ต้องกลับมาที่เผ่าจิ้งจอกชิงชิว!" หูหรงกล่าวอย่างเด็ดขาด
การตายของเชียนเชียนทำลายแผนการของนางและยังสร้างาแลึกในใจของความเป็แม่
คนเป็แม่ที่ไม่อาจช่วยลูกของตนเองได้ ความเสียใจเช่นนี้ยากจะบรรยายเป็คำพูด และตอนนี้ โอกาสที่จะชดเชยความผิดพลาดอยู่ตรงหน้า หูหรงจะยอมปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร?
"เพียงแต่ตอนนี้ข้าอยู่ใน่สำคัญของการทะลวงระดับ ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ ทำได้เพียงส่งคนในเผ่าไปยังสำนักชูซานเพื่อสืบดูสถานการณ์ที่นั่น หากเด็กคนนั้นไม่ได้อยู่ในหอคอยผนึกมารของสำนักชูซานก็ให้พากลับมาที่เผ่าจิ้งจอกชิงชิวทันที แต่หากถูกคุมขังอยู่... รอจนกว่าข้าจะออกจากด่านฝึกตน ข้าจะไปที่สำนักชูซานด้วยตัวเองเพื่อทวงเด็กคืน" หูหรงพึมพำ
นางเงยหน้ามองท้องฟ้า ที่ตรงนั้นคือที่ตั้งของสำนักชูซาน
ในแววตาของหูหรงฉายประกายแสงที่ไม่อาจโต้แย้งได้
"หวังว่าตาแก่สำนักชูซานจะไม่ไร้หัวคิด หากพวกเขากล้าแม้แต่จะไม่ปล่อยเด็กคนหนึ่งไป... ข้าจะทำให้พวกเขาต้องชดใช้อย่างสาสม"
เมื่อหูหรงคิดได้ดังนี้ นางก็กำหมัดแน่นจนเกิดเสียง
แรงกดดันของขั้นกำเนิดิญญาระดับชั้นฟ้าที่สี่ขั้นสูงสุด ถูกปลดปล่อยออกมาในพริบตา ก่อให้เกิดกระแสลมหมุนวนรอบตัว
ครู่หนึ่ง หูหรงจึงค่อย ๆ เก็บงำกลิ่นอายของตนแต่บนใบหน้ายังคงมีความโกรธและความโศกเศร้าหลงเหลืออยู่ นางเดินกลับไปที่แท่นนั่งของตน ยื่นมือออกไปหยิบยาเม็ดสีเขียวมรกตเม็ดหนึ่งแล้วบดขยี้ด้วยปลายนิ้ว
เพล้ง!
ยาเม็ดแตกออก กลิ่นอายสีเขียวสายหนึ่งลอยกระจายออกไปนอกดินแดนศักดิ์สิทธิ์เผ่าจิ้งจอกชิงชิว
หูหรง้าเรียกศิษย์อีกคนของนางให้มาพบ...
...
...
การตายของเหยียนเฉินและหูเชียนเชียนไม่ได้มีเพียงหูหรงคนเดียวที่ััได้
ภายในสำนักชูซาน ณ จวนของเ้าสำนัก
เสิ่นอู๋หยาที่กำลังฝึกตนอยู่ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความใเช่นกัน
"เป็ไปได้อย่างไร?! ศิษย์น้องเหยียนเฉินถึงกับ..." เสิ่นอู๋หยากล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ
ในฐานะศิษย์พี่ของเหยียนเฉิน แม้ว่าหลังจากที่อีกฝ่ายถูกขังไว้ทีู่เาด้านหลังและเขาจะไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนต่อหน้า แต่ความจริงแล้ว เสิ่นอู๋หยาได้แอบดูแลเหยียนเฉินหลายต่อหลายครั้งผ่านวิธีการต่าง ๆ
กระทั่งบางครั้ง เขายังแอบลงมือช่วยกดไอปีศาจในร่างกายของเหยียนเฉินเพื่อช่วยให้อีกฝ่ายผ่านพ้นวิกฤตมาได้หลายครั้ง เพียงแต่หลังจากที่หลินฉางชิงถูกขังไว้ทีู่เาด้านหลัง เขาก็ไม่ได้ไปที่นั่นอีกเลย
เขาคิดว่าอาการของเหยียนเฉินเริ่มคงที่แล้ว ประกอบกับเื่ของศิษย์ลึกลับคนก่อนในสำนักและเื่ของลั่วชิงเสวี่ย ทำให้เขายุ่งจนแทบไม่มีเวลาพัก แต่เสิ่นอู๋หยาไม่คาดคิดว่าเหยียนเฉินจะมาเสียชีวิตอย่างกะทันหันเช่นนี้
'หรือว่าทีู่เาด้านหลังจะเกิดเื่อะไรขึ้น?' เสิ่นอู๋หยาขมวดคิ้ว พลางครุ่นคิดอยู่ในใจ
แต่ในไม่ช้า เขาก็ปฏิเสธความคิดนั้น
หากหอคอยผนึกมารมีปัญหา ทางเขาย่อมต้องได้รับแจ้ง เหมือนเช่นตอนที่หลินฉางชิงปล่อยปีศาจสาวไป เหล่าผู้าุโของสำนักชูซานก็ยกโขยงออกไปกันหมด
แม้จะปล่อยให้ปีศาจสาวหนีไปได้แต่อย่างน้อยก็ยังรั้งตัวหลินฉางชิงไว้ได้...
ทว่าตอนนี้เสิ่นอู๋หยาไม่ได้รับแจ้งข่าวใด ๆ แสดงว่าตัวหอคอยผนึกมารเองไม่ได้มีปัญหาอะไร
"หรือว่าจะเป็เพราะคำสาปในร่างกายของเหยียนเฉินกำเริบ?"
คิดไปคิดมาก็เหลือเพียงความเป็ไปได้นี้เท่านั้น
คำสาปนั้นร้ายกาจยิ่งนัก มันเกิดจากตบะและแรงอาฆาตทั้งหมดของปีศาจก่อนตาย และตบะของอีกฝ่ายนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าเสิ่นอู๋หยา ดังนั้นเขาจึงไม่มีหนทางที่จะแก้ไขได้
"เฮ้อ..."
ด้วยความจนใจ เสิ่นอู๋หยาจึงถอนหายใจยาว ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
"นี่อาจจะเป็เคราะห์กรรมในโชคชะตาของศิษย์น้องเหยียนเฉิน ในเมื่อเขาไม่อาจผ่านมันไปได้ พวกข้าก็คงไร้หนทางจะช่วย..." เสิ่นอู๋หยากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
ในเื่นี้ เขาถือว่าตนเองได้พยายามอย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว ที่เหลือก็เพียงแต่ปล่อยให้เป็เื่ของโชคชะตาและวาสนาของตัวเหยียนเฉินเอง
แม้จะเตรียมใจไว้ตั้งนานแล้ว แต่เมื่อวันที่นี้มาถึงจริง ๆ ในใจของเขาก็ยังรู้สึกไม่ดีนัก
ขณะที่เสิ่นอู๋หยากำลังคิดว่าควรจะไปไหว้เหยียนเฉินทีู่เาด้านหลัง และถือโอกาสไปดูหลินฉางชิง ศิษย์ทรยศของตนด้วยดีหรือไม่ เด็กรับใช้ก็เดินเข้ามาในห้องทันที
"ท่านเ้าสำนัก วันนี้เป็วันที่ศิษย์พี่ชิงเสวี่ยจะออกจากด่านฝึกตน ท่านจะไปดูหรือไม่ขอรับ?" เด็กรับใช้ยืนอยู่หน้าม่านประตูและกล่าวอย่างนอบน้อม
แววตาของเสิ่นอู๋หยาเปลี่ยนไป
หลังจากชั่งน้ำหนักในใจครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจได้
"ข้าจะตามไปในอีกสักครู่ เ้าไปเตรียมการก่อนเถิด" เสิ่นอู๋หยากล่าว
เห็นได้ชัดว่า ในฐานะความหวังของสำนักชูซานในภายภาคหน้า เื่ของลั่วชิงเสวี่ยย่อมมีความสำคัญมากกว่า
เด็กรับใช้รับคำแล้วหมุนตัวเดินจากไป
เสิ่นอู๋หยาถอนหายใจยาวอีกครั้ง
"ศิษย์น้องเหยียนเฉินย่อมต้องเข้าใจในการตัดสินใจของข้า วันหน้าเมื่อมีเวลา ข้าจะไปเยี่ยมเ้า..." สีหน้าของเสิ่นอู๋หยาแฝงไปด้วยความโศกเศร้าและฝืนทน
เขาเงยหน้ามองไปยังทิศทางของูเาด้านหลัง
ใช้ธรรมเนียมการไหว้ผู้ล่วงลับของสำนักชูซาน โค้งคำนับไปทางนั้นหนึ่งครั้ง จากนั้นจึงลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้อง
...
วันต่อมา
[โฮสต์พิจารณาป้ายศิลาอย่างตั้งใจจนเกิดการหยั่งรู้ ได้รับตำราวิชา : คาถาเทวะทองเหลือง]
[โฮสต์พิจารณาป้ายศิลาอย่างตั้งใจจนเกิดการหยั่งรู้ ได้รับตำราวิชา : ะเิดารา]
[โฮสต์พิจารณาป้ายศิลาอย่างตั้งใจจนเกิดการหยั่งรู้ ได้รับตำราวิชา : หอกหวนคืนเหมันต์]
...
หลินฉางชิงยังคงทำเหมือนเช่นทุกวันคือไปที่ป่าศิลาจารึกเพื่อเช็ดถูป้ายศิลาจารึกเ่าั้ และทำความเข้าใจตำราวิชาที่อยู่ภายใน เพียงแต่ั้แ่เหยียนเฉินจากไปเมื่อวาน เขามักจะรู้สึกว่าในใจมีบางอย่างขาดหายไป ตลอดทั้งวันนี้สภาพจิตใจของเขาจึงไม่ค่อยดีนัก
เพราะเป็เพื่อนเพียงคนเดียวที่อยู่ด้วยกันทีู่เาด้านหลัง การจากไปของเหยียนเฉินจึงสร้างผลกระทบต่อหลินฉางชิงไม่น้อย
ขณะที่เขาลุกขึ้นยืนและตั้งใจจะเดินไปยังป้ายศิลาจารึกถัดไป
ฟึ่บ!
ในป่าที่อยู่ข้าง ๆ กลับมีเงาสีขาววูบผ่านไป!