“ท่านคือ…”เสียงของอู๋ซีดังขัดจังหวะขึ้นมา
“ข้าก็เป็นักพรตธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ชื่อข้าไม่มีความสำคัญหรอก”
กล่าวจบนักพรตผู้มีความมาอันแปลกประหลาดก็หยิบแส้ปัดออกมาถือไว้ในมือขวา หัวร่อเสียงเบาราวสายลมกระซิบ
ขุนพลหนุ่มซีเพ่งตามองนักพรตเบื้องหน้าด้วยั์ตายิบหยี นิ่งอยู่ชั่วครู่ก่อนพยักหน้าเหมือนคิดอะไรออกบางอย่าง
“ถ้าข้าเดาไม่ผิด ท่านคือนักพรตจางเหลียง…”
สิ้นเสียงกล่าวของขุนพลหนุ่ม เสียงอุทาน ะโถามของทหารอัศวินดำก็ดังระงม แม้จะฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ที่แน่ ๆ แค่ชื่อของนักพรตก็สร้างความโกลาหลให้ทหารเ่าั้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
นักพรตจางเหลียงเหรอ ไม่เคยได้ยินสักหน่อย แต่ทำไมนักพรตเฒ่าจึงรู้จักเขาได้นะ แถมยังช่วยชีวิตเขาเอาไว้อีก และไม่ใช่ครั้งแรกเสียด้วย
แต่ถึงอย่างนั้นก็เหอะ จะรับมือกับทหารนับร้อยเบื้องหน้านั่น ฝันไปหรือเปล่า
ฟ้าสว่างแล้ว ลมไม่ไหวติง หวูไว่รู้สึกหายใจติดขัด อึดอัดกับบรรยากาศที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ตอนแรกทหารพวกนั้นชักอาวุธออกมาคงจะเตรียมลงมือจับพวกเขาไป แต่แค่เพิ่มนักพรตเข้ามาอีกคนสถานการณ์ก็เริ่มจะเปลี่ยนไปแล้ว
ขุนพลอู๋ซีสะบัดดาบในมือ ประกายดาบกระทบแสงอาทิตย์และสะท้อนมาโดนใบหน้าของหวูไว่จนต้องยกมือกั้น
“ถึงอย่างไร ข้าก็มีทหารมานับร้อย ข้าว่าท่านนักพรตหลีกทางให้ข้าเสียจะดีกว่า” ขุนพลหนุ่มคำราม
“การรบพุ่งเยี่ยงนี้ไม่ส่งผลดีกับท่านหรือข้าหรอก เลิกแล้วต่อกันแค่นี้เถิด”
“เลิกราอย่างนั้นหรือ…น่าหัวเราะ”
ทันใดนั้น เสียงแตรศึก หวูดสัญญานก็ดังแผดขึ้นมา ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องกึกก้อง ดูเหมือนมันจะดังใกล้เข้ามา
“ข้าบอกแล้วขุนพลอู๋…” นักพรตเฒ่าว่าด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
ยังไม่ทันที่จะจับต้นชนปลายว่าอะไรเป็อะไร หวูไว่รู้สึกเหมือนมีแรงบางอย่างใต้แขนดันร่างของเขาขึ้น จนดูเหมือนร่างของเขาทะยานขึ้นจากพื้นดิน ตามมาด้วยมือซูบของใครคนหนึ่งดึงหลังเสื้อของเขาขึ้นด้วยแรงดึงอันมหาศาล
เหวอ เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนตัวกำลังปลิวอยู่กลางอากาศ หลับตาปี๋ด้วยความเสียวไส้
แต่หูแว่วเสียงขุนพลอู๋ไล่หลังมาว่า “รีบไล่ตาม อย่าให้พวกมันหนี”
มันเกิดอะไรขึ้น…
เวลาผ่านไปชั่วอึดใจ แล้วหวูไว่ก็ลืมตาตื่นขึ้นมา พร้อมกับรู้สึกเหมือนเท้าทั้งสองััพื้นอีกครั้ง เหลียวมองไปรอบตัว แล้วก็ต้องร้องอย่างใขึ้นมา เมื่อพบว่าขณะนี้ตัวเองมายืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกว้าง ข้าง ๆ เขา คือเอียนซียืนเหนื่อยหอบ เหงื่อเม็ดพราวผุดขึ้นที่หน้าผากและจมูก
เขามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร เพราะเมื่อตะกี้ยังตกอยู่ในวงล้อมของทหารอัศวินดำนับร้อยอยู่แท้ ๆ
มีใครเอามือตบบ่าเด็กหนุ่มจนสะดุ้งทั้งตัว เหลียวไปมองก็พบว่า เป็นักพรตเฒ่านั่นเอง
“นี่…ท่าน” หวูไว่ร้องถามอย่างงุนงง
แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร นักพรตก็เอามือชี้ไปที่แม่น้ำกว้างนั่น เมื่อมองตามไปเด็กหนุ่มก็ถึงแก่ตาลุกโพลงด้วยความใ
ไม่ไกลจากที่เด็กหนุ่มแห่งเซียงอู่ยืนอยู่ เรือลำหนึ่งกำลังแล่นมาทางนี้ เป็เรือลำใหญ่ เสียงเป่าแตร เสียงหวูด เสียงย่ำกลองดังมาจากเรือลำนั้นนั่นเอง
“รีบไปเถิด คุณหนู” นักพรตหันไปทางเอียนซี ก่อนจะชี้มือไปยังเรือเล็กลำหนึ่งที่จอดไว้ริมฝั่ง ก่อนจะหันมาตบไหล่หวูไว่เบา ๆ แล้วเอ่ยว่า
“เ้ารีบขึ้นเรือเล็กเพื่อไปขึ้นเรือรบใหญ่นั่นเถิด เวลามีไม่มากนักแล้ว”
“แต่ว่า…”เด็กหนุ่มอิดออด ถ้าเขาและเอียนซีไปเสียแล้ว นักพรตคนเดียวจะรับมือกับทหารพวกนั้นได้อย่างไรกัน
“ไปเถิด ข้ารู้ว่าเ้าคิดอะไรอยู่ ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าไม่เป็ไรหรอก รีบขึ้นเรือเถิด แล้วพบกันใหม่หวูไว่”
ไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะโต้ตอบอะไร นักพรตเฒ่าก็พุ่งจากไป แต่พูดให้ถูกเหมือนจะบินหนีไปต่างหาก ถ้าหากดูจากท่าร่างอันปราดเปรียวที่ใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจก็ลับหายไปจากทิวไม้นั่น
“ไปเถอะ…หวูไว่” เอียนซี ที่ไปยืนอยู่บนเรือเล็กริมฝั่งะโบอก
เด็กหนุ่มรับคำ ก่อนจะเดินลุยน้ำขึ้นไปอยู่บนเรือเล็ก รับพายมาจากหญิงสาวก่อนจะเอ่ยถามว่า
“แล้วพวกเราจะไปไหนกัน…”
เอียนซียิ้มกว้างแล้วพยักเพยิดไปทางเรือลำใหญ่ที่กางใบท้าแรงลมอยู่ไม่ไกล
“เราจะไปขึ้นเรือลำนั้น แล้วเราจะได้กลับบ้าน”
“กลับบ้านเหรอ…”หวูไว่ทวนคำ
หญิงสาวพยักหน้าแล้วหัวเราะอย่างอายๆ
“นั่นคือเรือรบัจากเกียะหยู พวกบนเรือนั่นคือทหารจากกองกำลังเมฆขาว”
“กองกำลังเมฆขาวเหรอ…”หวูไว่พึมพำ
เด็กหนุ่มจ้ำพายแรงขึ้น เหม่อมองไปยังเรือลำั์นั่น งุนงงสงสัยว่ามีอะไรรอเขาอยู่นะ แล้วเซียงอู่ละเขาจะได้กลับไปอีกเมื่อไหร่
เด็กหนุ่มรู้สึกใจชื้นขึ้นมาเป็กอง เมื่อหย่อนเท้าขึ้นบนเรือรบันั่น เสียงโหวกเหวกอันคุ้นเคยก็ดังลั่นขึ้นมา
“หวูไว่ หวูไว่เว้ย…”
เ้าอ้วนอากิและเ้าโย่งเรียววิ่งมาจากด้านไหนของดาดฟ้าเรือก็ไม่รู้ กว่าจะรู้อีกทีหวูไว่และเ้าเพื่อนตัวแสบสองคนนั่นก็กอดกันกลมเสียแล้ว ไม่สนใจสายตาหลายคู่ของทหารที่จ้องมองมาสักนิด
ถึงจะจากกันไม่กี่วัน แต่ต้องเจอเหตุการณ์อกสั่นขวัญแขวนอย่างนี้จะไม่ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้งก็แปลกไปละ
และยังไม่ทันที่หวูไว่และพวกจะสนทนากันจบ เสียงแตรศึกก็แผดเสียงสนั่นขึ้นมา ตามมาด้วยเสียงตูมสนั่นหวั่นไหวในแม่น้ำใหญ่ หวูไว่กับพวกรีบกระโจนไปที่กราบเรือทันที และเมื่อมองเห็นเรือลำหนึ่งกำลังแล่นตามมาติด ๆ ทั้งสามคมมองหน้าเลิ่กลั่กไปมา
“อย่ากลัวไปเลย พวกนั่นไม่มีทางตามเราทันหรอก” เสียงหวานหูของเอียนซีดังมาจากทางข้างหลัง ทำให้หวูไว่รีบหันไปมองทันที จริงสิพอขึ้นเรือมาเจอกับเ้าเพื่อนสองคนนี่ เขาก็ลืมนางไปสนิท
เอียนซีอยู่ในเสื้อผ้าชุดเดิมที่มอมแมมไปมาก แต่ดวงหน้ากลับเกลี้ยงเกลา ไม่ขะมุกขะมอมเหมือนตอนที่อยู่บนฝั่งอีกแล้ว หญิงสาวยืนกอดอกมองสามเพื่อนหนุ่มจากหมู่บ้านเซียงอู่ไปมาก่อนพูดด้วยน้ำเสียงสดใสว่า
“ขอบใจพวกเ้ามากนะ”
“ใช่…ขอบใจมาก”
เสียงทุ้มใหญ่ที่ไม่คุ้นเคยดังมาจากทางด้านหลังของหญิงสาว และไม่ช้าร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ปรากฎต่อสายตาของหวูไว่
ร่างนั้นสูงสง่า หน้าตาหมดจด ผมยาวถูกรวบไว้ข้างหลังอย่างเป็ระเบียบ ขนคิ้วดกหนา ประกายตาเจิดจ้า ในขณะที่จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากเรียวบางคล้ายสตรี เสื้อผ้าไหมเนื้อดี และผ้าคลุมไหล่สีขาวสะอาดตาที่โบกพลิ้วไปมา ยิ่งขับเน้นบุคลิกของบุรุษที่อยู่เบื้องหน้าให้โดดเด่นสะดุดตามากยิ่งขึ้นไปอีก
“ข้าชื่อหลี่มู่ ขอบใจเ้า” ชายหนุ่มผู้งามสง่ากล่าวพร้อมยิ้มน้อยแล้วหันไปทางเอียนซี
หวูไว่จะทำอะไรได้นอกจากยิ้มเก้อและเอามือเกาหัวตัวเองเท่านั้น
“ขอบใจที่ช่วย ซียี้” หลี่มู่พูดย้ำ
“ซียี้ เหรอ” หวูไว่ครางในลำคออย่างสงสัย
“พวกเ้าไปพักผ่อนก่อนเถิด อีกไม่นานก็จะถึงเกียะหยู ข้ายังมีงานต้องทำ” เอียนซียิ้มให้หวูไว่ก่อนจะเดินจากไป
หลี่มู่ชายหนุ่มชะงักมองที่หวูไว่ชั่วครู่ ไม่ได้พูดอะไรนอกจากพยักหน้าและก้าวเท้าไล่หลังเอียนซีไป
“หลี่มู่คนนี้สง่างามนักว่ามั้ย” หวูไว่พูดออกมาเบา ๆ ในขณะที่เพื่อนทั้งสองคนร้องอืมม์อยู่ในลำคอ
“เขาเป็คนคุมเรือนี่หรือ” เด็กหนุ่มถามต่อ
“มั้ง” อากิ ตอบ
“แล้วเขาเป็อะไรกับคุณหนูเอียนละ ญาติ หรือ พี่ชาย”
“ว่าไงล่ะ…”
เด็กหนุ่มหันมามองเพื่อนสองคนที่ยืนเงียบ มีสีหน้าอึกอัก จนเด็กหนุ่มต้องสำทับขึ้นมาอีกครั้ง
“ว่าไงละ หลี่มู่กับเอียนซีเป็อะไรกัน”
เรียวสบตากับอากิแล้วหันมามองหวูไว่ด้วยสีหน้าประหลาด
“คืออย่างนี้นะหวูไว่ เท่าที่ข้ารู้ หลี่มู่คนนี้คือขุนพลเอกของกองกำลังเมฆขาวที่โด่งดังไปทั่วแผ่นดินไง” อากิอธิบาย
“ก็ไม่แปลกหรอก…”
“ส่วนหลี่มู่กับเอียนซีของเ้าน่ะ…เอ้อ”
“ว่าไงเล่า…”เด็กหนุ่มชักรำคาญเ้าเพื่อนตัวแสบที่ดันเกิดอาการพูดติดอ่างขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เรียวหายใจยาวก่อนพูดเสียงละห้อยว่า
“แม่ทัพหลี่…เป็คู่หมั้นของคุณหนูเอียน หวูไว่เอ๊ย”
“อะไรนะ…”หวูไว่ครางในลำคอ
เด็กหนุ่มแห่งเมืองเซียงอู่อ้าปากค้าง ใบหน้าเริ่มแดงก่ำ รู้สึกอยากเป็ลมหน้ามืดขึ้นมา
โธ่เอ๊ย…