บทที่ 24 ต่อมา
“หวังว่าหลังจากที่ฮูหยินกลับมาแล้ว ท่านจะเข้าใจความตั้งใจดีของคุณหนู” แม่นมหลินเช็ดน้ำตาโดยไม่รู้ตัว พร้อมกับเอ่ยถึงฮูหยินอีกครั้ง
นางติดตามรับใช้ตระกูลไป๋มาั้แ่เยาว์วัย ได้เฝ้ามองฮูหยินเติบโตขึ้นและอยู่เคียงข้างมาโดยตลอด กระทั่งได้ติดตามมาในฐานะญาติฝ่ายหญิงในวันแต่งงาน จวบจนบัดนี้…
“บัดนี้ท่านแม่ยังคงวาดหวังว่า สักวันหนึ่งชายผู้นั้นจะหวนกลับใจ คิดถึงแต่คำมั่นสัญญาและความหลังเมื่อครั้งก่อน ทั้งที่นานนับปี ชายผู้นั้นล้วนแต่คอยทำร้ายจิตใจ กดขี่ข่มเหงพวกเรา แต่ท่านแม่ก็ยังคง… เพื่อให้ท่านแม่ได้เห็นความจริง ข้าจะทำให้ชายผู้นั้นเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา แล้วออกจากที่นี่ไปพร้อมกับพวกเรา!” ฉินหยวนเอ่ยพลางกำมือแน่น ดวงตาทอประกายมั่นคง นางรู้สึกต่อต้านชายผู้ให้กำเนิดนางมาอย่างยิ่ง
เว้นแต่ในคราวจำเป็ นางแทบมิอาจเอื้อนเอ่ยเรียกเขาว่าท่านพ่อได้อีกต่อไป… โดยมากแล้วฉินหยวนมักเรียกเขาว่าชายผู้นั้น
ชายผู้นั้น ไม่คู่ควรที่จะเป็บิดาของนางอีกต่อไป… ความทรงจำในชาติก่อนยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึงของนาง ทุกครั้งที่นึกถึง นางก็อยากจะเข้าไปบีบคอคนเ่าั้ให้สิ้นซาก เดิมทีนางไม่ใช่คนที่ชอบผูกอาฆาตแค้นผู้ใดง่าย ๆ เว้นเสียแต่ถ้าคนผู้นั้นพยายามจะทำร้ายกับนางหรือคิดร้ายต่อนาง
หรือแม้แต่คิดร้ายต่อคนที่นาง้าจะปกป้อง นางจักตอบโต้โดยพลัน และมิยอมปรานีเป็อันขาด
แม่นมหลินได้ฟังดังนั้นจึงพยักหน้ารับเบา ๆ เห็นพ้องด้วยกับคำกล่าวของฉินหยวน
นายท่านแท้จริงแล้วเป็คนเช่นไรแม่นมหลินย่อมรู้ดี… นางในฐานะคนนอกมองเห็นอย่างชัดเจน เพียงแต่ฮูหยินเท่านั้นที่มองไม่ออก ปล่อยเวลาเนิ่นนาน ไม่อาจตัดใจจากไปได้เสียที
“เอาเถิด แม่นมหลินคงจะหิวแล้ว เชิญนั่งลงร่วมโต๊ะเถิด ว่าแต่… คนอื่นเล่าอยู่ที่ใด?” ฉินหยวนเอ่ยพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ
การทานอาหารเพียงลำพังย่อมชวนให้เปลี่ยวใจ แต่โชคดีที่อาหารการกินใน่นี้ดีขึ้นมาก นับั้แ่ฉินหยวนใช้แผนการในครานั้น มิเช่นนั้นแล้ว นางคงยังคงต้องทนทานอาหารรสชาติแปลกประหลาด ใช้ชีวิตอย่างถูกกดขี่เช่นที่ผ่านมา
ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็เพราะองค์ชาย…
เมื่อคิดถึงเื่แล้ว ฉินหยวนก็อดขอบคุณเขาไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะเขา
นางคงมิอาจอยู่ในจวนตระกูลฉินได้อย่างอิสระเช่นนี้ และมิอาจใช้แผนการต่าง ๆ มาใส่ร้ายคนไร้ยางอายเ่าั้ได้เป็แน่!
“พวกนางคงยุ่งอยู่ คุณหนูทานก่อนเถิดเ้าค่ะ ข้าก็ต้องไปทำงานก่อนแล้ว” พูดจบ แม่นมหลินก็เตรียมจะลุกจากโต๊ะ
ฉินหยวนรีบขัดนางไว้เสียก่อน…
“แม่นมหลิน ข้าอาหารคนเดียวรู้สึกเหงาเหลือเกิน ท่านทานกับข้าได้หรือไม่?” เมื่อเห็นว่าแม่นมหลินไม่คิดอยู่ต่อ ฉินหยวนจึงได้แต่เอ่ยอ้อนวอน นับั้แ่ที่นางกลับชาติมาเกิดใหม่ นางก็ยิ่งเ็าและโดดเดี่ยวมากขึ้น
เดิมทีนางก็ไม่ใช่ผู้ที่สุงสิงกับผู้ใดอยู่แล้ว การอ้อนวอนอะไรทำนองนี้สำหรับนางถือเป็เื่ที่หาได้ยากยิ่งนัก
เมื่อแม่นมหลิน เห็นฉินหยวนทำท่าทางน่าสงสารเช่นนั้น พลันก็รู้สึกเวทนาขึ้นมา นางจึงนั่งลงแล้วเริ่มตักอาหารให้คุณหนูของตนเองเหมือนเมื่อครั้งที่คุณหนูยังเด็ก
แม้แม่นมหลินจะไม่ได้พูดอะไร แต่ฉินหยวนรู้ว่าการที่แม่นมหลินนั่งลงมาด้วยกันนั้นแสดงว่านางเห็นด้วยกับความคิดของฉินหยวน และยินดีที่จะนั่งทานอาหารกับฉินหยวน
“คุณหนู ทานให้มากหน่อยเถิดเ้าค่ะ มองดูรูปร่างของท่านสิ เกรงว่าหากทีลมพัดแรงทีเดียว คุณหนูคงปลิวไปกับสายลมเป็แน่” แม่นมหลินบ่นพึมพำขณะตักกับข้าวให้ฉินหยวน สำหรับฮูหยิน คุณหนูรวมถึงคุณชายน้อย นางรู้สึกเวทนาพวกเขาจากใจจริง
หลายครั้งที่นางอดคิดไม่ได้ว่า หากตระกูลไป๋ไม่ประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้ พวกเขาก็คงมิต้องเผชิญชะตากรรมเช่นวันนี้
“ฮ่าฮ่า” เดิมทีฉินหยวนกำลังตั้งใจทานอาหารอยู่
ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของแม่นมหลินแล้ว นางก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ นางรู้ว่าแม่นมหลินกำลังเป็ห่วงพวกนาง แต่สีหน้าเศร้าหมองของ แม่นมหลิน ทำให้นางกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
“แม่นมหลิน ข้ายังอยู่ใน่วัยเจริญเติบโต เ้าไม่ต้องกังวล อีกไม่กี่ปี ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อนั้น ข้าจะต้องปกป้องทุกคนให้ได้” เมื่อถึงเวลานั้น นางก็ไม่จำเป็ต้องพึ่งพาความสามารถของผู้อื่นอีกต่อไป
เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากห้วงทุกข์นี้…
“พูดอะไรเช่นนั้นเล่าคุณหนู เพียงแค่คุณหนูได้พบบุรุษที่ดีสักคนในภายหน้า แม่นมหลินกับฮูหยินก็คงวางใจแล้ว ส่วนเื่ปกป้องครอบครัว ปล่อยให้คุณชายรับหน้าที่นี้ไปเถิด” แม่นมหลินได้ฟังดังนั้นก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ นางรู้ดีว่าฉินหยวนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน นางก็รู้ดีว่าเื่บางเื่ไม่ควรปล่อยให้สตรีเช่นนางแบกรับไว้เพียงผู้เดียว
หากเป็ไปได้ เมื่อฉินซูเติบโตขึ้น ภาระนี้ย่อมตกเป็ของเขาอย่างแน่นอน
“ซูเอ๋อร์ยังเด็กนัก” ฉินหยวนฟังแล้วส่ายหน้าไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าใดนัก ในความคิดของนาง ในเมื่อนางเป็พี่สาว นางก็ควรเป็ผู้แบกรับภาระของครอบครัว
ส่วนฉินซูนางเพียงหวังให้เขาเติบโตขึ้นอย่างสงบสุขก็เพียงพอแล้ว
“ในยามนี้ถึงแม้จะยังเด็ก แต่สักวันหนึ่งคุณชายก็ต้องเติบโตเป็ผู้ใหญ่ คุณหนูเป็สตรี เมื่อเติบใหญ่ สิ่งที่ควรครุ่นคิดคือการได้แต่งงานเข้าสู่ตระกูลที่ดีและคู่ควร เมื่อถึงเวลานั้น ขอเพียงคุณหนูมีชีวิตที่สุขสบาย ฮูหยินและพวกเราทุกคนก็คงวางใจแล้ว” แม่นมหลินติดตามรับใช้ฮูหยินมานานหลายปี นางย่อมซึมซับความคิดที่ว่าสตรีควรแต่งงานเข้าสกุลที่ดี ส่วนบุรุษย่อมต้องเป็ผู้แบกรับภาระของครอบครัว
อย่างไรก็ตาม ที่นางคิดเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะเห็นว่าคุณหนูไม่มีความสามารถ แต่เป็เพราะแม่นมหลินไม่อยากให้คุณหนูต้องเหน็ดเหนื่อยมากนัก
ในวัยเพียงเท่านี้ กลับต้องแบกรับความคิดมากมายเช่นนี้ นางในฐานะแม่นมรู้สึกเ็ปใจยิ่งนัก
“แม่นมหลิน หรือเ้าก็คิดว่าสตรีด้อยกว่าบุรุษเช่นนั้นหรือ?” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินหยวนก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา หากไม่พบเจอเื่ราวร้าย ๆ เช่นนี้ ฉินหยวนก็คิดว่านางคงใช้ชีวิตเช่นเดียวกับที่แม่นมหลินวาดหวังไว้
ใช้ชีวิตเช่นเดียวกับคุณหนูตระกูลใหญ่ทั่วไป เชี่ยวชาญทั้งดนตรี บทกวี ตำราและภาพวาด อ่อนโยนและสง่างาม เมื่อเติบใหญ่ก็ได้แต่งงานกับชายที่ตนพึงใจและคู่ควร
ทว่าบัดนี้ หลังจากผ่านเื่ราวต่าง ๆ มามากมาย นางไม่อาจคิดเช่นนั้นได้อีกต่อไป สิ่งที่นางปรารถนามีเพียงการพาท่านแม่และเสี่ยวซูออกไปจากจวนตระกูลฉิน จากนั้นจึงค่อยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเองยิ่งขึ้น
ส่วนเื่แต่งงาน ก็ค่อยว่ากันตามวาสนาเถิด…
“คุณหนู มิใช่ว่าแม่นมคิดเช่นนั้น แต่มันเป็เช่นนี้มาั้แ่โบราณกาลแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นแม่นมเพียงแค่เป็ห่วงคุณหนูเท่านั้น มิได้หมายความว่าไม่เห็นด้วยแต่อย่างใด” แม่นมหลินถูกถามจนจนมุม ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ
เมื่อได้ฟังดังนั้น ฉินหยวนก็มิได้เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก นางได้แต่ถอนหายใจเงียบ ๆ ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่า นางจะต้องแข็งแกร่งขึ้น เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ได้
เื่ราวมากมายย่อมต้องลงมือทำ จึงจะสามารถพิสูจน์ทุกอย่างได้