ข้ากำลังเดินอยู่ในป่าหลังจากล่าสัตว์เฉกเช่นทุกวัน
ทว่า วันนี้มีบางอย่างที่ผิดแปลกไปจากเดิม
“…ช่วยเลิกเดินตามข้าสักทีเถอะ”
ข้าเหลียวหลังกลับไปมองเอลฟ์สาวผมทองที่พยายามเดินตามข้ามาั้แ่เมื่อครู่นี้
ไล่ให้ไปก็ไม่ยอมแถมยังเดินตามติดตัวข้ามาตลอดทาง
“ก็ฉันไม่มีที่ไปแล้วนี่คะ บอกให้ไปก็ไม่รู้จะไปไหน ...ที่สำคัญ อุตส่าห์ได้พบกับคุณออร์คที่ใฝ่ฝันมานานทั้งทีจะไม่คว้าโอกาสไว้ได้ยังไง จากนี้ไปฉันขออาสาฝากตัวเป็ ‘ทาสกาม’ของคุณออร์คก็แล้วกันค่ะ ตามนี้แหละ!”
“ตามนี้ก็แย่แล้ว! ข้าไม่้า!”
ข้าคิดว่าสมองของยัยเอล์ฟนี่ต้องกระทบกระเทือนหนักแน่ๆไม่ก็มีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว
อะไรมันดลใจให้เอล์ฟสาวสวยอย่างนางอยากเป็ทาสกามของออร์คนักหนาเนี่ย
“เอ๋...หรือว่าคุณออร์คไม่อยากมีทาสกามเหรองั้นให้ฉันเป็ ‘ห้องน้ำส่วนตัว’ แทนก็ได้นะ หรือ ‘ถังเก็บน้ำเชื้อ’ ดี หรือเป็ ’รูระบายความใคร่’ก็ได้นะคะ ้าเรียกแบบไหนก็ได้ตามสะดวกเลยค่ะ”
“จะอันไหนก็ไม่ต่างกันเลยสักนิดไม่ใช่เรอะ! แล้วที่บอกว่าไม่มีที่ไปมันหมายความว่าไงแล้วบ้านเ้าล่ะ”
พอได้ยินคำว่าบ้านเอลฟ์สาวก็แสดงสีหน้าหนักใจออกมา
นางยกมือเกาหัวพร้อมกับรอยยิ้มแห้งๆ
“เอ่อคือ...โดนไล่ออกมาน่ะค่ะ แหะๆ”
“ไล่เ้า?”
เอลฟ์นั้นอยู่อาศัยกันเป็ชุมชนใหญ่อาศัยในป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดั์เหนือจินตนาการ นามว่า ‘มหาพฤกษาต้นกำเนิด’
สถานที่แห่งนั้นคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าเอลฟ์เป็บ้านเกิดของเหล่าชาวเอล์ฟทุกเชื้อสาย ว่ากันว่าต้นไม้ต้นแรกของโลกกำเนิดขึ้นที่นั่น
ประเทศแห่งเอลฟ์‘อาณาจักรเอลฟาเนีย’
ตามคำบอกเล่าของออร์คเฒ่าบอกว่าที่นั่นมีเอลฟ์สาวชวนให้ลิ้มลองเต็มไปหมด แต่ไม่ทันที่จะได้เข้าไปลิ้มลองร่างของมันก็ถูกเวทมนตร์ห่าใหญ่ยิงใส่แทบพรุนโชคดีที่มันยังรอดชีวิตกลับมาเล่าให้พรรคพวกออร์คฟังได้
ประเทศของเอลฟ์นั้นเป็ประเทศปิดไม่เปิดรับบุคคลภายนอก รับแต่เพียงชาวเอลฟ์ด้วยกันเอง เป็พวกชาตินิยมสูงสุดกู่ กระนั้นก็ยังมีการติดต่อสื่อสารกับประเทศข้างเคียงอยู่บ้าง
ยิ่ง่สมัยมหาาสองทวีปประเทศเอลฟ์ได้จับมือร่วมเผ่ามนุษย์ในการต่อกรกับเผ่าปีศาจซึ่งนำโดยจอมมาร
กลายเป็ว่าระหว่างมนุษย์และเอลฟ์มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันในฐานะพันธมิตร
หลังจากาสิ้นสุดจึงมีบ้างที่เอล์ฟบางคนจะออกมาจากดินแดนเอลฟ์ แล้วไปอยู่อาศัยที่อื่นตามความ้าของตัวเอง
กระนั้นก็ไม่เคยได้ยินว่ามีกรณีที่เอล์ฟถูกขับไล่ออกจากดินแดนตัวเองมาก่อน
“...เ้าไปก่อเื่มาเรอะ”
ข้าถามย้ำด้วยความสงสัย
อีกฝ่ายอ้ำอึ้งกรอกลูกตาไปมา
“คือ...จะว่าไงดีล่ะ ก็แบบ...พอบอกไปว่าอยากโดนคุณออร์คขืนใจก็โดนตัดหางปล่อยวัดเตะตูดไล่ออกมาทันทีเลยละค่ะ”
“…”
“ไม่เข้าใจหัวอกกันเลยนะคะคนพวกนี้ แย่จริงๆ แค่อยากถูกออกร์คขืนใจแล้วมันผิดตรงไหนกันนะ”
“ทุกตรงนั่นแหละ!”
ต่อให้ข้าไม่ใช่หมอข้าก็รู้ว่าสมองของยัยเอลฟ์นี่ต้องมีปัญหา ปัญหาร้ายแรงเสียด้วย ระดับที่ว่าต่อให้รักษากี่ชาติก็ไม่หาย
ทำไมคนเราถึงมีความคิดพิลึกพิลั่นเช่นนี้ได้กัน
ข้าตัดสินใจทิ้งนางไว้ตรงนั้นแล้วเดินจ้ำๆ รีบหนีให้ไกล
“เอ๋! เดี๋ยวสิคะ! ใจคอทำด้วยอะไรคิดจะทิ้งสาวสวยอย่างฉันไว้กลางป่าแบบนี้เลยเหรอคะ! ทั้งที่ฉันอุตส่าห์ให้ท่าอ่อยขนาดนี้แล้วยังไม่ลงไม้ลงมืออีกเป็ผู้ชายแบบไหนกันคะเนี่ย!”
“ข้าไม่ใช่แค่ผู้ชายแต่เป็ออร์ค”
...ยังจะวิ่งตามมาอีกนะ
“คุณออร์คมีลูกกระโปกป๋องแป๋งตรงระหว่างขาใช่ไหมคะ เพราะงั้นก็เป็ผู้ชายแน่นอนค่ะ!”
เป็สาวเป็นางทำไมถึงพูดคำนั้นได้หน้าตาเฉยเลยเนี่ย
“ถ้าเ้ายังไม่เลิกเพ้อเจ้อ ข้าจะโมโหจริงๆ แล้วนะ...”
“นั่นแหละที่้า! ลงโทษฉันเลยค่ะ!”
“—โว้ย!!!”
สัญชาติญาณของข้าร่ำร้อง
ข้าโยนสัตว์ที่ล่ามาทิ้ง
หันหลังกลับไป
กระโจนตัวเข้าหาเอลฟ์สาวจับกดนางลงกับพื้น
“วะ ว้าย!”
ไม่แม้แต่จะขัดขืนแก้มของนางแดงระรื่นเมื่อถูกััโดยไม่ทันตั้งตัว
“กะทันหันดีจัง คิดจะจัดกันตรงนี้เลยเหรอคะ สมเป็เผ่าออร์คจอมหื่นจริงๆ ขนาดที่โล่งแจ้งแบบนี้ก็ยังไม่เว้นถ้ายังไงครั้งเเรกของฉันช่วยกรุณาอ่อนโยน...”
แก้มของนางกลายเป็สีแดงระรื่นหลับตาพริ้ม ยื่นริมฝีปาก ราวกับจะเชื้อเชิญ
“หุบปาก! มันใช่เวลาไหมยัยเอลฟ์สมองถั่ว!”
ทันใดนั้นลมกรรโชกรุนเเรกก็โฉบผ่านศีรษะ
—แกว้กก!เกว้กกกก!
เกือบไปแล้ว...
ช้ากว่านี้นิดเดียวคอยัยเอลฟ์นี่ได้หลุดจากบ่าไปแล้ว
ที่เฉี่ยวหัวไปเมื่อกี้นี้คือ‘พญาอีกา’ สัตว์อสูรรูปร่างนกขนาดั์
ดวงตาแดงก่ำ6 ดวงจับจ้องได้รอบทิศทาง ขนนกสีดำสนิทแข็ง หากสยายปีกออกเต็มที่ก็น่าจะใหญ่เกิน 6 เมตรไปแล้ว
มันคือสัตว์อสูรนกที่ตัวใหญ่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นในป่านี้
ธรรมชาติของมันล่าเหยื่อโดนการบินวนบนฟากฟ้าเพื่อสังเกตการณ์เหยื่อและฉวยจังหวะตอนที่เหยื่อไม่ทันระวัง ร่อนลงมาตะครุบเหยื่ออย่างรวดเร็ว
โชคดีที่จมูกออร์คของข้าไวต่อกลิ่นสัตว์ร้าย
ถ้าขืนช้ากว่านี้ยัยเอลฟ์นี่ได้กลายเป็อาหารนกไปแล้ว
“อะ อ่าว…เอ๋!? เดี๋ยวนะ อะไรกัน เอ๋! ไม่ได้จะทำกันตรงนี้เหรอคะ!?”
“เกะกะ! ถอยไปซะ!”
ข้าลากเอลฟ์สาวไปหลบหลังต้นไม้ใกล้ๆ
ส่วนข้าก็กลับมาเผชิญหน้ากับพญาอีกาที่กำลังร่อนลงมาอีกครั้ง
‘สัตว์อสูร’ นั้นต่างจากสัตว์ทั่วไป ร่างกายของพวกมันมีสิ่งที่เรียกว่า‘แกนเวท’ หรือก็คือพวกมันสามารถใช้เวทมนตร์ได้ ทำให้พวกมันแข็งแกร่งกว่าสัตว์ป่าทั่วไปอย่างมโหฬาร
สัตว์อสูรแต่ละตัวก็จะมีเวทมนตร์เฉพาะตัวแตกต่างกันไปยกตัวอย่างเ้าตัวที่อยู่ตรงหน้า เวทมนตร์ของมันคือการเสริมความแข็งให้ขนทั่วทั้งตัวขนนกของมันเป็ได้ทั้งเครื่องป้องกัน และอาวุธระยะไกลด้วยการโจมตีสะบัด
หากโดนเข้าละก็ไม่จบแค่แผลถลอกแน่
แน่นอนว่าโดยทั่วไปเเล้วสัตว์อสูรเป็สิ่งที่แข็งแกร่งกว่าออร์คอย่างข้า
ออร์คนั้นหากเทียบกับมนุษย์หรือเอลฟ์แล้วออร์คมีสภาพร่างกายและกล้ามเนื้อที่แข็งแรงกว่าหลายเท่าแต่เมื่อเทียบกับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งและใช้เวทมนตร์ได้มันคนละเื่กัน
เผ่าพันธุ์ที่ใช้แต่กำลังไม่ค่อยใช้สมอง มีออร์คจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่พอจะใช้เวทมนตร์ได้และยิ่งน้อยลงไปอีกที่จะสามารถใช้เวทมนตร์ได้ดี
ออร์คธรรมดาน่ะเอาเ้านี่ไม่ลงหรอก
หากได้ต่อสู้กับเ้านี่ละก็ได้กลายเป็เนื้อบดในชั่วพริบตาแน่
...แต่ก็นะ
พอดีว่า...ข้าแตกต่างจากออร์คธรรมดานิดหน่อยน่ะ
ข้าฉีกยิ้มกว้าง
ช่างน่ายินดีนานๆ ทีจะมีศัตรูมาหาถึงที่
“กำลังฉุนเฉียวอยู่พอดี หวังว่าจะช่วยระบายอารมณ์ได้บ้างนะ”
“เอ๋! แล้วฉันละคะ ฉันก็อยากเป็ที่ระบายอารมณ์ของคุณออร์คเหมือนกันนะ!”
“หุบปากไปเลย! ยัยเอล์ฟจิตเสื่อม เดี๋ยวปั๊ดส่งไปเป็อาหารนกจริงๆ ซะหรอก!”
ข้าหันไปตะคอกยัยเอลฟ์โรคจิตอีกรอบ
สมงสมองไปหมดแล้วสภาพนี้รักษากี่ชาติก็คงไม่หายเป็แน่แท้
แกว้กกก!แกว้ววววววว!
เสียงร้องของสัตว์อสูรพุ่งเข้ามาพร้อมกับกงเล็บคมกริบหมายจะพุ่งปิดฉากในครั้งเดียว
“โอ้ย! ไอ้นี่ก็น่ารำคาญจริงโว้ยยยย!!!”
วินาทีที่สัตว์ร้ายเข้ามาใกล้
กำบั้นเหล็กที่อัดแน่นด้วยกล้ามเนื้อก็เข้าปะทะร่างั์
—เปรี้ยง!
วินาทีที่รู้สึกได้ถึงความตายมันเบี่ยงตัวหลบทำให้กำปั้นถากไปโดนปีกแทนที่จะเป็ศีรษะ
เป็แค่สัตว์เดรัชฉานแต่ก็ตัดสินใจได้ดีหมัดเมื่อกี้รุนแรงพอที่จะบนขยี้หัวกะโหลกได้ภายในครั้งเดียว
แม้จะไม่ตายในหมัดเดียวแต่กระนั้นก็ทำให้มันาเ็หนัก ปีกขวาของมันใช้การไม่ได้แล้ว จ้าวเวหาที่ไร้ปีกก็ไม่ต่างอะไรจากไก่บ้านกุ๊กๆธรรมดา
ข้ากุมมือ บีบกระดูกข้อนิ้วส่งเสียงดังกร๊อบๆ
มันคงกำลังสับสนอยู่ว่าทำไมข้าถึงสามารถต่อกรกับสัตว์อสูรอย่างมันได้ ทั้งๆ ที่มันเป็ถึงนักล่าเหนือสุดในห่วงโซ่อาหารของป่านี้
เป็ถึงสัตว์อสูรที่ในหมู่มนุษย์ตั้งให้มันเป็ตัวที่มีความอันตรายระดับ6 จากทั้งหมด 10 ระดับ ความอันตรายระดับสามารถถล่มหมู่บ้านได้ด้วยตัวเดียว
มันจ้องมองข้าด้วยสายตากระเหี้ยนกระหือรือ
คงจะรู้สึกโกรธแค้นน่าดู
ข้าเดินเข้าหาสัตว์อสูรที่ถูกเด็ดปีกอย่างช้าๆ
พอปีกใช้การไม่ได้มันจึงใช้ขาดันตัวเองขึ้น พร้อมกันนั้นก็สะบัดขนนกที่เสริมความคมด้วยเวทมนตร์เป็อาวุธพุ่งเข้ามาโจมตีราวกับห่าฝน
“ช้าไป...”
ข้าใช้มือเปล่าปัดใบมีดขนนกพวกนั้นทิ้งอย่างไม่ใยดี
เมื่ออาวุธขนนกไม่ได้ผลมันจึงกางกงเล็บออกมา กระโจนตัวหมายจะขย้ำตัวข้าให้สิ้นซากด้วยตนเอง
กรงเล็บของมันเรียกได้ว่าแหลมคมพอที่จะฉีกร่างออร์คให้เป็ชิ้นๆ
แต่นั่นคือกรณีที่มันถึงตัวข้าล่ะนะ
กึก...
ข้าหยุดการโจมตีไว้ด้วยมือข้างเดียว
อ่อนแอเกินไปแล้วราวกับไก่ที่ไร้ทางสู้ไม่มีผิด แทบไม่ต้องออกแรงเสียด้วยซ้ำ
“นี่น่ะแค่แรงแขนเปล่าๆ เองนา นี่แกน่ะความอันตรายระดับ 6 จริงเรอะ?”
แกว้ก?
น้ำเสียงของมันดูฉงนกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ข้าจับกรงเล็บมันไว้ด้วยมือข้างเดียวบีบเค้นจนกระดูกแตกหัก
ก่อนจะดึงเข้ามาหาตัว
โอบร่างของมันไว้ให้แน่น
แล้วโค้งตัวไปด้านหลัง
ทุ่มศีรษะศัตรูกระแทกพื้น
...ท่าไม้ตาย
“เยอรมันซูเพล็กซ์—!”
—ตึ่ง!!!
แรงกระแทกรุนแรงดังสนั่นไปทั่งป่า
เสียงกระเเทกระหว่างร่างเนื้อและผืนดินะเืลั่น
ลำคอสัตว์อสูรหักดังกร๊อบสิ้นใจในทันที
ข้าลุกขึ้นแล้วมองดูผลงานครู่หนึ่งมั่นใจว่าตายสนิท
ก่อนจะตบมือ ตีเศษฝุ่นเศษผงออก
ดูเหมือนวันนี้ข้าจะได้เสบียงเพิ่มสินะ
“ไม่เป็ไรแล้ว เ้าออกมาได้แล้วล่ะ”
ข้ามองไปยังต้นไม้ที่เอลฟ์สาวกำลังแอบอยู่
นางโผล่หน้าออกมาช้าๆด้วยอาการหวาดผวาเล็กน้อย
อะไรกัน...พออยู่เงียบๆแบบนั้นก็ดูน่ารักดีไม่ใช่รึไง?
“จบแล้วเหรอ?”
“เออ...นั่นไง”
ข้าชี้ไปทางศพที่จะกลายเป็เสบียงของอาทิตย์นี้
วันนี้ได้เนื้อมาเพียบเลย
เย็นนี้ทำอะไรกินดีนะ
พูดถึงมื้อเย็นดวงอาทิตย์ก็คล้อยต่ำพอดี
รอบข้างกลายเป็สีส้ม
เสียเวลานานจนใกล้ค่ำมืดเต็มที
ข้าควรรีบกลับบ้านได้เเล้ว
ข้าเดินไปหยิบร่างพญาอีกาและกวางเขาเดียวมาพาดไว้บนบ่าก่อนจะย่างเท้าเดินจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เห็นเเบบนี้ก็เถอะข้าน่ะเเข็งแรงพอตัวกะอีเเค่ยกสัตว์ใหญ่น้ำหนักเกิน 100 กิโลกรัมสองตัวด้วยมือเดียวน่ะของกล้วยๆ
อ้อ...เกือบลืมไป
ข้าหันกลับไป
“นี่มันใกล้จะมืดแล้ว เ้าควรรีบกลับบ้านไปซะ ที่นี่มันอันตรายเต็มไปด้วยสัตว์อสูรอย่างที่เ้าเห็น”
“ไม่มีทาง คุณออร์คต้องพาฉันไปด้วยสิคะ”
“หัดฟังที่คนอื่นเขาพูดหน่อยเถอะที่ข้าพูดนี่เพราะข้ายังหวังดีอยู่นะ”
“ถ้าคุณออร์คไม่พาไปด้วย ฉันก็จะขอนอนรออยู่ตรงนี้แหละ ไม่ไปไหนทั้งนั้นบางทีอาจจะมีออร์คตัวอื่นผ่านมาแถวนี้ก็ได้”
“เฮ้อ…จะทำอะไรก็เื่ของเ้า ข้าไม่อยากจะสนแล้วโว้ย!!!”
ข้าทอดถอนใจ
ออกห่างจากเอลฟ์สาวด้วยอารมณ์หงุดหงิด
ใครมันจะไปสนยัยโรคจิตแบบนั้นกันวะ!ถ้าอยากโดนออร์คปล้ำนักล่ะก็เชิญนอนรอไปตรงนั้นเถอะ ข้าจะไม่สนใจแล้วอยากจะทำอะไรก็เชิญ
ข้าอุตส่าห์ทำตัวเป็ออร์คแสนใจดีเป็สุภาพบุรุษ ทำไมต้องมาเจออะไรปวดกระบาลเเบบนี้ด้วยเนี่ย
ต่อให้เ้าถูกทิ้งไว้กลางป่าเเล้วเจอสัตว์อสูรหรือสัตว์ประหลาดทำร้ายข้าก็จะไม่สนต่อให้เ้าต้องตายอย่างอเนจอนาถข้าก็จะไม่เหลียวเเล ต่อให้ไปเจอออร์คตัวอื่นก็ช่างเเม่ง! ข้าจะไม่สนใจใยดีอะไรทั้งนั้น! ให้ยัยเอลฟ์โรคจิตนั่นโดนออร์คเวียนเทียนทั้งคืนเถอะ!
“—ฮึ่ย!!!”
ข้าเดินจากไปอย่างอารมณ์เสีย
อารมณ์เสีย
อารมณ์เสียโคตรๆ
โคตรของโคตรขอารมณ์เสีย
...
..
.
—โถ่โว้ย!
“….”
“ว้าย!”
“...ห้ามพูดอะไรทั้งนั้น”
เมื่อนางเห็นท่าทีของข้านางก็ยิ้มหัวเราะออกมาอย่างน่ารัก
“หุๆ รับทราบเ้าค่ะ~”
ถึงจะน่ารำคาญเเต่ก็ปล่อยไว้ไม่ได้
เฮ้อ~ เ้าเล่ห์เสียจริง
ข้าได้เเต่เพียงถอนหายใจ
ในวันนั้น นอกจากล่าสัตว์มาได้สองตัว
ข้ายังได้รับเอลฟ์สาวมาไว้บนบ่าอีกหนึ่งคน
คิดเช่นนั้นก่อนจะเดินกลับบ้านท่ามกลางเเสงอาทิตย์ยามอัสดง
แม้ข้านั้นจะทำตัวไม่เหมือนออร์คเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ตนอื่น
แต่ข้าคือออร์คและข้าแตกต่างจากออร์คธรรมดานิดหน่อย
...ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น