ยามดึกสงัด ท่ามกลางความมืดมิดกลับมีเสียงปึงปังดังออกมาจากห้องของกู้เซียนเซียน เพราะร่างบางในชุดนอนสีขาวกลิ้งตกลงมาจากเตียง หลังจากหยุดนิ่งไปสักพักร่างสีขาวก็คืบคลานช้าๆตรงไปทางผนังข้างห้อง ก่อนตะเกียกตะกายปีนขึ้นไปบนตู้เก็บของที่วางอยู่บริเวณมุมหนึ่งของผนังด้านนั้น
เสียงแหบแห้งสั่นเทาเอ่ยขึ้น ขณะขาผอมเล็กข้างหนึ่งค่อยๆก้าวลงไปอยู่ภายในกล่องขนาดไม่พอดีตัว
“ ท่านแม่ ข้ากลัว ท่านปล่อยข้าออกไปเถอะ “
ร่างนั้นย่อตัวลงไปนั่งในกล่อง ก่อนขดตัวเอียงร่างนอนลงไป
“ ในห้องนี้มีงู ข้าเห็นงูจริงๆ ข้าไม่ได้โกหก ฉู่มามาไม่เชื่อข้า ท่านแม่ ได้โปรดเชื่อข้าเถอะ “
“ ข้าจะไม่งอแง ข้าจะเป็นเด็กดี ท่านแม่… ช่วยข้าด้วย “
มือขาวซีดเซียวค่อยๆแง้มปิดฝากล่องที่เปิดอ้าอยู่เมื่อครู่
“ ข้าเชื่อฟังท่าน ข้าจะอยู่ในนี้ ท่านจะรักข้าใช่ใหม ข้าจะไม่ดื้ออีกแล้ว “ เสียงนั้นค่อยๆหายไปพร้อมๆกับฝากล่องที่ปิดสนิทลง
เซียวหลงก้าวเดินออกมาจากความมืด เขาย่อตัวลงนั่งพิงข้างกล่องเก็บของที่ถูกปิดผนึกใบนั้น เฝ้ารอจนกระทั่งไม่ได้ยินเสียงคร่ำครวณใดๆเล็ดลอดออกมากมาอีก จึงค่อยๆเปิดแง้มฝากล่องออกมา ภาพหญิงสาวที่นอนหลับใหลคุดคู้อยู่ภายใต้กองผ้าห่มสองผืนที่เห็นเมื่อกลางวัน ใบหน้าผอมซีดเซียวอาบเปื้อนไปด้วยน้ำตาซุกอยู่ข้างแขนผอมสองข้างที่ยกขึ้นมาปิดที่ข้างหู
‘ ที่แท้นางก็ร้องไห้เป็น เพียงแต่นางร้องไห้เฉพาะตอนที่ไม่รู้ตัวเท่านั้น ‘ เขายกยิ้มอย่างอ่อนโยนในความมืด ก่อนดึงผ้าห่มออกมาจากตัวนางและอุ้มหญิงสาวร่างบางออกมาจากกล่อง
เขาก้มตัววางนางลงบนเตียงอีกครั้ง ห่มผ้าหนาให้นาง ก่อนหันไปจุดกำยานสงบใจวางไว้ที่โต๊ะกลางห้อง ขณะกำลังก้าวขายาวออกไปจากห้องนอนของนาง
“ อย่าทิ้งข้าไป เฝิงหลาน “ เสียงละเมอของคนบนเตียงดังขึ้นเบาๆ น้ำตาที่หยุดไปแล้ว กลับมาไหลอาบหน้าอีกครั้ง เสียงสะอึกสะอื้นเหมือนเด็กเล็กๆคนหนึ่งดังขึ้นเบาๆ “ ข้าจะเชื่อฟังพวกท่าน ได้โปรด .. ฮึกๆๆ “
เซียวหลงยืนนิ่งอยู่กับที่ประหนึ่งตัดสินใจอะไรอยู่สักพัก เขาหันไปปิดประตูที่เปิดอ้าไว้เมื่อครู่ลงเบาๆ ก่อนเดินกลับมาที่เตียงของนาง
เขาขยับตัวนางขึ้นมาโอบกอดไว้ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนคลุมตัวนางไว้ด้วยผ้าห่มอุ่น ตัวเขาเองก็นั่งพิงหัวเตียงแล้วจึงหลับตาลงช้าๆ ดึกดื่นครึ่งคืนเขาถึงจะขยับเปลี่ยนท่าบ้าง แต่อ้อมแขนที่โอบกอดลูกศิษย์ตัวน้อยของเขาไว้ยังคงอยู่เช่นเดิม หลายครั้งที่นางนอนละเมอ เขาจะค่อยๆตบหลังนางเบาๆ รอจนนางสงบลงและนอนหลับสนิทไปอีกครั้ง ทำวนเวียนอยู่เช่นนี้ไปตลอดทั้งคืน
ภาพที่อินั่วอันเห็นในตอนเช้า หลังจากเดินเข้าไปส่งยาในห้องของหญิงสาวตาบอดคือภาพของศิษย์พี่ผู้ที่เคยระมัดระวังตัวอยู่ตลอด กลับมานั่งหลับตาเหยียดยาวอยู่บนเตียงในห้องของคนป่วย
ที่ต้นขาของเขาภายใต้ผ้าห่มที่ถลกเปิดขึ้นยังมีหัวของลูกศิษย์ตัวน้อยโผล่ออกมาเกยอยู่ ท่าทางแบบนั้นไม่ต้องเดาก็รู้ว่า ขาข้างหนึ่งของนางก็น่าจะก่ายอยู่บนขาของเขาด้วย
นี่เป็นครั้งแรกของคนเป็นหมอที่รู้สึกผิดต่อสถานการณ์อย่างร้ายแรงเมื่อจะเข้ามาส่งยาดูแลคนป่วยของนาง บรรยากาศเย็นเยียบตั้งแต่ที่นางเผลอไผลก้าวขาผิดข้างผลักประตูห้องเข้ามายังด้านใน ภาพตรงหน้าชวนให้คนนอกเช่นนางรู้สึกกระอักกระอ่วมยิ่งนัก แม้จะลังเลระหว่างการก้าวเดินจากไปเงียบๆหรือเดินหน้าต่อไป แต่เพราะในมือนางมีถ้วยยาอยู่ก่อนแล้ว จึงตัดสินใจพลีชีพด้วยการเดินย่องเงียบแผ่วเบาตรงดิ่งมาที่โต๊ะ รีบวางถ้วยยาอย่างไร้เสียงและตั้งใจจะรีบกลับออกไปก่อนที่ศิษย์พี่หน้านิ่งจะตื่น แต่ทั้งหมดที่ทำก็คล้ายจะสูญเปล่า…
“ ออกไป “ เสียงเย็นชาเอ่ยขึ้นขณะที่นางกำลังวางถาดยาบนโต๊ะด้วยท่าทางร้อนรน
“ ยานี่ ก่อน.. “ อันอันแข็งใจพูดต่อ ใหนๆเขาก็เห็นนางแล้ว จะไม่แสดงท่าทางเป็นปกติธรรมดาออกมาบ้างก็จะคิดว่านางกำลังก้าวขามาวุ่นวายกับรสนิยมส่วนตัวอันแสนแปลกประหลาดของเขากับลูกศิษย์ แต่น้ำเสียงแข็งกระด้างกลับเอ่ยตัดบทขึ้นมาอีกครั้ง
“ ไสหัวออกไป ! “
เสียงนี้ทำเอานางสะดุ้งโหยง เพราะรู้ว่าเจ้าของเสียงเริ่มไม่พอใจขึ้นมาจริงๆแล้ว ได้แต่มองค้อนปะหลักปะเหลือกไปยังเตียงที่เขานอนอยู่ทันที แม้ว่าเขาจะนอนหลับตาพูด แต่อินั่วอันเห็นว่าฝ่ามือใหญ่สองข้างกำลังปิดไปที่หูเล็กๆของลูกศิษย์ตัวน้อยขณะออกปากไล่นางไปด้วย
‘ อ่อ ช่างเป็นไปได้จริงๆ ชิ๊‘ อินั่วอันเบ้ปากมองบนให้กับความเอาใจใส่ที่ไม่น่ามีอยู่ในตัวศิษย์พี่ของนาง ก่อนจะรีบร้อนปิดประตูออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
กู้เซียนเซียนตื่นขึ้นมาอีกครั้งในยามเฉิน ยามเฉิน ( 07.00 – 08.59 น.) ภายในห้องนอนยังคงมีเพียงนาง และสาวรับใช้อีกสองคนเหมือนเช่นยามปกติ สตรีนางหนึ่งส่งยาที่อุ่นร้อนมาแล้วหลายรอบให้กู้เซียนเซียน ก่อนช่วยนางล้างหน้าแต่งตัว พยุงเดินมายังโต๊ะกลางห้อง
“ คุณหนู ท่านทานข้าวต้มหน่อยเถอะ ท่านนอนหลับไปนานมาก ไม่กินข้าวไม่กินน้ำ พวกข้าต่างก็กังวลกันไปหมด “ บ่าวหญิงวัยกลางคนเอ่ยปากขึ้น มือก็ยื่นออกไปด้านหน้าหมายจะขยับยกชามข้าวต้มให้นาง แต่กู้เซียนเซียนกลับไวยิ่งกว่า นางขยับมือไปจับชามเล็กได้อย่างแม่นยำ
คนป่วยคลี่ยิ้มจางๆด้วยดวงตาไร้ประกาย มือข้างหนึ่งยกชามข้าวต้มขึ้นมาพุ้ยกินช้าๆ โดยไม่ได้คีบกับข้าวตรงหน้าเลย
“ วันนี้ท่านฝืนทานให้มากหน่อยเถอะ หากท่านทานเสร็จแล้ว คุณชายจะพาท่านไปเดินเล่นที่ชายหาดด้านหน้า “ บ่าวหญิงเอ่ยให้กำลังใจกู้เซียนเซียน
“ พี่ชายหนานกลับมาแล้วหรือ ทำไมเร็วจัง “ กู้เซียนเซียนถามออกไป เพราะจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เจอกัน เขาเดินมาบอกนางว่าจะกลับบ้านซึ่งน่าจะกินเวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือนในรอบนี้ จริงๆนางก็กำลังคิดถึงเขาอยู่เช่นกัน
บ่าวหญิงวัยกลางคนจึงเป็นคนขยายความนี้แทน นางเอ่ยแก้ไขความเข้าใจผิดของสตรีตรงหน้าว่า “ ไม่ใช่คุณชายหนาน แต่เป็นคุณชายเซียว ที่มาเยี่ยมท่านต่างหาก “
ตะเกียบและชามข้าวต้มในมือของกู้เซียนเซียนพลันร่วงหล่นจากมือของนางทันที ‘ ข้า ..แต่ข้าเพิ่งฝันเห็นอาจารย์ เขาก็มาง่ายๆเช่นนี้เลยหรือ ‘
“ เมื่อกี้ ? พูดอะไร..คุณชายเซียวใหน “ กู้เซียนเซียนไม่ได้ทันสังเกตเสียงร้องตกใจของบ่าวหญิงที่กำลังรุมเช็ดตัวนางที่ถูกข้าวต้มร้อนลวกอยู่ นางเพียงรวบรวมสติทั้งหมด รอคอยคำตอบของคำถามที่นางร้อนใจถามออกไปเท่านั้น
“ โธ่ๆๆๆ คุณหนู ทำไมไม่ระวังเลย “ บ่าวหญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ปากก็เรียกหญิงรับใช้คนอื่นไปด้วย
“ ไปๆ ไปเอาน้ำเย็นมาประคบให้คุณหนูก่อน ส่วนเจ้าไปตามหมอมา ยกชามข้าวต้มมาใหม่ด้วย เอาพวกนี้ไปเก็บ เจ้าอีกคนรีบไปเรียกคนมาทำความสะอาดที่นี่เดี๋ยวนี้ “ หญิงวัยกลางคนรีบสั่งการอย่างรวดเร็ว ก่อนหันมาหากู้เซียนเซียน “ คุณหนู บ่าวจะพยุงท่านไปทำความสะอาดก่อน โชคไม่ดีจริงๆเลย “
กู้เซียนเซียนไม่ได้สนใจว่าใครจะพูดอะไร ไม่ได้รู้สึกถึงความร้อนลวกผิวหนังด้านหน้าลำตัวของนาง นางเพียงถามย้ำๆอยู่เพียงประโยคเดียว “ คุณชายเซียวใหน “
บ่าวหญิงเห็นนางคล้ายอยู่ในอาการตกใจ จึงตบหลังนางเบาๆ “ คุณหนูใจเย็นๆ ไม่มีอะไรแล้ว คุณชายเซียวหลง สหายของคุณชายหนาน น่าจะเป็นสหายของท่านด้วยใช่หรือไม่ “
ถึงแม้บ่าวในเรือนนี้จะไม่คิดว่าฐานะของกู้เซียนเซียนในเวลานี้นั้นเหมาะสมกับคำว่า สหาย ของคุณชายเซียวหลงที่แลดูองอาจสง่างามดุจเทพมาร แต่ภาพความคุ้นเคยระหว่างท่านหมอหญิงและคำสั่งของหนานข่ายหลี่ที่ให้พวกนางดูแลต้อนรับเซียวหลงดุจแขกสำคัญคนหนึ่งของจวน กระทั่งให้เปิดใช้เรือนรับรองด้านข้างไว้รอให้เขาเข้าพัก นั่นยิ่งยืนยันถึงความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มสองคนมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเมื่อคุณชายเซียวหลงมาที่นี่เพื่อดูแลกู้เซียนเซียนที่คุณชายหนานเอาใจใส่อย่างที่สุด
หลังได้ยินคำตอบ กู้เซียนเซียนยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างเจ็บป่วยของนางโงนเงนไปมา จนบ่าวหญิงที่ยืนอยู่ใกล้นางมากที่สุดต้องรีบเข้ามาประคอง
“ อาจารย์อยู่ที่ไหน “ เสียงแหบพร่าของนางถามขึ้น
สตรีสองคนที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับมองหน้ากันไปมา ที่แท้บุรุษรูปงามที่ดูอายุยังน้อยผู้นั้น ถึงกับเป็นอาจารย์ของนาง
“ นี่ .. คุณหนูกู้ หากท่านไม่ทานข้าว อาจารย์ของท่านคงไม่ยอมมาพบท่านหรอก อยากพบเขาก็รีบทานข้าวต้มนี่ให้หมด แล้วต่อด้วยยาถ้วยนี้ “ เสียงของอินั่วอันที่เพิ่งจะเดินเข้ามาถึงภายในห้องดังขึ้น
สายตาของหมอหญิงเลื่อนมองไปยังเสื้อที่เต็มไปด้วยเศษข้าวต้มเปื้อนอยู่เต็มตัวของกู้เซียนเซียน ก่อนทำท่าส่งสัญญาณเป็นภาษามือให้บ่าวรับใช้คนหนึ่ง และใช้มือทำท่าปาดคอตัวเองไปด้วย
‘ ไปหาชุดมาเปลี่ยนให้นางซะ หาเรื่องตายกันจริงๆเจ้าพวกนี้ ‘
“ ได้สิ ได้สิ เอาข้าวต้มมา ข้าจะกินให้หมด “ เสียงระคนดีใจจนปิดไม่มิดของกู้เซียนเซียนดังแทรกขึ้นมาในความเงียบงันรอบตัว มือผอมบางจนเห็นข้อนิ้วชัดเจนรีบยื่นออกไปรับชามข้าวต้มอุ่นร้อนอีกรอบ ก่อนรีบพุ้ยกินลงไป
“ ช้าๆหน่อย มันร้อน “ อินั่วอันเอ่ยเตือนออกไป สักพักนางก็พลันเป็นฝ่ายชะงักงันไปเสียเอง
‘ หรือว่าขนาดความร้อนความเย็นนางก็สัมผัสมันไม่ได้แล้ว.. ถ้าถึงขนาดนั้นหล่ะก็ เวลาของนางไม่น่าจะเหลือมากแล้วสินะ ‘
หมอหญิงมองตรงไปยังคนป่วยตรงหน้านางอย่างกังวลใจ สองคิ้วขมวดแน่น
อย่างไรนางก็เป็นน้องสาวของจางจิ้ง จะปล่อยให้ตายง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร
โรคทางใจ ส่งผลต่อสุขภาพทางกาย หากไม่รีบรักษา นางไม่น่าจะอยู่ได้เกินปี พลังชีวิตของนางพร่องไปหมด ยิ่งรักษาชีพจรก็ยิ่งจมลง โรครุมเร้าลงลึกถึงอวัยวะภายในแล้ว ยิ่งอินั่วอันคิดถึงปัญหานี้มากขึ้นเท่าไหร่ เหงื่อเย็นเม็ดเล็กๆก็ผุดออกมาบนหัวและฝ่ามือของนางมากขึ้นเท่านั้น
ระหว่างมองดูกู้เซียนเซียนกินข้าวต้ม สายตาของอินั่วอันก็ไล่พินิจสิ่งต่างๆที่ผิดปกติเหล่านี้ไปตลอดด้วยหัวใจอันหนักอึ้ง
ไอหมอกเย็นชื้นในยามเช้า กลิ่นคาวของทะเลจางๆที่ระบายอยู่ในอากาศโดยรอบสอดผสานอย่างลงตัวกับหาดทรายสีน้ำตาลที่ยุบยวบเมื่อเท้าของกู้เซียนเซียนเดินย่ำลงไป แสงแดดอ่อนแทรกตัวลงมาเป็นแนวยาวส่องสะท้อนกับเกลียวคลื่นจนเกิดเป็นพรายเปล่งประกายวิบวับไปทั่วผืนน้ำ แม้กู้เซียนเซียนจะมองไม่เห็นความสวยงามของมันในเวลานี้ แต่เสียงคลื่นกระแทกโขดหินนั้นก็ชัดเจนอยู่ในห้วงสำนึก
นางเดินฝ่าคลื่นหมอกหนาบนฝืนทรายเพียงลำพัง สองขาไร้เรี่ยวแรงยังคงสั่นเทาแต่ความพยายามในการทรงตัวเดินไปข้างหน้านั้นมีมากกว่า
ก่อนออกมาที่นี่ นางเป็นคนจัดแจงเลือกสีเสื้อผ้าเอง ขอร้องให้บ่าวหญิงแต่งหน้าให้เพื่อกลบเกลื่อนอาการป่วยไข้ของนางไว้ วันนี้นางตั้งใจให้ตนเองดูดีต่อหน้าอาจารย์ ไม่อยากให้เขารังเกียจสภาพในตอนนี้ บางทีอาจเป็นโชคดีที่นางมองไม่เห็น หากอาจารย์รับนางที่เป็นอยู่ในเวลานี้ไม่ได้ บางทีภาพนั้นนางก็ไม่อยากจะรับรู้เช่นกัน
กู้เซียนเซียนขอเดินไปพบเขาเพียงลำพัง จินตนาการพบหน้ากันครั้งแรกหลังจากที่ห่างกันไปหลายปีไว้หลายแบบ ทั้งดีและไม่ดี แต่ทุกแบบที่นางคิดไว้ต้องไม่ใช่ภาพบ่าวรับใช้คอยพยุงปีกสองข้างพาเดินไปหาเขาในสภาพคนป่วยใกล้ตาย
ขณะที่ขาแข็งสองข้างเริ่มไม่เชื่อฟังจนนางต้องหยุดยืนหอบอยู่กับที่ ท้องของนางเริ่มปวดบิดจนทำให้นางต้องยืนงอตัว สายหมอกเย็นรอบตัวพลันโอบล้อมบังนางไว้จนมิด เพียงไม่นานชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง สวมชุดคลุมสีดำยาวปลอดทั้งตัวกลับเดินตรงมาที่นางยืนอยู่ได้อย่างแม่นยำ ภาพที่เขาเดินฝ่ากลุ่มหมอกหนาที่ไหลม้วนวนแหวกออกเป็นทาง ช่างงดงามราวกับภาพฝัน ก่อนเสียงฝีเท้าที่มีจังหวะการก้าวเดินสม่ำเสมอจะหยุดลงห่างจากนางไม่ถึงหนึ่งจั้ง
“ คราวหน้าหากจะออกมา ใส่เสื้อให้หนากว่านี้ “ ชายหนุ่มขมวดคิ้วสายตาพินิจมองการแต่งกายของนาง
แต่กู้เซียนเซียนยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ด้วยใบหน้าที่คาดเดาอารมณ์ไม่ถูก
“ เดินไม่ไหวแล้วหรือ ? “ เสียงของเขากลั้วหัวเราะอยู่จางๆ กู้เซียนเซียนที่ยืนตัวงออยู่ท่ามกลางหมอกหนาพลันได้ยินเสียงที่คิดถึงมาเนิ่นนานขึ้นอีกครั้ง หลังจากแน่ใจว่าไม่ใช่อาการหูแว่วประสาทหลอนไปเอง ร่างแบบบางจึงกระโดดโผไปที่ด้านหน้าของเขาทันที
“ อาจารย์ .. อาจารย์ เป็นท่านจริงๆ เป็นท่านจริงๆด้วย “ กู้เซียนเซียนตะโกนร้องเรียกชื่อเขาซ้ำๆ สองขากอดก่ายปีนขึ้นไปอยู่บนตัวของชายหนุ่มภายใต้อ้อมแขนแข็งแกร่งที่คอยกอดประคองนางไว้อย่างระมัดระวัง
“ ยังอยากจะเดินอยู่ไหม “ เซียวหลงถามนาง
“อื้ม...” กู้เซียนเซียนพยักหน้าแรงๆ หลายที เพราะกลัวว่าเขาจะมองไม่เห็น นางอยากจะยืดทุกช่วงเวลาที่มีเขาอยู่ข้างกายให้นานขึ้นไปอีก
เซียวหลงเลิกคิ้วมองคนในอ้อมแขน ก่อนคลุมเสื้อหนาหนักสีดำที่เขาสวมอยู่ไว้บนร่างของนาง แล้วจึงเอ่ยแก่นางว่า
“ เจ้าโตแล้ว ปีนป่ายบนตัวอาจารย์เช่นนี้ ไม่เหมาะสม กับใครเจ้าก็ไม่ควรทำ “ น้ำเสียงตำหนิกลับกลั้วหัวเราะเจือแววขบขัน ไม่ได้จริงจังอย่างที่เคยทำมาตลอด
“ ข้าไม่ลง ข้าไม่ลง “ กู้เซียนเซียนฉีกยิ้มเต็มใบหน้าจนเห็นลักยิ้มเล็กๆสองข้าง มือผอมยังกอดคอเขาไว้แน่น คำพูดหลายคำที่อยากเอ่ยกับเขากลับจุกอยู่ที่คอ ไม่สามารถพูดออกมาได้โลกทั้งใบของนางคล้ายจะหยุดหมุน มีเพียงความดีใจเปี่ยมล้นเข้ามาแทนที่
“ พาข้าไปด้วย “ นางเอ่ยออกมาราวกับได้ย้อนกลับไปเมื่อตอนยังเล็ก ที่มีเขาแวะเวียนมาหานางอยู่เป็นประจำ
เซียวหลงไม่ตำหนินางอีก เขาดึงมือนางออกจากคอของเขาอย่างนุ่มนวล มืออีกข้างคอยจับประคองด้านหลังของนางไว้ “ เจ้าปีนไปขี่หลังอาจารย์แทนก็แล้วกัน “ เขาเอ่ยบอกแก่นาง
สตรีในอ้อมแขนรีบใช้พลังทั้งหมดที่มีอยู่ ป่ายปีนอ้อมตัวเขาไปอิงแอบอยู่บนแผ่นหลังกว้างโดยมีอาจารย์หนุ่มคอยประคองอยู่ตลอดเวลา กว่าจะขยับไปได้ทำเอานางแทบจะหมดแรง นางจึงถือโอกาสนอนซบอยู่บนไหล่ของเขาแทน “ เหนื่อยจัง “ เสียงเล็กๆบ่นกระปอดกระแปด
หากเป็นเมื่อก่อนไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน นางก็ต้องเดินเอง ไปไหนมาไหนกับเขา นอกจากต้องอาศัยแรงจากขาสองข้างของตัวเองแล้ว ของทั้งหมดที่แบกไปแบกกลับนั้น ล้วนเป็นนางที่ต้องถือ แต่ไม่ใช่กับวันนี้
กู้เซียนเซียนชี้ไปทางด้านข้าง “ ไปทางด้านนั้น “ นางบอกแก่เซียวหลง แม้ทิศทางที่ชี้จะเป็นทางกลับไปยังเรือนของนาง แต่เซียวหลงพอจะเข้าใจความหมายนั้นอยู่
“ ไปทางโขดหินใช่หรือไม่ “ เอาเอ่ยถามพอเป็นพิธี เพราะขาสองข้างไม่ได้หยุดรอคำตอบ ยังคงแบกนางก้าวเดินฝ่าหมอกหนาไปทางด้านข้างทิศตรงข้ามกับที่นางชี้อยู่
“อื้มใช่ อาจารย์ ที่ตรงนั้นพี่ชายหนานเคยพาข้าไป เขาบอกว่าตรงนั้นมีไม้น้ำและมีปลาสีสวยๆอยู่เยอะแยะเลย เราย่างปลากินกันดีไหม “ หลังจากพูดออกไปกู้เซียนเซียนก็รู้สึกผิดขึ้นมา ร่างกายแบบนี้จะทนกินปลาคาวๆพวกนั้นได้อย่างไร
“ เอาสิ “ เสียงของอาจารย์เอ่ยตอบออกมา
บริเวณโขดหินที่หนานข่ายหลี่เคยบอกว่ามีปลาอยู่ชุกชุม ตอนที่เซียวหลงเดินมาถึงกลับไม่มีภาพทิวทัศน์งดงามและปลาชุกชุมอย่างที่เขาเคยเล่าให้กู้เซียนเซียนฟัง ทุกสิ่งที่หนานข่ายหลี่ชี้ชวนให้นางดู เป็นเพียงจินตนาการที่สวยงามของเขา เพื่อให้นางได้เพลิดเพลินและมีความสุข เซียวหลงเข้าใจในจุดนี้ดี แต่วิธีการหลอกเด็กเช่นนี้ เขาไม่คิดจะใช้
“ วันนี้อากาศค่อนข้างเย็น ที่ตรงนี้ไม่มีปลาหรอก เจ้ายังอยากจะกินปลาอยู่ไหม” เซียวหลงที่แบกนางไว้ด้านหลัง ถามออกไปอย่างเรื่อยเฉื่อย
“ อาจารย์ ไม่ต้องดีกว่า ท่านเล่ามาก่อน ท่านมาหาข้าที่นี่ได้ยังไง” ลูกศิษย์สาวรู้สึกโล่งอกขึ้นมา จริงๆนางก็ไม่ได้อยากจะกินปลาสักเท่าไหร่ ดีแค่ไหนแล้วที่วันนี้ปลาหนีไปแหวกว่ายน้ำอุ่นอยู่ที่อื่นหมด
“ไปนั่งที่ตรงนั้นกัน “ ชายหนุ่มเดินพานางมาที่ก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง ก่อนปล่อยมือที่ประคองหลังนางไว้ แต่ขาสองข้างของนาง กลับกอดเกี่ยวเอวเขาไว้แน่น
เซียวหลงเพียงแค่รู้สึกว่าการกระทำของนาง ขาดความสำรวมเท่านั้น ไม่ได้รู้สึกถึงน้ำหนักเบาหวิวที่แบกอยู่ข้างหลังแต่อย่างใด “ เจ้ามิใช่อยากฟังเรื่องที่อาจารย์มาหาเจ้าหรือ “
“ นี่หมายความว่า ท่านจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดใช่หรือไม่ “ กู้เซียนเซียนยกยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติในเนื้อหาอยู่บ้างก็ตาม แต่ยังคงเกาะอยู่บนแผ่นหลังของเขาแน่นไม่ยอมลงไปง่ายๆ
“ ท่านเล่ามาเลย “ นางต่อรอง
อาจารย์หนุ่มไม่ต่อความเรื่องเดิมกับนางอีก แต่เขากลับเป็นฝ่ายถามนางกลับไปแทน “ ไม่อยากให้ข้าเห็นหน้าหรือ มัวแต่หลบอยู่ข้างหลังแบบนี้ “
คำถามนี้จี้ใจดำนางขึ้นมาทันที ใช่ นางไม่อยากให้อาจารย์เห็นสภาพขี้เหร่ของนางในตอนนี้จริงๆ
คนที่ด้านหลังพลันเงียบไปเสียเฉยๆ เซียวหลงจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาอีก “ หากอาจารย์ต้องเสียแขนขา ตาบอดในสนามรบ เจ้าจะยังเรียกข้าเป็นอาจารย์หรือไม่ “
กู้เซียนเซียนสะดุ้งโหยงรีบใช้มือคลำไปบนใบหน้าของเขาทันที “ ไม่นะ ไม่นะ ตาของอาจารย์ “ นางร้อนใจจนเสียงที่เปล่งออกมานั้นฟังแทบไม่รู้เรื่อง
“ ข้าเพียงบอกแก่เจ้าเท่านั้น ต่อให้เจ้าเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน เจ้าก็ยังเป็นศิษย์ของข้าเช่นเดิม “ เซียวหลงเอ่ยอธิบายเพิ่มเมื่อสัมผัสได้ว่านางตัวสั่นอยู่ที่ด้านหลังของเขา
“ ท่านไม่รังเกียจข้าแน่นะ “ มือเล็กๆที่ปิดตาเซียวหลงอยู่ค่อยๆคลายออกมากอดรัดเขาที่คอแทน
เซียวหลงถอนหายใจก่อนตอบนางออกไปอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “ ข้าเป็นคนเช่นนั้นหรือ “
“ แต่อาจารย์ ตาของศิษย์มองไม่เห็นแล้ว “ กู้เซียนเซียนถามหยั่งเชิงออกไปอีก
แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ “ อื้ม “
“ ศิษย์ไม่มีแรงเดิน “ เซียนเซียนพูดต่อไป
“ นั่นเพราะเจ้าป่วย “ เซียวหลงตอบกลับมาง่ายๆ เช่นนี้
กู้เซียนเซียนที่ไม่มีแรงจะกอดเอวเขาต่อ ค่อยๆไถลลงมาจากตัวเขาช้าๆ จนก้นนางสัมผัสกับก้อนหินเรียบๆก้อนใหญ่นั้นเบาๆ
หลังจัดท่านั่งให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว นางยังคงพูดต่อ “ อาจารย์ ศิษย์ปวดหัวทุกวันเลย “
“ อืม ข้ารู้แล้ว “ เสียงตอบกลับยังคงดังอยู่ใกล้ๆนาง แต่สักพักนางก็รู้สึกว่ามีเม็ดยาขมๆเข้ามาอยู่ในปากของนางแล้ว..
‘ เพ่ย.. นี่มันอะไรกัน ปลอบใจกันสักนิดก็ไม่มี ’ กู้เซียนเซียนนั่งหน้ามุ่ยตัวแข็งอยู่กับที่แต่ปากเล็กๆช่างเจรจานั้นกลับเงียบลง เพราะต้องแบ่งเวลาไปเคี้ยวก้อนยาขมๆนั่นด้วย
“ ข้ามาถึงเมื่อสองวันก่อน เพียงแต่วันแรกมันดึกมากแล้ว จึงไม่ได้ไปปลุกเจ้า “ กู้เซียนเซียนได้ฟังเสียงทุ้มนุ่มของเขาเล่ารายละเอียดของตนเองแบบที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นมาก่อน นางจึงรีบหันไปตามเสียงตั้งใจฟังทันที
‘ แปลว่าข้าอดพบท่านมาตั้งสองคืนแล้วหรือนี่ เวลาข้าหายไปตั้งสองคืนเชียวนะ ! ‘ หญิงสาวคิดอยู่ในใจเงียบๆ แต่ยังคงนั่งฟังเขาอย่างตั้งใจไม่พูดขัดออกไป
ระหว่างที่เล่า เซียวหลงก็หยิบพุทธาเชื่อมยื่นเข้าไปในปากของกู้เซียนเซียน เขาเห็นนางอ้าปากกินไม่เอ่ยถามมากความจึงได้เล่าต่อไปเรื่อยๆ
“ ตอนที่ไปหาเจ้าเมื่อวานนี้ เจ้าคงเพิ่งตื่นนอน “
“ เอ๋.. ตอนไหนๆ “ กู้เซียนเซียนเอียงคอถามทำหน้าฉงนอยู่ครู่หนึ่ง ‘ ตอนไหนกัน หากอาจารย์มา ข้าต้องรู้สิ ‘
“ เด็กโง่.. เราพบกันตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว หรือเจ้าจำไม่ได้ “ เซียวหลงเอ่ยยิ้มๆ ทำให้สุ้มเสียงของเขาฟังดูอ่อนโยน เขากลั้นหัวเราะกับท่าทางประหนึ่งสุนัขหลงทางของนาง
“ เมื่อวานนี้ เอ… เมื่อวานนี้ ข้าจำได้ว่าฝันถึงอาจารย์ ที่แท้ทั้งหมดไม่ใช่ความฝัน ท่านมาหาข้าจริงๆนี่เอง “ กู้เซียนเซียนเอ่ยตอบออกมาด้วยความดีใจ ดังนั้นนางไม่ได้พบอาจารย์เพียงคืนเดียวเท่านั้น นับว่าไม่ขาดทุนมากนัก
เซียวหลงที่นั่งคุกเข่าพูดคุยเงียบๆอยู่ด้านหน้านาง พลันย้ายไปนั่งที่ด้านข้างลูกศิษย์ตัวน้อยแทน
เอาโอบกอดนางไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง เสื้อคลุมหนาหนักของเขาจึงคลุมทับนางไว้ทั้งตัว กู้เซียนเซียนได้โอกาสจึงกระเถิบไปนั่งชิดติดกับตัวเขา กางเขนผอมกอดเอวเขาไว้แน่น
“ อาจารย์ เล่ามาอีกสิ ข้าอยากฟัง “ นางออดอ้อนต่อเหมือนเมื่อครั้งยังเด็ก
“ จำได้ไหม เมื่อวานข้าพูดอะไรกับเจ้าบ้าง “ เซียวหลงกลับเข้าเรื่องสำคัญต่อทันที เพียงแต่ไม่ได้เร่งรัดให้นางจำทุกเรื่องได้ในเวลาอันสั้น เขาค่อยๆปล่อยเวลาให้นางคิดไปเรื่อยๆ
กู้เซียนเซียนนึกทบทวนเรื่องที่นางได้คุยกับเขาเมื่อวาน
‘ ตอนนั้นนางเพิ่งตื่นนอน คลานไปคลานมาในห้อง แล้วกินข้าว ต่อจากนั้น เอ๋..เดี๋ยวนะ … ตายแล้วววววว หมดกัน หมดกัน ...’
นางรีบซุกใบหน้าไปที่แขนของเขา ส่งเสียงครางไม่เป็นภาษาออกมาทันที เซียวหลงจึงก้มหน้าลง มองดูพฤติกรรมแปลกๆของนาง
“ แง๊ๆๆๆ เมื่อวาน… ไม่นะๆๆ อาจารย์ ท่านไปหาข้าตั้งแต่เมื่อไหร่ “ กู้เซียนเซียนถามออกไป แต่สำหรับคำตอบนั้น นางไม่อยากจะฟัง
“ ตั้งแต่ตอนที่เจ้าตื่น “ เขาตอบกลับน้ำเสียงราบเรียบ
‘ โอ้ย.. ไม่นะ ใครก็ได้ เอาเชือกมาให้ข้าที ‘ กู้เซียนเซียนร้องประท้วงอยู่ในใจ ‘ มาตอนไหนไม่มา ทำไมต้องมาตอนที่นางทำธุระส่วนตัวด้วย เขาเห็นอะไรไปบ้างแล้ว..’
“ ทำไม เจ้ามีปัญหาอะไร “ เซียวหลงยังคงซักนางต่อไปอย่างคนที่เข้าใจกันไปคนละทาง
เพราะว่ากู้เซียนเซียนมองไม่เห็น นางจึงไม่รู้ว่าตอนนี้ เขาเองก็กำลังกลั้นหัวเราะอยู่เช่นกัน เพียงแต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมาของเขา กลับควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่า สมกับเป็นที่ปรึกษากองทัพตะวันออก
“ ~ไม่มีอะไร ไม่มีจริงๆ ~~ “ หญิงสาวเอ่ยตอบตะกุกตะกัก รีบซ่อนสีหน้าแดงเถือกไว้กับเสื้อคลุมของเขา เพราะความกระอักกระอ่วม ทำให้นางไม่กล้าเอ่ยถามเรื่องอื่นๆไปอีกพักใหญ่ ทำเพียงกอดเขาไว้แน่นแทน จนนางเริ่มพบสิ่งผิดปกติบางอย่าง
‘ ทำไมวันนี้แปลกจัง อากาศรอบตัวเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ตัวอาจารย์ก็ไม่ได้ให้สัมผัสอุ่นร้อนหมือนเคย ‘ ความกังวลใจทำให้นางที่นิ่งเงียบอยู่เกือบเค่อ เอ่ยถามชายหนุ่มอย่างลืมตัว
“ อาจารย์ ท่านไม่สบายหรือเปล่า “
“ ทำไม “ เซียวหลงถามนางกลับตรงๆ
“ ตัวท่าน ..เย็นเยียบ ข้าไม่เคยเห็นท่านเป็นเช่นนี้มาก่อน “ ขณะที่ถาม มือเล็กๆของนางก็ลูบคลำไปทั่วลำตัวของเซียวหลงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พยายามหาจุดที่อบอุ่นของเขา
แต่เซียวหลงกลับรวบมือซุกซนของนางไว้ด้วยกัน ก่อนจะผลักมือคู่นั้นออกไปเบาๆ เสียงเย็นเยียบเอ่ยเตือนนางว่า “ เจ้าล่วงเกินข้าอยู่ “
แต่กู้เซียนเซียนไม่ยอมแพ้ นางอาจยอมให้กับทุกคน แต่ไม่ใช่กับอาจารย์ของนาง
มือน้อยๆยังคงปรี่เข้ามาลูบคลำเขาเช่นเดิม บางครั้งถึงขั้นล้วงเข้าไปในตัวเสื้อด้านนอกของเขาอีกด้วย
“ อาจารย์ นี่มัน.. ผ้าผันแผล ท่านบาดเจ็บหรือ ? “ น้ำเสียงกังวลปรากฏชัดในขณะที่นางเอ่ยคำพูดประโยคนี้
เซียวหลงขมวดคิ้ว ไม่ได้โกรธที่นางละลาบละล้วงจนเกินหญิง แต่เพราะไม่อยากให้นางรู้ เขาจึงพูดจาบ่ายเบี่ยงไป
“ เหลวไหล หากอาจารย์บาดเจ็บ จะมาหาเจ้าที่นี่ได้ยังไง “ ก่อนที่จะปล่อยให้นางล้วงๆลูบๆคลำๆเขาต่อ เซียวหลงรีบอุ้มนางขึ้นมาจนกู้เซียนเซียนที่ไม่ทันได้ตั้งตัวถึงกับร้องเสียงหลง รีบกอดคอเขาไว้แน่น
“ กลับกันเถอะ ที่นี่ลมพัดแรง ไม่เหมาะจะอยู่นาน “ เขาก้าวยาวๆ พาลูกศิษย์เดินฝ่าสายหมอกเย็นชื้นออกไปจากบริเวณที่นั่งเล่นอยู่ทันที ในใจเพียงคิดได้ประโยคเดียว
‘ ….เจ้ามันไม่ได้เรื่อง …. ‘ ไม่รู้ว่าประโยคนี้เขาตำหนินางหรือตำหนิตนเองกันแน่