ไม่ช้าเมืองหางมังกรสะบัดน้ำก็ปรากฏข่าวการตายของคุณชายน้อยหลีซวน บุตรแห่งท่านเจ้าเมืองเกล็ดขาว ในข่าวผู้คนต่างพูดคุยกันว่า ท่านเจ้าเมืองเกล็ดขาวมิได้สืบสาวเรื่องราวต่อไป
ทำไมนะเหรอ... ในกลุ่มผู้สามัญอาจจะไม่รู้ข่าวสารนี้ หากแต่ในเบื้องสูงกลับรู้กันดี
.
.
.
นั่นเพราะเบาะแสต่างๆ จากพ่อบ้านหวังเหว่ยน่ากลัวเกินไป
เคล็ดวิชาและการลงมือของผู้ปรากฏการช่างมิดชิด
หากมันสืบสาวแล้วไปพบเจออะไรไม่ควรจากลูกโง่คนหนึ่ง อาจจะทำให้สิ้นทั้งตระกูลได้ ดูก็รู้ว่าผู้ลงมือมิได้ใช้เคล็ดวิชาบ้านๆ สามัญ เคล็ดวิชาควบคุมธาตุได้ดีเช่นนี้อาจจะ... เป็นเคล็ดวิชาระดับกลางที่หากยากก็ได้ หากแต่พวกมันหารู้ การลงมือนี้เฉียงเฟิงใช้เพียงเคล็ดวิชาระดับต่ำเท่านั้น หากแต่ที่ดูยอดเยี่ยมขนาดนี้ก็เป็นเพราะ มันลงมืดรวดเร็วและไม่แสดงจุดอ่อนแห่งเคล็ดวิชาออกมา นอกจากนั้นยังผสมผสานการใช้เคล็ดวิชาระดับต่ำได้อย่างยอดเยี่ยม
การตายเช่นนี้อาจจะเป็นเพียงแค่การตักเตือน
ท่านเจ้าเมืองเกล็ดขาวได้แต่ถอนหายใจ ในตอนที่มารับศพบุตรชายของตัวเอง
.
.
.
ในคืนนั้นเฉียวเฟิงลงมือ ความรวดเร็วของมันนั้นทำให้มือไม่เปื้อนโลหิตด้วยซ้ำ ยามสะบั้นเศียรคุณชายน้อยหลีซวน
เมื่อกลับมาถึงบ้านก็พบว่าสองเด็กน้อยนอนหลับแล้ว พรุ่งนี้สำหรับทั้งสองยังต้องมีเรื่องวุ่นวายอีกมาก
เฉียวเฟิงเดิมไปมองหน้าเตียงของพานลี่ วันนี้มันได้จัดการปัญหาต่างๆ ให้เจ้าเด็กน้อยคนนี้แล้ว
พานลี่แม้เป็นสตรี หากแต่ท่าทางการนอนของนางหาได้เป็นสตรีไม่ นอนอ้างขา แต่ผ้าห่มอยู่ทาง หมอนข้างทาง เฉียวเฟิงยิ้ม จับหมอนและผ้าห่มห่มให้นาง
"เด็กน้อยนะเด็กน้อย"
ก่อนที่เฉียวเฟิงจะเดินจากไป
เสียงใสๆ ไร้สติที่ดูคล้ายเหม่อลอยก็ดังขึ้น "พี่ใหญ่ กินสิ ท่านกินเยอะๆ สิเจ้าคะ ส่วนเจ้าหลีกัง เจ้าหยุดกินได้แล้ว เห่อๆๆ ของพวกนี้ข้าทำให้พี่ใหญ่กินนะเจ้าคะ เร็วเข้ากินเยอะๆ"
เฉียวเฟิงยิ้มส่ายหน้าไปมา
.
.
.
เมื่อหนึ่งบุรุษในร่างเด็กน้อยที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลหลับนอน
คืนนี้มันหลับลึกนัก มันลับลึกจนพบเจอภาพความฝันประหลาด
มันพบว่ามันเดินก้าว ก้าวไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เส้นทางนี้ช่างถอดยาวสุดลูกหู ลูกตา โลกใบนี้คล้ายมิดมิด หากแต่มีเส้นแสงที่ราวกับเป็นออโรร่า กระเพื่อมไหวอยู่เหนือท้องฟ้าตลอดเวลา
ทางที่มันเดินนั้นราวกับว่าเป็นหน้าผาหรือสะพานหินที่ทำจากหินดำ มันเป็นแนวยาวตรงไม่คดเคี้ยว สองข้างทางเมื่อมองไปเบื้องล่างมันมืดมิด มองเห็นจักรวาลและดารานับอนันต์ ทางสายนี้ช่างเป็นโลกที่แปลกประหลาด และทำให้ผู้คนเพียงแค่ก้าวเท้าก็ขนลุก สัมผัสความยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติและจักรวาลได้
และเมื่อเฉียวเฟิงเดินต่อไปจนถึงปลายสุด
มันพบสตรีงามตระการในชุดสีดำแดงยาวงามตระการราวพญาหงส์ บนชุดนั้นลวดลายหมื่นบุปผาที่ปักสลักอย่างวิจิตด้วยดิ้นทองอันล้ำค่า ผิวพรรณของนางสามารถส่องสว่างได้เองเหนือสามัญ แสดงว่านางไม่ใช่คนธรรมดา หากแต่นางคือเทพ
เฉียวเฟิงพยายามมองใบหน้าของนาง หากแต่ไม่ว่าพยายามมองเท่าไรก็มองไม่เห็น
มันถามว่า "เจ้าคือใคร เจ้าคือใคร"
หากแต่ร่างกายนี้ราวกับไม่ใช่มัน เฉียวเฟิงสัมผัสได้ว่าไม่มีเสียงใดๆ ออกจากร่างกายบุรุษที่คล้ายเป็นตัวมันเลย
ไม่ช้าแม้เฉียวเฟิงจะไม่สามารถรับรู้ได้ว่านางผู้นี้มีใบหน้าเช่นไร แต่ในความรู้สึกคือนางนั้นงดงามยิ่ง งามจนทำให้บุรุษตายภายใต้ชายกระโปรงของนางได้เลย
โดยความงดงามของนางนั้นหากเทียบกับยอดหญิงงามอันดับหนึ่ง สวีอี้เฟยคือ 'ความสูงส่ง' 'ตระการ' 'ล้ำค่า' เป็นนางสวรรค์ที่คล้ายไม่เคยแปดเปื้อนราคีใดๆ
หากแต่สตรีผู้นี้สำหรับเฉียวเฟิงความงามของนางคือ 'เย้ยหยันสตรีทั้งมวลให้ต่ำกว่า' 'เสน่หาน่ารัญจวนอย่างลึกล้ำ' ร่างกายของนางทรวดทรงของนางราวเทพมารช่วยกันสลักสร้าง แต่ละสัด แต่ละส่วน ราวกับเป็นสัดส่วนทองคำที่สมบูรณ์พร้อมในตัวเอง มีผมให้บุรุษลุ่มหลงเสน่หา นอกจากนั้นด้วยนัยน์ตาของนาง ที่ราวกับนางพญา
มันคือความงามแห่งเทพมารที่ไม่ควรมีในโลกใบนี้
เฉียวเฟิงจดจ้องนัยน์ตาของนาง
และพบว่ามันสามารถจดจำดวงตาสีแดงอัญมณีของนางได้อย่างไม่มีลืมเลือน นี่คือสิ่งเดียวที่มันจำได้
มันได้แต่คิดว่านางเป็นใครกัน
ไม่ช้าในหัวใจของมันก็คล้ายปวดร้าว ความรู้สึกผิดแล่นเข้ามาในร่างมันราวพายุคลั่งถาโถม
ความเจ็บปวดทางความรู้สึกนี้ทำเอาร่างมันคล้ายสั่นเทา สองขาอยู่ๆ คล้ายไร้กำลัง จะเดินก้าวช่างลำบากยิ่ง
สตรีงามผู้นี้ที่อยู่ตรงหน้ามัน นางเดินก้าวถอยหลังอย่างช้าๆ ช้าๆ
หนึ่งมือของเฉียวเฟิงพยายามยื่นไปไขว่คว้านาง มันตึงสุดเหยียด
นางงามตระการนางนั้นเห็นเช่นนี้นางก็ยิ้ม
ไม่ช้าถ้อยคำของนางก็ตรึงในหัวใจของเฉียวเฟิง
.
.
.
"หมื่นมารเจ้าต้องติดค้างข้า ติดค้างข้าตลอดไป ไม่ว่าจะเป็นที่ใด โลกใด เจ้าก็จะต้องรู้สึกผิดต่อข้า แม้เจ้าจะมีนางคนนั้น และได้โอบกอดนาง แต่ในฝันของเจ้า ในหัวใจของเจ้าจะมีข้า มีข้า... อย่าง... ไม่อาจจะลบเลือนได้ตลอดไป"
"ไม่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ" เฉียวเฟิงพบว่าตัวมันในนามของเจ้าหมื่นมารกรีดร้องสุดเสียง
จากนั้นก็รีบวิ่ง วิ่งไปตรงหน้า พยายามใช้มือจะคว้าจับร่างของนาง
หากแต่สายเกินไป
สตรีนางนั้นตกหลงไปที่หุบเหว หากแต่หุบเหวนี้ช่างแปลกประหลาด มันราวกับเป็นจักรวาลไร้จุดจบ นอกจากนั้นตรงกลางแห่งมหาจักรวาล มีคลื่นพลังและออโรร่าสีเขียว หมุนวนเป็นคลื่นไม่หยุด
ร่างของสตรีคล้ายถูกดูดไปที่ใจกลางแห่งแสงสีเขียวประหลาดนั้น
ร่างสตรีงามราวกับถูกพลังลึกลับดูดกลืนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เส้นผมสีดำของนางค่อยๆ กลายเป็นสีขาว ร่างกายที่มีรัศมีแห่งเทพค่อยๆ จางลง มันดูหม่นหมอง นอกจากนั้นผิวพรรณ และเรือนกายที่ราวกับเทพมารร่วมกันสร้างกลับค่อยๆ เหี่ยวแห้งกลายเป็นไม่น่ามอง
สตรีนางนั้น นางยิ้ม
.
.
.
ในความฝันเฉียวเฟิงรับรู้ว่านางผู้นี้กำลังเจ็บปวด เจ็บปวดอย่างถึงที่สุด แต่นางกลับยิ้ม ยิ้มให้มันอย่างจริงใจ
ไม่ช้าศิลาสีเขียวมรกตก็ปรากฏที่กลางกายของนาง ออโรร่าสีเขียวกระเพื่อมส่องสว่างไม่หยุด
ในความฝันโดยไม่ต้องคิดนึกเฉียวเฟิงก็รู้สึกได้ว่ามันรู้จักของสิ่งนี้
สมบัติแห่งทวยเทพ 'ศิลาแห่งกาลเวลาและมิติ'
เฉียวเฟิงพบว่าตอนนี้ร่างแห่งมันคล้ายเป็นอิสระจากอำนาจบางอย่าง มันรีบกระโดดจากหน้าผานั่นไปหานาง สองมือกอดคล้องประคองร่างสตรีที่ไม่อาจจะเห็นหน้า
แต่มันสัมผัสได้ว่าตอนนี้นางไม่ได้งดงามอีกต่อไปแล้ว
นางกลายเป็นสตรีที่หน้าหวาดกลัว แม้แต่ภูตผีเห็นยังสั่นหนี
แต่ถึงอย่างนั้นกลับเป็นเฉียวเฟิงที่กอดนางแน่น กอดนางด้วย 'ความรักที่เจ็บปวด' และ 'ติดค้าง'
.
.
.
ในอ้อมกอดสตรีนางนั้นยิ้มและหัวเราะอย่างมีความสุข ไม่ช้านางก็กอดและสบอกของเฉียวเฟิง
ก่อนจะพูดด้วยเสียงแห่บพร่าไร้กำลัง แต่แฝงด้วยความสุขอย่างล้นใจ
"หมื่นมารข้าได้บอกกับเจ้าแล้วว่า เจ้าจะต้องติดค้างข้า ติดค้างข้าตลอดไป ในชั่วชีวิตของเจ้าจะไม่มีสตรีนางใด ทำเพื่อเจ้ามากกว่าข้า แม้แต่นางผู้นั้น"
ไม่ช้าในมือข้างหนึ่งของเฉียวเฟิงก็ปรากฏศิลาแห่งเทพสีเขียวส่องสว่าง
.
.
.
มือแห่งมันสั่นไหว
หัวใจด้านชาเจ็บปวดอย่างลึกล้ำถึงขีดสุด
.
.
.
เช้าตรู่
"หืดดดดดดดดดดดดดด หอบบบบบบบบบบบ หืดดดดดดดดดดดดด หอบบบบบบบบบ"
เสียงหอบหายใจของเฉียวเฟิงดัง
บุรุษในร่างเด็กน้อยผ้าพันแผลตื่นจากฝัน