หนึ่งสัปดาห์ก่อนงานฉลองฤดูเพาะปลูกในเมืองหลวงจะเริ่มขึ้น ครอบครัวของจิ่นฮวา เตรียมตัวเดินทางเข้าเมืองตามราชโองการของฮ่องเต้ งานนี้ฮ่องเต้จัดขึ้นทุกปี เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับประชาชน และเป็นการสักการะขอจากเทพีแห่งพืชผล ให้ผลผลิตนี้อุดมสมบูรณ์
การเดินทางจากหมู่บ้านป่าหมอกเข้าสู่เมืองหลวงเป็นระยะทางไกลพอสมควร ต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง 5 วัน พวกเขาจึงต้องเผื่อเวลาไว้อีกสองวันเผื่อเกิดปัญหาระหว่างเดินทาง แต่ถ้าไปถึงเร็วก็จะได้พาลูกๆ ไปพักผ่อนเปิดหูเปิดตาในเมืองได้ด้วย
หลินซานหยางได้เตรียมข้าวพลังวิญญาณ จำนวนห้าถังสำหรับถวายฮ่องเต้ด้วย ส่วนผักวิญญาณไม่สามารถนำไปได้เพราะการเดินทางหลายวันผักอาจจะเน่าเสีย
“เตรียมตัวเรียบร้อยแล้วใช่ไหมทุกคน” หลินซานหยางถาม เมื่อให้บ่าวของขึ้นรถม้าเรียบร้อย
“ข้ามีอะไรจะให้ท่านพ่อท่านแม่กับจิ่นหยางเจ้าค่ะ” จิ่นฮวายิ้มกว้างเรียกให้ทุกคนหันมามองนาง
จิ่นฮวายื่นแหวนหยกขาว 3 วงออกมาตรงหน้า แหวนนี้นางพึ่งทำเสร็จเมื่อวานนี้
“นี่เป็นแหวนมิติที่ข้าทำขึ้นเจ้าค่ะ ในนี้มีพื้นที่สำหรับเก็บของ ที่จะสามารถคงสภาพของสดได้นางหนึ่งเดือนและความสามารถอีกอย่างคือเป็นอุปกรณ์สื่อสารเจ้าค่ะ” จิ่นฮวายื่นแหวนให้คนละวง ทุกคนมองอย่างพิจารณา แหวนนี้ทำจากหยกขาวพิสุทธิ์ที่ฮ่องเต้ทรงประทานให้เป็นรางวัลเมื่อสามสัปดาห์ก่อน
ของบิดามารดานางวัดขนาดมาพอดีนิ้วของทั้งสอง ส่วนของน้องชายวงใหญ่กว่านิ้วของเขา นางต้องเผื่อไว้เวลาเขาโตขึ้น นางจึงใช้สร้อยร้อยไว้กับแหวนของน้องชาย แหวนแต่ละวงสลักชื่อเจ้าของเอาไว้ด้วยตัวอักษรที่งดงามดูมีพลัง
ช่วงเวลาสามสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังได้รับหยกขาวพิสุทธิ์ นางได้ตัดสินใจทำเป็นแหวนมิติ นางให้ช่างแกะสลักในเมืองทำแหวนจากหยกขาวพิสุทธิ์ก้อนนั้นจำนวนสี่วง และแกะสลักนามของทุกคนลงไปในแหวนแต่ละวง
ระหว่างที่รอแหวน นางใช้เวลาทั้งหมดศึกษาอักขระมิติ การสร้างช่องว่างมิติ และจู่ๆ นางก็คิดถึงการสื่อสารในภพที่แล้วที่การติดต่อสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือนั้นสะดวกมาก นางจึงลองศึกษาการใช้อักขระในการสื่อสารดู นางศึกษาวิธีสร้างหยกสื่อสาร แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับแหวนหยกที่นางกำลังจะสร้าง
เมื่อช่างนำแหวนทั้งสี่วงมาส่งนางจึงเริ่มสร้างตามวิธีที่นางและภูติทั้งสองช่วยกันออกแบบไว้อย่างรอบคอบแล้ว เริ่มจากเขียนวงแหวนอักขระมิติแล้วประทับลงไป จากนั้นประทับวงแหวนคงสภาพ ให้ของที่เก็บในมิติคงสภาพได้นานขึ้น
เมื่อสร้างมิติเสร็จแล้ว นางนำแหวนทั้งสี่มาวางเรียงกันในตำแหน่งสี่ทิศ แล้วประทับวงแหวนอักขระสื่อสารบนแหวนทั้งสี่ จากนั้นเชื่อมวงแหวนทั้งสี่เข้าด้วยกันเป็นอันเสร็จเรียบร้อย
“ข้าจะเขียนวงแหวนอักขระพันธสัญญาให้นะเจ้าคะ ท่านก็แค่หยดเลือดลงไป แหวนวงนี้ก็จะเป็นของท่านไม่มีใครสามารถใช้ได้ และยังเป็นการระบุตัวตนในการติดต่อสื่อสารกันด้วยเจ้าค่ะ” นางเริ่มทำพันธสัญญาให้บิดาก่อนคนแรก
นางวาดวงแหวนอักขระแล้วประทับบนแหวนหยกขาว และบิดาก็หยดเลือดตามที่นางบอก จากนั้นตัวอักษร สามตัวที่สลักไว้ก็เรืองแสงขึ้น ‘หลินซานหยาง’ พันธสัญญาเสร็จสมบูรณ์ จากนั้นก็ทำแบบเดียวกันให้มารดาและน้องชาย
ส่วนแหวนของนางทำพันธสัญญาตั้งแต่ตอนที่สร้างเสร็จแล้ว เมื่ออีกสามคนที่เหลือทำพันธสัญญาเสร็จ แหวนทั้งสี่วงก็เรืองแสงอีกครั้ง เชื่อมต่อการสื่อสารอย่างสมบูรณ์
“หากต้องการติดต่อใคร แค่ส่งพลังปราณเข้าไปแล้วเอ่ยชื่อคนที่ต้องการ คล้ายๆ การใช้งานหยกสื่อสาร คลื่นพลังวิญญาณจากแหวนจะส่งไปให้อีกฝ่าย ทำให้สามารถพูดคุยสื่อสารกันได้ แต่ยิ่งระยะทางไกลยิ่งต้องใช้พลังมากเจ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่ทดลองดู” นางให้บิดาเดินห่างออกไปอีกหลายสิบเมตร แล้วให้มารดาลองส่งพลังปราณเข้าไปในแหวน แล้วเรียกชื่อบิดา ไม่นานเสียงบิดาก็ตอบกลับมา ทดลองคุยกันครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่ามันสะดวกมาก
“ส่วนจิ่นหยางยังไม่ได้ปลุกพลังปราณทำได้เพียงตอบรับการติดต่อจากคนอื่นเท่านั้น ยังไม่สามารถติดต่อหาคนอื่นเองได้เจ้าค่ะ” นางอธิบายกับทุกคน การสื่อสารนี้จะใช้พลังปราณของคนที่เป็นฝ่ายติดต่อไปก่อนเท่านั้น อีกฝ่ายไม่ต้องสูญเสียพลังปราณแต่อย่างใด คล้ายกับโทรศัพท์ที่คนโทรจะเป็นผู้จ่ายค่าบริการ ส่วนคนรับไม่ต้องจ่าย
จากนั้นก็ทดลองเก็บของ หรือเอาของออกมา เนื่องจากแหวนวงนี้สามารถคงสภาพของสดได้หนึ่งเดือนหลินซานหยางจึงให้บ่าวไปเก็บผักวิญญาณสิบปีมาให้อีกสามตะกร้าใหญ่ เขาเก็บผักและข้าวพลังวิญญาณในแหวนของตน
แหวนวงนี้เป็นทั้งแหวนมิติและหยกสื่อสาร นับเป็นผลงานชิ้นเอกของจิ่นฮวาเลยทีเดียว แต่ก็ต้องขอบคุณหยกขาวพิสุทธิ์ที่ฮ่องเต้มอบให้ เพราะถ้าเป็นหยกธรรมดา จะไม่สามารถทนรับวงแหวนอักขระที่พิเศษทั้งสองชนิดได้เพราะมีพลังวิญญาณไม่พอ
“แหวนวงนี้เป็นทั้งอุปกรณ์วิญญาณและเป็นสัญลักษณ์ของครอบครัวเรา เจ้าจงรักษาให้ดี” จิ่นฮวาคล้องสร้อยที่ร้อยแหวนไว้ที่คอของน้องชาย แล้วเอ่ยกับเขาอย่างจริงจัง จากนั้นก็ลูกหัวน้องชายอย่างเอ็นดู
“ขอรับท่านพี่ ข้าจะเก็บรักษาอย่างดี ไม่ทำหายแน่นอน” จิ่นหยางรับคำอย่างหนักแน่น
เมื่อเตรียมตัวเรียบร้อย ก็ออกเดินทาง ทุกคนได้นำเสื้อผ้าบางส่วน อาหาร และเงินจำนวนหนึ่งเก็บในแหวนมิติของตน เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันระหว่างเดินทาง
จากนั้นก็ขึ้นรถม้าออกเดินทางจากหมู่บ้านป่าหมอกมุ่งสู่เมืองหลวง การเดินทางครั้งนี้นำบ่าวไปแค่สองคนเท่านั้น ให้ผลัดกันบังคับรถม้า เพื่อสะดวกในการเดินทาง
รถม้าเดินทางจากหมู่บ้านป่าหมอกผ่านเข้าเมืองเชียง ทั้งหมดจึงแวะไปหาหานเหลียงเพื่อบอกว่าพวกเขาจะเข้าเมืองหลวงสักระยะ แต่ยังมีบ่าวนำผักมาส่งเหมือนปกติ ไม่ต้องกังวล แล้วจึงเดินทางต่อ
เดินทางมาได้สามวัน ผ่านเส้นทางหลักที่ชาวบ้านใช้เดินทางปกติ บางครั้งก็ผ่านทิวเขาที่มีเมฆหมอกปกคลุมยอดเขาเป็นทิวทัศน์ที่สวยงาม พวกเขาเดินทางอย่างไม่เร่งรีบ แวะพักริมลำธารเพื่อพักทานอาหาร เมื่อผ่านเข้าก็เมืองก็จะแวะพักที่โรงเตี้ยมในเมืองกัน เมื่อเดินทางมาได้สามวันก็ถึงเส้นทางที่ต้องผ่านป่ารกทึบ จึงต้องระวังเป็นพิเศษ
“นายหญิง ข้าสัมผัสได้ถึงจิตมุ่งร้ายเจ้าค่ะ” จู่ๆ เยว์เอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้น ส่วนจิ้นซื่อพยักหน้าสนับสนุน จิตมุ่งร้ายเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลินซานหยางบอกให้บ่าวทั้งสองที่อยู่นอกรถม้าระวังตัว
จิ้นซื่อใช้มนต์พรางตัวจากนั้นบินออกไปสำรวจดูบริเวณรอบๆ
“มีขายชุดดำประมาณสิบคนตามเรามาขอรับ ทั้งหมดมีพลังปราณระดับปฐพีขั้นกลาง มีหนึ่งคนที่มีระดับปฐพี่ขั้นสูงคาดว่าจะเป็นหัวหน้าขอรับ” จิ้นซื่อกลับมารายงาน
“อาจจะเป็นโจรป่าที่ดักปล้นแถวนี้ ทุกคนระวังตัวให้ดี” หลินจินหยางกล่าว
รถม้าแล่นเข้าสู่เขตป่า ไม่นานก็มีชายชุดดำประมาณสิบคนออกมาขวาง และล้อมรถม้าของพวกเขาไว้ ทุกคนเตรียมพร้อมล่วงหน้าอยู่แล้วจึงไม่แตกตื่น รอดูว่าพวกมันต้องการอะไรกันแน่