หลังจากมณจำปาเดินขาสั่น กัดฟัน เวียนส่งปิ่นโตและปฎิบัติภาระกิจตามที่ได้รับมอบหมายจนครบ ก็ปรี่กลับบ้านทันที แง้มประตูเหล็กสีฟ้าใสที่เธอกับสมชายช่วยกันทาหลังฤดูฝนลาสิ้นไปเมื่อเดือนที่แล้ว เพราะรู้ว่าอีกไม่นานสมาชิกสมาคม “คนว่างยามเช้า” จะมา แล้วเดินไปบ้านไม้สองชั้นขนาดเล็กอีกหลังที่สร้างในพื้นที่เดียวกัน ยังไม่ทันจะออกแรงผลัก บานประตูก็เปิดออก เธอเดินตรงขึ้นบันไดไปเคาะประตูเรียกพี่สาวคนกลางที่นอนยังไม่ตื่น
“พี่กลางตื่นเร็ว วันนี้แม่ทำแกงจืดเต้าหู้หมูสับมากินด้วยกันตอนเสร็จใหม่ๆนี่” เสียงร้องเรียกที่หน้าประตูห้องนอนทำให้หญิงสาวในห้องงัวเงียตื่น เดินโอนเอนมาถอดกลอนประตูโดยทั้งที่ตายังไม่เปิด ใช้มือโอบกอดตัวเองแน่น สับขาไปมาไล่ความหนาว
“พี่กลางลืมล็อคบ้านอีกแล้วนะ เดี๋ยวโจรก็เข้าหรอก เล็กจะบอกแม่”
“พี่ลืม เมื่อคืนออกมาสูบบุหรี่แล้วก็ลืมปิด” พูดพลางเปิดปากกว้างหาวเป็ไอใส่น้องสาวหวอดใหญ่ ผมหยิกฟูไร้รูปทรงบนหน้าเรียวเล็ก ปากแห้งกร้าน ขอบตาดำ พอทำให้รู้ได้ว่าเมื่อคืนคงทำงานจนดึกอีกเช่นเคย
“เหม็นปากอะ ไปแปรงฟันเลยนะ เดี๋ยวไปหอมหลานหลานจะเหม็นกลิ่นบุหรี่” มณจำปาพูดเสร็จก็เดินลงมาข้างล่าง สำรวจงานที่พี่สาวทำค้างไว้อย่างสนใจ
มะลิฉัตรมองตามน้องสาวคนเล็กอย่างระอา คิ้วโก่งขมวดเล็กๆ น้องคนนี้ยิ่งโตยิ่งขี้บ่น แต่จะเถียงก็ไม่ได้เพราะน้องตัวดีก็พูดถูกทุกคำ จึงรับปากส่งๆก่อนเดินไปเข้าห้องน้ำในห้องนอน ส่องกระจกสำรวจหน้าตาของตนเอง รวบผมมวยขึ้นสูง แปรงฟันอย่างที่น้องสาวสั่ง
“พี่กลางออกแบบบ้านให้ลูกค้าเหรอ สวย ต้องขึ้นโมเดลด้วยมะ อยากช่วยทำโม ชอบ” น้ำเสียงของมณจำปาตื่นเต้นราวกับเด็กเห็นเค้กก้อนใหญ่ปักป้ายว่ากินได้เลยวางตรงหน้า อาจเพราะ่นี้งานในคณะค่อนข้างเครียดจึงทำให้หญิงสาวอยากหนีออกจากความเครียดนั้นไปทำอะไรที่ไม่ต้องคิดมากสักนิดนึงก็ยังดี ยังไม่ทันได้ดีใจ เสียงะโจากห้องน้ำก็ดับฝันทั้งหมด
“ไม่ต้อง เดี๋ยวให้เด็กในออฟฟิสทำ ตอนนี้จ้างเด็กทำโมมาแล้วเราน่ะ ไปยุ่งกับการเรียนของตัวเองเลย ปีหน้าจะทำธีสิสละ ได้หัวข้อรึยัง?”
“มันเป็เื่ของปีหน้า ค่อยคิด” พูดเสร็จมณจำปาก็รีบจ้ำอ้าว วิ่งหนีกลับบ้านใหญ่ก่อนจะโดนพี่สาวบ่น มะลิฉัตรส่ายหน้าเมื่อได้ยินคำตอบจากปากน้องสาว ก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำ ใส่เสื้อคลุมตัวใหญ่สวมถุงเท้าหนา ก่อนใส่รองเท้าแตะเดินไปที่โต๊ะอาหารที่ตั้งอยู่ภายในบ้านหลังใหญ่
บ้านเล็กห่างจากบ้านใหญ่ประมาณ 20 เมตรเป็บ้านที่มะลิฉัตรสร้างขึ้นมาด้วยการออกแบบของเธอเอง เป็บ้านยกถุนสูงแค่เข่า ทำจากไม้ทั้งหลัง เป็บ้านสไตล์โคโลเนียล มีชานบ้านเล็กๆ พร้อมบันไดสองขั้น หน้าต่างทรงสูง ตัวบ้านสีฟ้าตัดขาว ในบ้านข้างล่างมีเพียงมุมรับแขกเล็กๆ และห้องครัวที่ไม่ควรเรียกครัว เพราะมีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ ตู้เก็บจานไม่ถึง 10 ใบ แต่เน้นที่แก้วเครื่องดื่มสารพัดรูปทรงเสียมากกว่า อ่างล้างจานเล็กๆ และตู้เก็บเครื่องดื่ม ขนมยามดึก นอกนั้นเป็พื้นที่ทำงาน และใช้สังสรรค์เวลามีเพื่อนมาบ้าน ส่วนข้างบนเป็ห้องนอนเดียวเต็มพื้นที่ ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น สะอาด คุมโทน เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น มีเพียงเตียงขนาด 2 คนนอนเบียด และตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้งเท่านั้น ผิดกับภาพลักษณ์เ้าของบ้านที่เป็คนฉูดฉาด เปิ๊ดสะก๊าดอย่างที่ยายดาวเรืองเรียก
เหตุที่้าแยกออกจากบ้านแม่ เนื่องจากการทำงานที่ไม่ค่อยเป็เวลา กอปรกับวิถีชีวิตที่เป็ตัวของตัวเองสูง การแยกออกมาจะคล่องตัวกว่า อาจเพราะเคยอยู่ตามลำพังมานานในต่างประเทศ จึงทำให้ไม่คุ้นชินกับการอยู่ร่วมกับคนอื่น ยายดาวเรืองไม่ติดขัดและออกจะเข้าใจนิสัยชอบอยู่คนเดียวของลูกสาว บริเวณบ้านกว้างขวางจะสร้างอีกกี่หลังก็ได้ ขอแค่ลูกยังไม่คิดทิ้งเธอไปไหน
บ้านนางฟ้า เป็บ้านที่ยายดาวเรืองใช้เรียกบ้านของลูกสาวของเธอเวลาสนทนาในสมาคม “คนว่างยามเช้า” นอกจากหมายถึงตัวบ้านที่สีฟ้าแล้ว เธอยังค่อนขอดไปถึงเ้าของบ้านที่ไม่ค่อยทำตัวเหมือนผู้หญิงทั่วไปสักเท่าไหร่ ทำตัว ‘เหนือผู้เหนือคน’ อะไรเทือกนั้น
“แม่ หนูว่าจะต่อชานหน้าบ้านแม่ออกมา ทำเป็โครงเหล็กแล้วปลูกองุ่น แล้วใต้โครงหนูจะวางโต๊ะเก้าอี้ ใช้เป็ที่กินข้าวเช้าหรือกลางวัน ร่มองุ่นจะบังแดดให้เรา มันจะได้อารมณ์แบบ โพรวองซาน น่ะแม่” มะลิฉัตรพูดขึ้นขณะช่วยยายดาวเรืองจัดโต๊ะอาหารเช้าที่เป็โต๊ะไม้เนื้อแข็งยาวราวๆ 6 ที่นั่ง ที่มีเก้าอี้เป็ไม้เนื้อแข็งเข้าชุดพร้อมเบาะรองนั่งที่ยายดาวเรืองตัดเย็บเองจากผ้าฝ้ายทอมือย้อมครั่ง
“โพรวองซง โพรวองซานอะไร แม่ไม่รู้จัก อยากทำไรก็ทำ แต่องุ่นมันจะปลูกขึ้นเหรอ บ้านเราน่ะ” ยายดาวเรืองเชื่อในฝีมือออกแบบของลูกสาวคนกลาง จึงไม่ได้คิดขัดแต่อย่างไร มะลิฉัตรเธอเป็พวกเรียนเก่ง เป็ตัวของตัวเองสูง จนบางครั้งยายดาวเรืองเองก็อดจะเป็ห่วงไม่ได้ เพราะความมั่นใจของเธออาจจะมีมากเกินไปจนไม่มีหนุ่มๆมาจีบ
“ลองก่อน ไม่ขึ้นก็เปลี่ยนเป็ปลูกกระทกรก หรือดอกไม้ก็ได้ พวงชมพูก็สวย หนูวาดแบบไว้แล้ว เดี๋ยวหนูเอาให้แม่ดู ” มะลิฉัตรเสียงใสเมื่อพบว่าแม่อนุญาตให้เธอทำในสิ่งที่้า
แต่ไหนแต่ไรไม่ว่าความ้าของลูกเป็แบบไหน ยายดาวเรืองไม่เคยขัด ขอแค่ไม่เกินงามเท่านั้น ส่วนตาสมัครผู้เป็พ่อนั้นแทบไม่มีปากเสียงใดๆ เพราะเป็คนนิ่งๆเงียบๆ หากไม่มีอะไรที่เสียหาย ตาสมัครจะสนับสนุนลูกทุกคนอย่างเต็มที่ ทำให้ลูกสาวบ้านนี้ค่อนข้างมีอิสระในการใช้ชีวิตพอสมควร เสียดายที่ตาสมัครเสียไปก่อนที่มุกดาจะเกิดได้ไม่นาน ไม่งั้นคงได้ติดหลานแบบขั้นสุดแน่ๆ แต่ก็นั่นแหล่ะ หากยังมีชีวิตอยู่จนได้เห็นหลานและเื่ที่เกิดขึ้นกับดวงใจสองดวงเมื่อหลายเดือนก่อนก็ไม่อยากจะคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับไอ้อดีตลูกเขยนั่น เพราะถึงจะเป็คนนิ่งๆเงียบๆแต่เวลาโกรธก็เอาเื่น่าดู ยายดาวเรืองแค่นึกยังขยาดเบาๆ
เสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งลงบันไดเร็วๆพร้อมเสียงร้องโหวกเหวกของมณจำปา ทำให้สายตาทุกคู่หันไปมองเ้าของเสียงฝีเท้านั้น เด็กหญิงตัวเล็กแก้มแตกแดงเรื่อ ผมกระเซิง ยุ่งเหยิงไม่เป็ทรงจากการนอน ใส่ชุดวอร์มหนาสีชมพูสดใส วิ่งถลามากอดเอวผู้เป็ยาย ยิ้มหวาน แววตาดำขลับภายใต้หน้าม้าเต่อ ยายดาวเรืองอุ้มเด็กหญิงตัวเล็กมาหอมแก้มเบาๆก่อนปล่อยหลานลงไปหอมแก้มน้ากลางที่นั่งยองๆรออยู่
“ว่าไงคนดี ฝันดีไหมคะ?” มะลิฉัตรถามเสียงอ่อนก่อนหอมฟอดใหญ่ กลิ่นเด็กนี่หอมมากจริงๆ หอมเหมือนกลิ่นนม ก่อนจะหอมอีกฟอด มองหลานตัวจิ๋วด้วยความเอ็นดู เด็กหญิงยิ้มหวาน พยักหน้าแทนคำตอบ มณจำปาเดินมาจูงมือหลานไปล้างหน้า มะลิฉัตรมองตามพลางถอดหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหดหู่ อีกนานไหมนะที่จิตใจของหลานจะดีขึ้นจนยอมส่งเสียงออกมาสักที หนูดาไม่ออกเสียงเลยแม้กระทั่งยามกลัวหรือใ แต่ยังใจชื้นได้บ้างที่หลานสาวยังตอบสนองรับในยามที่มีคนพูดด้วย
“แมรี่!! วันนี้ตื่นเช้าได้ ท่าทางพายุจะเข้าซะละมั๊ง” อาปลัดที่ใส่ชุดนอนที่คลุมด้วยเสื้อกันหนาวทอจากผ้าสำลีตัวเก่งส่งเสียงทักทายโหวกเหวกเสียงดัง ขณะที่เดินเปิดประตูรั้วเข้าทำให้มะลิฉัตรหัวเราะเสียงใส ในละแวกนี้มีอาปลัดคนเดียวที่เรียกเธอว่าแมรี่ ชื่อที่เธอใช้ยามอยู่ต่างแดน
“แหมมมมม แม่ลงมือทำอาหารทั้งที ต่อให้หนูกินยานอนหลับช้าง หนูก็ต้องตื่นมากินให้ได้” เธอตอบพลางทำเสียงประจบแม่ผู้กำลังเจียวไข่ด้วยน้ำมันหมูอยู่ในครัวไทยนอกเรือนกลิ่นหอมไข่เจียวอบอวลกระตุ้นต่อมรับรสจนทำให้ท้องร้องครืดคราดเสียงดัง
“ป้าวรรณเอายอดตำลึงมาแขวนให้เมื่อเช้า อวบน้ำ สวยเชียว เลยเอามาแกงจืดสักหน่อย เห็นว่าจะทำน้ำพริกกะปิมาด้วยนะ” ยายดาวเรืองพูดพลางยกไข่เจียวฟูเหลืองทองลงบนกลางโต๊ะ มณจำปายกแกงจืดเดินตามมา หนูดาวิ่งไปหาตาปลัดพร้อมกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันแน่น ตาปลัดใช้หนวดที่ยังไม่ได้โกนถูไปที่แก้มหนูดาจนแดงเถือก หนูดาหัวเราะพร้อมผลักออกด้วยความจั๊กจี๋
“พอได้แล้วปลัด เดี๋ยวหน้าหลานจะแสบเอา” ยายดาวเรืองส่งเสียงแข็ง จนตาปลัดต้องหยุดลง เื่หวงหลานสาวนี้ไม่มีใครเกินยายดาวเรืองหรอก หนูดาเดินมากอดเอวผู้เป็ยายพร้อมปีนเก้าอี้นั่งข้างๆอย่างรู้ความ
ไม่ทันเข็มนาทีจะเคลื่อนตัวป้าวรรณาเปิดประตูเข้ามา ถือปิ่นโตเถาใหญ่ใส่น้ำพริกกะปิพร้อมผักแนมนานาชนิดที่ปลูกไว้ในสวนบริเวณบ้าน มะเขือเปราะ ผักชะอมลวก แตงกวากรอบๆ ถั่วฝักยาวอ่อนๆ ยอดกระถิน ดอกแค มะลิฉัตรถึงกับยิ้มตาหยีเมื่อเห็นสำรับน้ำพริก เธอคิดว่าตลอดชีวิตของเธอน้ำพริกกะปิของป้าวรรณานี้อร่อยที่สุด ขนาดเธอไปขอสูตรและเรียนทำกับป้าวรรณาแท้ๆ ก็ยังไม่อร่อยเท่า ท้ายที่สุดก็เลือกที่จะรอให้ป้าวรรณาทำให้กิน เป็ทางออกที่น่าผิดหวังน้อยที่สุดแล้ว
“ปรางฝากปลาดุกย่างมาให้นะ ปลาดุกแรกของวันเลย เอามาให้กินกับน้ำพริก” ป้าวรรณาวางปลาดุกย่างตัวเขื่องสีเหลืองทอง หนังเกรียมกรอบด้วยการย่างจากเตาไฟอ่อนๆ หอมฉุยด้วยกลิ่นเครื่องเทศสูตรเฉพาะของน้าปรางจิตลงบนโต๊ะ
“เฮงๆ” เสียงอวยพรให้เ้าของปลาดุกย่างขายดิบขายดีดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะพากันลงมือกินข้าวอย่างพร้อมเพียง ยายดาวเรืองค่อยๆแกะปลาดุกให้ไม่มีก้าง ก่อนขยำกับข้าวสวยร้อนๆด้วยมือ ส่งเข้าปากหนูดา แล้วตามด้วยน้ำแกงจืดผักตำลึง มะลิฉัตรเจริญอาหารเพราะน้ำพริกกะปิของโปรดถึงกับเติมข้าวไปสองจาน อาปลัดกินน้อยเน้นพูดเสียมากกว่า
แล้วเช้านี้ก็เป็อาหารเช้าที่เรียกว่าอาหารเช้าจริงๆ ไม่ใช่แค่ “กินกันตาย” อย่างที่ตาสมัครเคยค่อนแคะไว้เวลาที่ยายไม่อยากทำอาหารแต่ซื้ออาหารถุงมาแทน ตาสมัครบอกเสมอว่าอาหารฝีมือยายดาวเรืองคือสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจให้ยังมีลมหายใจอยู่ ถึงแม้จะฟังดูเกินจริงไปบ้างแต่ไม่ว่ายายดาวเรืองจะทำอาหารรสชาติผิดพลาดออกมาอย่างไร ตาสมัครจะกินจนเกลี้ยง เพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะและอยากเอาใจผู้เป็สามี ยายดาวเรืองเลยเลือกที่จะทำอาหารให้สามีทุกมื้อ จนกระทั่งมื้อสุดท้ายในงานฌาปนกิจศพของตาสมัคร
“เมื่อไหร่ยายหนูจะยอมพูดสักทีนะ” ยายดาวเรืองพูดขึ้นมาเบาๆ ขณะนั่งดื่มกาแฟหลังอาหารเช้าบนโต๊ะหินอ่อนของสมาคม “คนว่างยามเช้า” มองหลานสาวเล่นชิงช้าใต้ต้นก้ามปูอยู่ข้างๆ
“อดทนนะพี่ เพิ่งผ่านมาไม่นาน ยังต้องใช้เวลา ผมฝากลูกน้องซื้อหนังสือจิตวิทยาเด็กมาให้แล้วนะพี่ ถ้ามาถึงเดี๋ยวเอามาให้” อาปลัดให้กำลังใจ กอดอก ยืดขา ผิงแดดอ่อนๆปลายเท้าโยกไปมาเหมือนกำลังใช้ความคิด
“แล้วนี่ ใหญ่เขาติดต่อมาบ้างยัง เป็ไงบ้าง ไปอยู่เมืองนอกคนเดียวแบบนั้น” ป้าวรรณาพูดถึงกรรณิการ์ทีไร น้ำตาพาลจะไหลทุกครั้ง ก็เคยเลี้ยงมากับมือั้แ่แบเบาะ เลยรักเสมือนลูกในไส้
“เด็กเขา้าแม่นะ น่าจะอยู่ด้วยกัน” ป้าววรณาพูดต่อเสียงสั่นพลางมองไปที่เด็กหญิงอย่างเวทนา น้ำตารื้น ใช้ผ้าพันคอเช็ดที่ปลายตาเบาๆ พยายามเก็บเสียงไม่ให้มีใครรู้ว่ากำลังร้องไห้ แน่ล่ะ ป้าวรรณาทำได้ไม่ดีนัก
“จดหมายมาถึงเมื่อวานน่ะพี่ เห็นว่าได้งานเป็เด็กเสิร์ฟในร้านอาหารไทย” ยายดาวเรืองตอบเสียงอ่อนถอนหายใจ ใช้มือกระชับผ้าทอมือพันคอให้แน่นขึ้น ไอที่ออกจากปากยังหนาขุ่น ถึงแม้จะสายแล้วอากาศก็ยังไม่อุ่นขึ้นเลย เหมือนความหนักใจของเธอในตอนนี้
“คนป่วยเยียวยาคนป่วยไม่ได้หรอก” อาปลัดกล่าวแววตาเศร้าเมื่อมองไปที่แก้วมุกดาเด็กหญิงผู้เป็เสมือนหลานในไส้ เด็กสาวเล่นชิงช้าคนเดียวอย่างสนุกสนานโดยไม่รู้เลยว่าผู้ใหญ่ที่นั่งมองเธออยู่นั้นรู้สึกหดหู่เพียงใด
สมาชิกสมาคม “คนว่างยามเช้า” นั่งนิ่งไม่คุยกันแต่เชื่อว่าต่างคนต่างตกอยู่ในห้วงความรู้สึกเดียวกันโดยมีเด็กหญิงเป็ตัวแปรความรู้สึก