ในเมื่อหนีไม่พ้นหลบไม่ได้ ก็ไม่ต้องหลบ ชายหนุ่มเรียกพวกมันเข้ามาไม่ใช่เพราะเขาคิดว่าตนเองเก่งกาจ หรือเป็สุดยอดนักสู้ แต่ภายใต้ความคิดที่ว่าหากเขาไม่ตอบโต้ป้องกันตัว เขาอาจจะาเ็หนัก โดยที่คนร้ายลอยนวลจากไปอย่างสมใจเื่อะไรเขาจะยอมเจ็บคนเดียว เขาก็มีมือมีเท้าเช่นกันมันมีสิทธิ์ต่อยเขาได้แล้วเขาไม่มีสิทธิ์จะตอบโต้หรือไร ถ้าอยากมีเื่ก็มาวัดกัน
คติประจำใจของเขาคือ คนไม่รุกรานเขาไม่สนใจ แต่หากมันคิดจะตบกระบาลเขาละก็มันก็ต้องรับประทานบาทาของเขากลับไปด้วย
คนร้ายที่ออกมาจากโคนต้นไม้ด้านหน้า ในมือยกขึ้นเห็นมีดยาวสะท้อนแสงวาววับ ส่วนคนด้านหลังก็ไม่ได้มือเปล่าเปลือย สายตาอันเฉียบคมของเขาเห็นมันใส่สนับมือโลหะที่มือซ้าย เขาตัดสินใจรุกแทนการรับร่างขยับเหมือนก้าวพุ่งเข้าใส่คนร้ายด้านหน้า เมื่อเขาขยับตัวไปข้างหน้า คนด้านหลังก็รีบพุ่งเข้ามา
เพียงแต่... เขาแค่ก้าวเท้าขวาไปเพียงครึ่งก้าว แล้วย้ำกระโจนกลับร่างที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้าเพียงเล็กน้อยพลันพุ่งกลับไปด้านหลังอย่างรวดเร็วราวกับกระโจนบิดเอววูบใช้ขาซ้ายที่ััพื้นเป็แกน ขาขวาตวัดเตะออกไป
“พลั๊ก...”
เสียงดังหนักแน่น เนื่องจากคนด้านหลังพุ่งเข้ามาหมายตะครุบเขาที่ออกห่างแต่ร่างของชายหนุ่มพุ่งสวนกลับไป เปลี่ยนระยะห่างให้หดสั้นอย่างรวดเร็วคนด้านหลังพึ่งก้าวที่สองออกมายังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่า เป้าหมายจู่โจมสวนกลับก้านคอของมันก็ถูก ลูกเตะที่เกิดจากการพลิกตัวเข้าอย่างถนัดถนี่ร่างผอมร่วงหลับกลางอากาศ
“ตุบ..”
ชายหนุ่ม เคลื่อนที่ห่างออกไปจากมือมีดอย่างรวดเร็วมันพึ่งก้าวขาออกสองก้าว เขาก็เคลื่อนห่างออกไปอีกหนึ่งเมตรเกือบจะแทนตำแหน่งเมื่อครู่ของคนที่ตามหลัง มืดมีดพุ่งตามแต่ร่างของเพื่อนที่ถูกเตะสลบขวางทางอยู่ทำให้ต้องะโข้ามและในทันทีที่ร่างลอยอยู่กลางอากาศ มือที่ถือมีดกางออกเพื่อรักษาการทรงตัวก่อนที่มันจะหุบแขน และเท้าััพื้น
“ตูม...”
ร่างของมันกลับปลิวกระเด็นไปด้านข้าง เพราะถูกลูกถีบที่โซโละโถีบเขาะโถีบ หลังเสี้ยววินาทีที่มันะโหลบเพื่อนพ้อง ต่อให้มันมองชัดตาก็ไม่อาจหลบลูกถีบนี้ได้รองเท้าเบอร์สี่สิบ อัดเข้ากลางอกอย่างรุนแรง ร่างลอยหงายหลังกระแทกพื้นดัง
“พลั๊ก..”
มาโยดะ พึ่งผงกหัวขึ้นมา หัวของมันก็สะบัดไปด้านข้างเพราะถูกโซโลก้าวตามมาเตะเข้าที่ปลายคางอย่างถนัดถนี่ ร่างพลิกคว่ำหน้าสลบไปทันทีที่ถูกเตะกลางอากาศ ไม่แน่ใจว่าฟันหักกรามแตกหรือไม่แต่ไม่ถึงตายอย่างแน่นอน เพราะชายหนุ่มเตะตัดจากด้านข้าง หากเตะเข้าตรงๆมีโอกาสแปดในสิบส่วนที่มันจะคอหักตาย
เสียงสวบสาบดัง มีคนจำนวนมากปรากฏตัวขึ้นจากระยะห่างสามสิบเมตรเคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว ถามกลางแสงไฟส่องทางในสวน เป็ตำรวจในชุดรัดกุมสีดำในมือถือปืนวิ่งเข้ามาพร้อมยกปืนเล็ง โซโลยกมือทั้งสองขึ้นหันร่างไปตามแสงไฟฉายที่กราดส่องเข้ามาแล้วยืนนิ่ง เป็ท่าทีว่าไม่ขัดขืน
ตำรวจหกนายปราดเข้าไปที่สองคนร้าย ในขณะที่คนอื่นยืนคุมเชิงอยู่ด้านข้างโซโลยืนนิ่ง จนกระทั่งเห็นผู้กองโยชิดะเดินมากับนายตำรวจสองนาย เขายกนิ้วโป้งให้ก่อนจะสั่งการภาษาญี่ปุ่น ตำรวจค้นตัวสองโจรอย่างรวดเร็วจากนั้นรายงานเสียงเร็วบรื่อตำรวจนายหนึ่งวิ่งมายื่นซองเอกสารขนาดกลางให้กับผู้กองโยชิดะ เมื่อเขาเปิดออกด้านในเป็ไปป์สูบยาที่ทำจากเง้ากุหลาบสีแดงแดงหม่น
ผู้กองหน้าเปลี่ยนไป นี่เป็สิ่งที่เขาตามหาอย่างเร่งร้อนตลอดมาเขาบิดด้ามไปป์ตรงที่ดูดสีดำอย่างแรง มันหลุดออกเผยให้เห็นถึงกระดาษภายในหลังจากคลี่ออก คำสั่งภาษาญี่ปุ่นชุดใหญ่ก็ถูกสั่งการออกมาตำรวจแปดคนยกตัวสองโจรออกไป หลังจากนั้น ผู้กองโยชิดะ เดินเข้ามาขอบคุณเขา
“โอ... ผมต้องขอบคุณมากที่ช่วยจับไอ้สองตัวนี้ไว้ คุณช่วยเราไว้ได้มากโดยเฉพาะข้อมูลสำคัญในกล้องยาสูบ ทำให้เราช่วยชีวิตคนได้หลายร้อยคนหรือหลายพันคนทีเดียว”
โซโลพยักหน้า “ขอบคุณ ที่อุตส่าห์ตามมาดูแลผมขอบคุณมากครับ เขาเหลือบตามองท้องฟ้า” โดรนไร้เสียงสองตัวลอยอยู่บนท้องฟ้าที่มืดคลึ้มคนอื่นอาจจะไม่ได้สังเกต แต่กับคนที่บ้าถ่ายรูป ชอบธรรมชาติรวมถึงเื่การดูดาวอย่างเขา จะพลาดมองไม่เห็นโดรนบนท้องฟ้าได้อย่างไรนี่เป็ความเคยชินอย่างหนึ่ง เมื่อฟ้ามืดค่ำเขาจะมองหาดาวประจำเมืองเสมอ*
ผู้กองโยชิดะ “พวกเราได้ของที่้าแล้วผมคิดว่าพวกมันคงจะไม่มากวนใจคุณอีก มาเฟียกลุ่มนี้ไม่น่าจะแสดงพลังอะไรในพื้นที่ฮาโกเนะนี้ได้อีก ขอให้คุณเที่ยวได้อย่างสบายใจ”
“ผมไปได้แล้วใช่ไหม”
“เชิญครับ ้าให้พวกเราไปส่งหรือเปล่า”
“ขอบคุณครับ แต่ไม่ดีกว่า ผมว่าจะเดินหาของกินมื้อค่ำก่อนเข้าโรงแรมนะ”
ผู้กองโยชิดะ มองชายหนุ่มเดินจากไป เขาโทรศัพท์สะสางสถานการณ์อยู่ห้านาทีจากนั้นคณะตำรวจทั้งหมด ถอนกำลังจากไป
ส่วนกะเหรี่ยงเข้าเมืองอย่างโซโล ก็เดินกลับ และเขาก็พบว่าร้านอาหารที่มีอยู่ในบริเวณริมทางจำนวนสิบกว่าร้าน ปิดเงียบไปหมดแล้วมองนาฬิกาแล้วส่ายหัว ขณะนี้เวลาสิบแปดนาฬิกาสามสิบนาที สภาพหมู่บ้านเล็กๆที่ครึกครื้นจอแจ กลายเป็ป่าช้าเงียบสงัด ขนาดถนนยังแทบไม่มีรถวิ่งผ่านมองซ้ายขวา บริเวณนี้ไม่มีร้านสะดวกซื้อแม้แต่ร้านเดียว
เมื่อขามาเขานั่งรถบัส ยังจำได้ว่ามีร้านสะดวกซื้อบริเวณป้ายรถเมล์ก่อนหน้าถึงสองร้านแต่มันอยู่ในหมู่บ้านใหญ่ ซึ่งต้องเดินย้อนกลับไปประมาณหนึ่งกิโลเมตรครึ่งเขาส่ายหัว เอาไว้วันพรุ่งนี้ค่อยตุนเสบียง ตอนนี้เขาเดินกลับโรงแรมก่อนเพราะประสบการณ์คราวที่แล้ว ทำให้เขารู้ว่ายังมีร้านอาหาร อีกแห่งหนึ่งเปิดให้บริการอยู่
เมื่อเดินกลับโรงแรม ผ่านตู้กดเครื่องดื่มกระป๋องเขาแวะดูเพื่อว่าจะมีกาแฟกระป๋องที่ถูกใจ แต่ต้องส่ายหัวเมื่อมันหมดเหลือแต่กาแฟอะไรก็ไม่รู้ ที่ทั้งขื่นทั้งเหม็น เพื่อนของเขาเคยบอกว่าตู้น้ำกระป๋องหยอดเหรียญของญี่ปุ่น ล้วนแล้วแต่เป็ของดี แต่เขาไม่ได้เห็นด้วยกับความคิดนี้หลังจากหมดเงินไปหลายพันเยน เขาพบว่าหากมันเป็ยี่ห้อที่มีวางขายในร้านสะดวกซื้อส่วนใหญ่พอกินได้
แต่ถ้าเป็ยี่ห้อแปลกๆ ละก็อย่าได้ลองแต่ที่เขาเลือกที่จะหยอดเหรียญกดกาแฟจากตู้ เพราะส่วนใหญ่มันจะมีราคาอยู่ที่ร้อยห้าสิบเยนถึงสองร้อยเยน นี่เป็ราคาที่พอรับได้ ที่สำคัญมันเป็กาแฟกระป๋องอุ่นร้อน กลางอากาศหนาวขนาดนี้ลองได้จิบ คล้ายกับขึ้น์
เขาเคยถามวิศวกรชาวญี่ปุ่นที่สนิทกัน ได้รับคำตอบว่าแบรนด์ใหม่ส่วนใหญ่จะไม่วางขายในร้านสะดวกซื้อเพราะมีต้นทุนสูงแต่เลือกที่จะวางขายในตู้น้ำกระป๋องเพราะต้นทุนต่ำกว่าเดินออกจากตู้หยอดเหรียญข้างทางอย่างผิดหวัง ในที่สุดเขาเดินมาถึงหน้าโรงแรม JemstyInn พบกับกลุ่มนักศึกษาชาวไทย ที่ลงรถผิดป้ายยืนออกกันอยู่
พวกเขาเถียงกันไปมาว่าจะไปกินข้าวที่ไหนดี มีคนเสนอให้นั่งรถแท๊กซี่ย้อนกลับไป แน่นอน ย่านนี้เมื่อฟ้ามืดแล้วมันกลายเป็ย่านเปลี่ยวร้าง น่าสิ้นหวังมองไปจนสุดแนวสายตาจากหน้าโรงแรมทั้งทางซ้ายและทางขวาไม่มีร้านไหนเปิดอยู่แม้แต่ร้านเดียว ระหว่างเดินข้างทางมีป้ายบอกเวลาและอุณหภูมิ
ขณะนี้เวลา สิบเก้านาฬิกาตรง อุณหภูมิ ศูนย์องศา เซลเซียส!
ถนนก็เงียบราวกับป่าช้า ั้แ่เขาเดินออกจากสวนจนมาถึงหน้าโรงแรมมีรถผ่านไปเพียงหนึ่งคันเท่านั้น แต่คิดให้ดีก็ไม่แปลกหรอกนี่มันคือหน้าหนาวในต่างจังหวัดนะขนาดรถประจำทางยังหมดเมื่อเวลาสิบหกนาฬิกาสามสิบนาที
เมื่อเดินเข้าไปใกล้เขาพบว่า บรรยากาศตึงเครียดอย่างหนัก เห็นได้ชัดว่าทั้งสี่คนเหนื่อยและล้าอย่างที่สุดคงเป็เพราะลงรถเมล์ผิดป้าย และกว่าจะหาโรงแรมเจอก็คงยากลำบากหากปล่อยไปสถานการณ์คงแย่ลงไปกว่านี้ชายหนุ่มรู้ว่าต่อให้ยืนรออีกหนึ่งชั่วโมงพวกเขาก็ยังไม่ได้ไปไหน เพราะแถวนี้มันไม่มีแท๊กซี่!
“พวกคุณจะหาข้าวกินกันหรือ” ชายหนุ่มถามไปด้วยภาษาไทยชัดเปรียะ
ทั้งสี่คนทำหน้าใ หญิงสาวที่ดูอวบเล็กน้อย อุทานขึ้น
“คุณ... ฉันจำได้ว่าคุณมารถบัสคันเดียวกับพวกเรานี่นึกไม่ถึงว่าคุณก็เป็คนไทย”
ชายหนุ่มตัดบท อย่างเรียบง่าย “ผมรู้จักร้านอาหารที่ยังเปิดอยู่ร้านหนึ่งรสชาติพอถูไถ แต่หากจะกินต้องรีบ ไม่งั้นอาจต้องนั่งรอเพราะร้านเต็มเพราะแถวนี้มีเปิดอยู่ร้านเดียวเท่านั้น ยังดีที่ไม่ต้องจองล่วงหน้า”
“ไกลไหม” เสียงหวานๆจากนักศึกษาหญิงอีกคนถามอย่างรีบร้อนน ท่าทางจะหิวจัด
“ร้อยแปดสิบเมตรเท่านั้น เดินไปห้านาทีก็ถึง”
โดยไม่รอคำตอบ เขาเดินดุ่มๆ ผ่านหน้าโรงแรมในทันทีคนทั้งสี่ตามมาอย่างรีบร้อน หลังจากข้ามทางแยกและสะพานเล็กๆ ในที่สุดก็มาถึงร้าน TatsumiGarden ร้านที่ดูไม่ออกเลยว่านี่คือร้านอาหารผ้าสีน้ำเงินขนาดใหญ่ที่คลุมปิดทางเข้าร้าน ดูวังเวงและเย็นเยือกท่ามกลางแสงไฟนีออนสีเหลืองนวล้าเพียงดวงเดียวเป็ร้านอาหารที่ดูจากภายนอกไม่ออก แต่เมื่อเข้ามาในร้าน เป็ร้านขนาดกลางแบ่งออกเป็สองด้าน
ทันทีที่เลิกผ้าเดินเข้าไป ไอร้อนและควันบุหรี่ วูบออกมาปะทะใบหน้าหญิงสาวทั้งสองคนทำจมูกย่น ท่าทางจะเป็คุณหนูอนามัยไม่น้อย โซโลแนะนำให้นั่งด้านขวาซึ่งปรกติชาวต่างชาติจะไม่นั่ง เพราะมันเป็พื้นยก ต้องนั่งพับเพียบหรือขัดตะหมาดพร้อมอธิบายสั้นๆ ว่า
“ร้านอาหารในญี่ปุ่นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ อนุญาตให้สูบบุหรี่ในร้านได้นอกจากในห้างใหญ่ๆ เท่านั้นที่ร้านอาหารมาตรฐานพวก Inter Brand จะห้ามสูบบุหรี่ พวกคุณเลือกนั่งด้านขวาดีกว่า เพราะหน้าต่างมันเปิดได้สาวๆ ก็เปิดแง้มหน้าต่าง ก็พอนั่งได้ ต้องทนหนาวนิดหนึ่งแต่ดีกว่าหายใจไม่ออกส่วนอาหารเครื่องดื่ม ก็ตามรูปเลย”
ชายหนุ่มเลือกนั่งคนเดียวที่โต๊ะแรก แน่นอนว่าโต๊ะถัดไปเป็สี่สหายพวกเขายังรีรอที่จะเปิดหน้าต่าง แต่โซโลนอกจากสั่งอาหารแล้วยังถามยืนยันกับคนรับสั่งอาหาร ที่ท่าทางจะเป็เถ้าแก่เนี้ยเสียมากกว่าว่าจะขออนุญาตเปิดหน้าต่าง เสียงสั่งอาหารภาษาอังกฤษทำให้คนที่นั่งอยู่ในร้านเจ็ดแปดคน หันมามอง แต่พอโต๊ะของสี่สหายสั่งอาหารบ้างพวกเขาก็เลิกสนใจ
ไม่นานนักคนก็เข้ามาจนเต็มร้านแน่นอนเป็เพราะว่านี่เป็ร้านอาหารเดียวที่เปิดให้บริการในบริเวณนี้ลูกจ้างหญิงยกอาหารของโซโลมาวาง เป็อาหารชุด เนื้อย่างมีข้าวสวยร้อนๆเนื้อย่างหั่นเป็ชิ้นยาวๆ กำลังกิน ผักสลัดจานใหญ่ น้ำซุปมิโซหนึ่งถ้วยส่วนเครื่องดื่มเขาสั่งเหล้าสาเกร้อนมาดื่ม แน่นอนว่า สี่สหายไม่รีรอที่จะสั่งตามเพราะความหิวโหย นาทีนั้นพวกเขาไม่เื่มากแม้แต่น้อย
ระหว่างที่นั่งกินสาวๆ ก็บ่นเพื่อนชาย ว่านอกจากนำลงรถผิดป้ายแล้วยังเถลไถลจนรถเมล์ประจำทางหมดที่มาถึงโรงแรมเพราะทั้งหมดอาศัยรถของกรุปทัวร์คนไทยมาส่ง เนื่องจากไกด์ต้องมาเตรียมเื่ให้ลูกทัวร์วันพรุ่งนี้ที่ท่าเรือ นับว่าเป็โชคดีของพวกเขาแต่ที่ย่ำแย่กว่านั้นคือ โทรศัพท์ของพวกเขาใช้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็เครือข่ายหรือระบบอินเทอร์เน็ต พวกเขากินอย่างรวดเร็วยังไม่ถึงครึ่งจานก็สั่งอาหารเพิ่มกันแล้ว
ผ้าปิดประตูถูกเลิกขึ้น คนที่มาใหม่ทำให้โซโลที่ยกแก้วสาเกร้อนดื่มชะงักไปแวบหนึ่ง
ชายชาวตะวันตกร่างใหญ่บึกบึน สูงเกือบสองเมตร หน้าตาดุดันกรามเป็สันท่าทางเอาเื่ แม้อากาศข้างนอกจะหนาวระดับศูนย์องศาแต่บนตัวของเขาสวมใส่เสื้อผ้าสบายๆ ไม่มีเสื้อกันหนาวหนาเตอะอย่างชายหนุ่มแต่นี้ไม่ใช่เื่น่าแปลกใจ สำหรับคนที่อยู่ในซีกโลกเหนืออากาศระดับนี้บางคนเรียกว่าอุ่นด้วยซ้ำ แต่ที่โซโลชะงักก็เพราะว่าเขารู้จักชายคนนี้
“โรเบิร์ต...”
ตอนนี้แม้แต่หนึ่งในสี่สหายก็สะกิดให้ดูฝรั่งคนนี้ เหตุการณ์บนรถไม่มีทางที่พวกเขาจะลืมได้โดยง่าย เถ้าแก่เนี้ยปราดเข้ามาพูดภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นว่า
“ฟูล ๆ เวด ๆ ๆ”
จากนั้นก็กระวีกระวาดรีบไปยกเก้าอี้มาให้เขาที่ทางเข้า โซโลหันมามองในร้านพบว่าเต็มจริงๆ ทั้งร้านล้วนนั่งแน่นไปด้วยคน โต๊ะที่ว่างที่สุดก็คือตัวที่เขานั่งเพราะที่จริงโต๊ะนี้สำหรับสี่ที่ เขาเองก็ไม่ได้เ้าคิดเ้าแค้นอีกฝ่ายสักเท่าไหร่ทุกอย่างจบไปแล้ว ด้วยนิสัยโอบอ้อมอารีของชาติพันธุ์ ตัดใจพูดภาษาอังกฤษออกไป
“Hi Robert,You can chair table with me”
โรเบิร์ต ชะงักไปวูบ แต่ก็ถอดรองเท้าเข้ามานั่งฝั่งตรงข้ามในทันทีหันมาเห็นเถ้าแก่เนี้ยยังยืนอยู่ เขาก็สั่งเบียร์ยี่ห้อดังของญี่ปุ่นสามขวดรวดเถ้าแก่เนี้ยส่ายหัว พยายามตอบกลับมาว่าหมด โรเบิร์ตจนแต้มหันมาเห็นขวดเหล้าสาเกของชายหนุ่ม บนโต๊ะ ก็สั่งรวดเดียวสามขวดจากนั้นรับเมนูจากเถ้าแก่เนี้ยมาดู ชี้โครมไปที่อาหารชุดเนื้อ อย่างเดียวกัยที่ชายหนุ่มกำลังกิน
ที่จริงหากเป็ก่อนหน้านี้สองวัน โรเบิร์ตไม่มีทางญาติดีกับชายหนุ่มนักคอมพิวเตอร์ที่เตะเขาจนสลบ แต่หลังจากได้รับข้อมูลจากสุดยอดแฮกเกอร์เพื่อนสนิท และได้เห็นวิดีโอการต่อสู้ทั้งหมดของชายหนุ่มในญี่ปุ่นเขาก็สงบจิตใจลง โดยเฉพาะเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วเขาอยู่ในสถานีตำรวจฮาโกเนะ
ตำรวจพบะเิแล้วตาม ข้อมูลที่ได้จากด้ามไปป์และลำเลียงไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย และภารกิจนอกกำหนดการที่ได้รับมอบหมายสิ้นสุดลงแต่ผู้กองโยชิดะ้าตอกย้ำและให้เขารู้ว่าชายหนุ่มที่เขาคิดว่าพลาดท่าเพราะประมาทนั้น ที่จริงไม่ใช่
ผู้กองเปิดวิดีโอทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ของนักคอมพิวเตอร์คนนี้ให้เขาดู ไม่ว่าการป้องกันตัวด้วยเข็มขัดการป้องกันตัววางราบโจรสี่คนด้วยไม้กวาดแข็ง การใช้บะหมี่สำเร็จรูปจู่โจมศัตรูล้วนเป็การใช้สภาพแวดล้อมในการต่อสู้ เป็ศาสตร์การเอาตัวรอดชั้นสูงของสายลับที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม
แต่นั่นยังไม่อาจยืนยันความสามารถในการต่อสู้ได้ชัดเจนจนกระทั่งชายหนุ่มล้มสองโจรได้ในสวน ภายในเวลาไม่ถึงสิบวินาทีด้วยซ้ำ
ลูกเตะและการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องจู่โจมเข้าจุดสำคัญในจังหวะที่ศัตรูไม่อาจต้านรับ ต่อให้เป็ตัวเขาลงมือเองการต่อสู้ไม่มีทางจบอย่างรวดเร็วและเรียบง่ายขนาดนั้น
ที่จริงโรเบิร์ตยอมรับฝ่ายตรงข้ามแล้วเมื่อเพื่อนแฮกเกอร์เริ่มทยอยส่งประวัติอันของเป้าหมายมาให้เขาั้แ่เมื่อคืนก่อน เย็นวันนี้เขาเพิ่งอ่านเมล์เพียงแค่ข้อมูลเื่แรก เขาก็ยอมรับและเข้าใจในทันทีว่าเหตใดถึงถูกอีกฝ่ายวางราบในพริบตา
เอกสารสิบสามชุด แค่ชุดแรกจำนวนเกือบสามสิบหน้าที่สหายสุดยอดแฮกเกอร์ส่งมาให้เขานั้น ส่วนใหญ่เป็เอกสารลับทั้งสิ้นบอกให้รู้ว่าเป้าหมายไม่ใช่ประชาชนคนธรรมดา เอกสารชุดแรกไม่ได้มาจากประเทศไทยแต่มาจากกองวิจัยเทคโนโลยีทหารของสหรัฐอเมริกาเองแฟ้มรูปถ่ายไมโครฟิล์มที่เก่าคร่ำคร่า
“โครงการสร้าง ซูเปอร์โซลเยอร์”
นี่เป็โครงการที่เริ่มมาั้แ่ห้าสิบปีก่อน มีการทดลองสร้างหลักสูตรเพื่อฝึกฝนคนให้เป็หน่วยรบเหนืุ์ ผลจากโครงการจะถูกนำไปปรับปรุงหลักสูตรการฝึกของหน่วยทหารชั้นยอดต่อไป โครงการนี้ถูกปิดไปแล้วเพราะได้ข้อสรุปเป็หลักสูตรซีลในปัจจุบัน
การทดลองนี้ เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกเท่าที่มีพันธมิตรของทหารอเมริกันอยู่ รายละเอียดของหลักสูตรที่เป้าหมายทดสอบผ่านทำให้โรเบิร์ตตาโตเท่าไข่ห่าน เพราะมันโหดกว่าหลักสูตรของหน่วยซีลในปัจจุบันหลายเท่าและในเวลานั้นมีเพียงกลุ่มทดลองเดียวจากสิบกลุ่ม ที่ผ่านการทดสอบหลังจากนั้นมีการนำการฝึกหลายอย่างออกไปเกินครึ่ง เพราะอันตรายต่อร่างกายและจิตใจเกินไป
วัตถุประสงค์หลักของการทดลองฝึกในประเทศไทยในครั้งนั้น คือการฝึกนักรบที่มีพลังจิตเหนืุ์ภายใต้ข้อสมมุติฐานที่ว่า สภาวะบีบคั้นทางร่างกายส่งผลน้อยกว่าสภาวะบีบคั้นทางจิตใจ หากควบคุมจิตใจได้คนที่ได้รับการฝึกจะกลายเป็ซูเปอร์โซลเยอร์เนื่องจากเงื่อนไขในการฝึกไม่สามารถใช้คนที่มีสามัญสำนึกแบบคนทั่วไปได้เพราะอาจบีบคั้นเกินไป พวกเขาจึงปรับกลุ่มเป้าหมายในโครงการด้วยความคิดแหวกแนวโดยรับสมัครผู้เยาว์ที่มีอายุน้อยแทน หลักสูตรนี้มีชื่อว่า
“หลักสูตรมินิแลงเยอร์”