วิชายันต์ดัดแปลง ยันต์สงบนิ่ง
อูหลินเฟิงได้สร้างยันต์ของตนเองขึ้นรอบๆ มีดสั้นประมาณห้าใบ จากนั้นก็ใช้พลังิญญาของตนชักนำให้พลังิญญาของยันต์ทั้งห้าเชื่อมต่อกัน
“สำเร็จ” คลื่นพลังิญญาของมีดค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป จากกระแสพลังอันบ้าคลั่ง ค่อยๆเปลี่ยนเป็พลังที่ส่งความสงบออกมา
ณ อีกด้านหนึ่ง ราว ๆ สิบนาทีก่อน
สี่จอมยุทธ์ได้เริ่มต่อสู้กับวิหคมรณะ เพราะว่ามีเพียงชนชั้นจอมยุทธ์ระดับเจ็ดขึ้นไปเท่านั้นที่จะสามารถเหาะบนอากาศได้ หน้าที่ในการรับมือวิหคมรณะจึงกลายเป็ของสี่จอมยุทธ์จากสองตระกูล
ปราณปฐี กายยักษาศิลากระบวนท่าที่หนึ่ง แปลงกายั์ศิลา
ตระกูลลี่ ตระกูลฝึกยุทธ์ผู้ใช้ปราณปฐีและเพลงหมัด รูปแบบการต่อสู้คือการสร้างร่างของั์หินขึ้นมา โดยที่ร่างของผู้ใช้จะอยู่ภายในร่างของั์ศิลา สามารถเป็ทั้งโล่อันแข็งแกร่งและยังสามารถใช้หมัดั์โจมตีอย่างหนักหน่วงได้ สองจอมยุทธ์ตระกูลลี่กลายร่างเป็ั์ศิลาพยายามพุ่งเข้าหาวิหคมรณะ แต่ว่าวิหคมรณะก็สามารถหลบได้ทุกหมัดของั์ศิลาทั้งสอง ถึงระดับลมปราณจะต่ำกว่า แต่ว่าความเร็วบนฟากฟ้าของมันกลับเหนือกว่าสองจอมยุทธ์ตระกูลลี่
ปราณปฐี กายยักษาศิลากระบวนท่าที่สอง หอกปฐี
หอกปฐีหลายเล่มพุ่งออกจากร่างของสองั์ศิลาพุ่งเข้าหาวิหคมรณะ แต่ว่าวิหคมรณะก็ยังสามารถหลบได้อยู่ดี
กรี๊ซซ!!!
เสียงร้องของวิหคมรณะดังขึ้นราวกับ้าเยาะเย้ยการโจมตีที่พลาดไป
“หน่อย...ไอ้เ้านกเวรนี่!!!” ลี่หยางหรือผู้าุโใหญ่ตระกูลลี่กล่าวด้วยความโมโห แม้พลังของตนจะสามารถป้องกันพลังของวิหคมรณะได้ แต่ก็เชื่องช้าเกินไป กลายเป็ทั้งสองฝ่ายไม่อาจทำอะไรกันและกันได้
ปราณกระบี่อัสนีม่วงกระบวนท่าที่หก ห่าฝนกระบี่อัสนี
อูเทียนเหวินหรือผู้าุโใหญ่แห่งตระกูลอู เร่งพลังปราณอัสนีรวมกับเพลงกระบี่ส่งกระบี่สายฟ้าหลายเล่มพุ่งตรงเข้าหาวิหคมรณะด้วยความเร็วสูงราวกับฝนกระบี่ แต่วิหคมรณะกลับสามารถหลบกระบี่อัสนีได้ทุกเล่มที่พุ่งเข้ามา ขนาดเป็ความเร็วของผู้ใช้ปราณอัสนี ยังยากที่จะตามความเร็วของวิหคมรณะได้ทัน
“ไอ้นกตัวนี้...มันรวดเร็วชะมัด แถมปราณมรณะก็ยุ่งยากจริง” ลี่หยางสบถออกมากระหว่างต่อสู้
ขณะที่วิหคมรณะกำลังหลบการโจมตีจากอูเทียนเหวินและลี่หยาง กลับมีสายฟ้าสีม่วงพุ่งเข้าหาวิหคมรณะด้วยความเร็วที่สูงกว่า ความเร็วของอัสนีสายนี้เร็วยิ่งกว่าความเร็วของอูเทียนเหวินหรือวิหคมรณะ
ปราณกระบี่อัสนีม่วง กระบวนท่าที่ห้า ผ่าอัสนี
อูไต้หรงที่รอให้วิหคมรณะใช้สมาธิไปกับการหลบหลีกการโจมตีของสามผู้าุโ ได้ลอบโจมตีทันทีที่เห็นโอกาส รังสีกระบี่อัสนีม่วงตรงเข้าหาวิหคมรณะอย่างเร็วจนมันไม่อาจหลบได้ทัน
ตูม!! เสียงะเิจากการปะทะลมปราณอย่างหนักหน่วง
“สำเร็จไหม” อูเทียนเหวินถาม หลังจากที่เห็นการโจมตีจองอูไต้หรงเข้าเป้าอย่างจัง แต่ว่าควันที่ค่อยๆ จางหายทำให้เห็นวิหคมรณะที่ห่อหุ้มตัวเองด้วยลมปราณมรณะ ควันสีดำปรากฏรอบตัวของวิหคมรณะอย่างหนาแน่น ความสามารถแห่งปราณมรณะสามารถกลืนกินและกัดกร่อนลมปราณได้ มันจึงสามารถป้องกันการลอบสังหารได้
“กรร!!!! กริซ!!!!” เสียงของวิหคมรณะคำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราดยิ่งกว่าเดิม พร้อมสะบัดปีกไปมาอย่างรุนแรง ส่งการโจมตีด้วยขนนกที่แฝงด้วยปราณมรณะ อย่างต่อเนื่องไปทุกทิศทาง นกขนสีดำแต่ละอันคมราวกับมีด ทั้งยังแฝงไว้ด้วยปราณสุดอันตรายอย่างปราณมรณะ หากโดนเข้าไปมีหวังแต่ละคนาเ็สาหัสแน่
ปราณปฐี กายยักษาศิลากระบวนท่าที่สาม กายคงกระพัน
ลี่จิงเทียนและลี่หยางใช้ร่างกายของั์ศิลาป้องกันขนนกทั้งหมด โดยที่อูเทียนเหวินหลบหลังของั์ศิลา
ก้าวย่างอัสนีม่วง ย่นระยะพันลี้
อูไต้หรงอยู่ห่างจนไม่อาจหลบหลังั์ศิลาได้ จึงใช้ความเร็วของตนหลบขนนกทุกอันที่เข้ามา ด้วยความเร็วเหนือกว่า ไม่มีขนนกอันไหนสามารถทำอันตรายอูไต้หรงได้
“น้องไต้หรง เหมือนว่าเ้าจะทำให้มันคลุ้มคลั่งมากกว่าเดิมอีกนะ” ลี่จิงเทียนกล่าวออกมา เพราะการะเิพลังนี้รุนแรงมาก จนเขาเกือบจะป้องกันไม่อยู่ หากว่าไม่ได้ประสานพลังของสองจอมยุทธ์ธาตุปฐี การโจมตีเมื่อครู่ย่อมเพียงพอให้เขาาเ็สาหัสแล้ว
“เดี๋ยวก่อนท่านประมุข!!! ดูให้ดี ที่กลางอกของวิหคมรณะ” ลี่หยางกล่าว เขาสังเกตเห็นบางอย่างที่ร่างของวิหคมรณะ เมื่อได้ยินแบบนั้นลี่จิงเทียนก็สังเกตเห็นเืที่ไหลออกมาจากกลางอกของวิหคมรณะ ถึงจะไม่ใช่าแสาหัส แต่ก็สามารถทำให้วิหคมรณะาเ็ได้แล้ว
“แล้วจะทำอย่างไรต่อ ใช้การหลอกล่อแบบเดิมอาจไม่ได้ผลแล้ว ดูจากการต่อสู้ที่ผ่านมา เ้านี่มีสติปัญญามากนัก” ลี่จิงเทียนกล่าวออกมาอีกครั้ง พอได้ต่อสู้กันจึงรับรู้ว่า ฉายาาาแห่งป่าเมฆฝนนั้นไม่มีไว้แค่ประดับ นอกจากปราณมรณะแสนน่ากลัวนั้น ยังมีสติปัญญาของวิหคมรณะที่ทำให้การต่อสู้นั้นไม่ง่าย
แต่ตอนนั้นเองลมปราณที่กำลังเพิ่มขึ้นของวิหคมรณะกลับลดลงอย่างแปลกประหลาด
“มัน้าจะทำอะไร??” อูเทียนเหวินตั้งข้อสงสัย เมื่ออยู่ ๆ ศัตรูตรงหน้าก็ลดระดับลมปราณลง
เพียงไม่นานหลังจากนั้นก็มีสัญญาณส่งมาถึงหยกสื่อสารของทั้งสี่คน
“รายงาน ตอนนี่สัตว์อสูรที่คลุ้มคลั่ง อยู่ๆ ก็สงบลงแล้วขอรับ” เสียงรายงานที่คล้ายคลึงกันได้รายงานสถานการณ์โดยรอบของป่าเมฆฝน
“เกิดอะไรขึ้นอีกละทีนี้ สัตว์อสูรที่คลุ้มคลั่งก็สงบลง เ้าวิหคมรณะนั่นก็ด้วยอย่างนั้นหรือ” อูเทียนเหวินกล่าวด้วยความงุนงง
ถึงจะเห็นว่าวิหคมรณะหยุดการโจมตีแล้ว แต่ทั้งสี่ก็ยังไม่ลดพลังของตัวเองลง วิหคมรณะเองทำเพียงจ้องมองไปยังคนทั้งสี่ และมองไปยังหน้าอกที่าเ็ของตนเอง จากนั้นก็บินหนีกลับไปยังใจกลางของป่าเมฆฝน
“อะไรกัน???...หนีไปง่ายๆ เลย” ลี่หยางกล่าว มองไปยังวิหคมรณะที่บินจากไปโดยไม่ทำอะไร เพราะว่ายิ่งสู้ต่อไปก็มีสิทธิ์ที่ฝ่ายของเขาจะาเ็เช่นเดียวกัน
“เ้านั่นพอได้สติขึ้นมา คงรับรู้ว่าถ้าสู้ต่อไปอาจมีอันตรายถึงชีวิต เลยเลือกที่จะหนีมากกว่า” อูไต้หรงวิเคราะห์
“กลับไปที่ตระกูลกันก่อน ข้าได้รับรายงานจากอูซวนว่าได้เจอสาเหตุการคลุ้มคลั่งของสัตว์อสูรที่ใจกลางป่าเมฆฝน และสามารถแก้ไขได้แล้ว จะไปรายงานผลที่ประชุมตระกูล” อูไต้หรงอธิบายต่อ
“อูซวน???...ได้รับมอบหมายให้ป้องกันเขตรอบนอกของป่าไม่ใช่หรือ ทำไมถึงไปอยู่ที่ใจกลางป่าได้” อูเทียนเหวินถาม
“ไว้รอไปถึงที่ประชุมคงได้รู้กัน พี่จิงเทียน ผู้าุโลี่หยาง ได้โปรดไปที่ตระกูลข้าเพื่อหารือพร้อมกัน” อูไต้หรงกล่าว
“ได้ ข้าเองก็อยากรู้สาเหตุเหมือนกัน” ลี่จิงเทียนกล่าว เขาสงสัยอย่างมาก เหตุใดอยู่ๆ สัตว์อสูรในป่าก็เกิดจากคลุ้มคลั่งก่อนจะหายเป็ปกติ นี่มันเื่อะไรกันแน่