จะให้หยวนเหล่าซื่อไปรักษากับหมอในอำเภอหรือในเมืองล้วนเป็นไปไม่ได้บ้านใหญ่สกุลหยวนไม่ได้มีเงินเพียงพอ เสียวเป่ายังต้องเรียนหนังสือสินเดิมของเจ้าใหญ่ก็ต้องตระเตรียม ผู้เฒ่าหยวนจึงขอให้หมอในหมู่บ้านมารักษาและจัดยาให้เขา
หลังจากที่หมอกลับไปแล้ว ผู้เฒ่าหยวนเอ่ยกับหยวนเหล่าซื่ออย่างจนปัญญา“เจ้าสี่ ฐานะทางบ้านเป็นอย่างไรเจ้าเองก็น่าจะทราบดี พวกเราไม่ได้มีเงินมากมายเพียงนั้นและถึงแม้จะพาเจ้าไปรักษาในเมืองก็ไม่แน่ว่าจะรักษาอาการที่ขาให้หายดีได้ หากทำเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับเอาเงินไปทิ้งขาของเจ้าแค่พิการ ต่อไปไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถทำงานได้ จงวางใจเถิดเจ้าดีขึ้นเมื่อใดข้าจะหาภรรยาใหม่ให้สักคน จะหาให้ดีกว่าหลี่ซื่อแน่นอน”
แม้ยามอยู่กับหลี่ซื่อ หยวนเหล่าซื่อจะดูเป็นบุรุษร้ายกาจทว่ายามอยู่ต่อหน้าบิดามารดา เขากลับไม่กล้าหือแต่อย่างใด ถึงกระนั้นภายในใจก็พยายามคิดหาวิธีเข้าไปในเมืองเพื่อจะรักษาขาเพียงแต่ไม่กล้าพูดออกมาเท่านั้น
“เจ้าอยู่ตัวคนเดียวคงทำอะไรไม่สะดวกนัก หลายวันนี้ข้าจะให้ต้าเป่ามาคอยดูแลตอนกลางคืนเจ้าจะได้ไม่ตกจากเตียงลงมาอีก เจ้านี่ก็นะต้องการอะไรเหตุใดถึงไม่ตะโกนเรียกเล่า”
“ข้าตะโกนแล้ว” หยวนเหล่าซื่อกล่าวด้วยสีหน้าไม่ได้รับความเป็นธรรมเขาตะโกนเสียงดังถึงเพียงนั้น แต่คนในบ้านกลับไม่มีใครได้ยินเลยแม้แต่คนเดียวสุดท้ายเป็นเพราะทั้งหนาวและปวดแผลเขาจึงได้สลบไป
ผู้เฒ่าหยวนได้ยินประโยคนี้แล้วทำตัวไม่ถูกด้วยเพราะรู้ดีอยู่แก่ใจ จึงตะโกนเรียกต้าเป่าให้เข้ามาในห้องก่อนจะกำชับน้ำเสียงเข้มงวดว่าให้ดูแลท่านอาสี่ให้ดี
เมื่อมีต้าเป่าคอยดูแลหลายวันที่ผ่านมาชีวิตของหยวนเหล่าซื่อจึงดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้นอย่างไรเสียต้าเป่าก็ยังเป็นเด็กยังทำอะไรไม่ค่อยเป็น เมื่อเทียบกับหลี่ซื่อแล้วนับว่ายังห่างไกลกันนักอีกทั้งตกเย็นยามนอนหลับก็มักจะนอนดิ้นจนเตะมาถูกขาข้างที่บาดเจ็บ ไหนจะแย่งผ้าห่มไปทุกคืนจนทำให้หยวนเหล่าซื่อนอนหลับไม่สนิท ด้วยเหตุนี้เพียงแค่ไม่กี่วันต่อมาหยวนเหล่าซื่อก็ผ่ายผอมลงไปมากผิดกับหลี่ซื่อที่มีจ้าวซื่อคอยดูแลอย่างดี อาการของนางจึงฟื้นตัวดีวันดีคืนแม้แต่สีหน้าก็ยังดูดีกว่ายามอยู่บ้านใหญ่สกุลหยวนมากนัก
ครั้นเลยวันที่ห้าหลังปีใหม่ หยวนต้าเป่าออกจากบ้านไปทำงานเช่นเดิม จึงไม่มีใครคอยดูแลหยวนเหล่าซื่อเมื่อไม่มีคนคอยดูแลสุขภาพของเขาก็ยิ่งทรุดโทรมลง ดูไม่ดีเท่าหยวนเหล่าซานทั้งที่อายุน้อยกว่าด้วยซ้ำ หากแต่เวลานี้กลับดูแก่กว่าถึงสี่ห้าปีด้วยกันยิ่งทุกวันเขามองเห็นจางซื่อคอยดูแลหยวนเหล่าซานอย่างประคบประหงมเอาใจใส่ไม่ปริปากบ่นก็ยิ่งทำให้นึกถึงหลี่ซื่อเป็นอย่างมาก เขารู้สึกโกรธนางยิ่งที่วันนั้นไม่รู้ความไฉนถึงไม่ยอมอดทนเพื่อหน้าตาของบ้านใหญ่สกุลหยวน หากวันนั้นหลี่ซื่อยอมอดกลั้นเหมือนอย่างทุกครั้งที่ผ่านมาท่านพ่อท่านแม่ก็คงไม่ปลดนาง
วันที่หกหลังปีใหม่ จ้าวจินจู้ขับรถเทียมล่อพาบิดามารดามาที่สกุลหยวนผู้เฒ่าจ้าวและจ้าวไท่ไท่มีรูปร่างผอมแห้ง ที่หลังสะพายตะกร้ามาหนึ่งใบ
จ้าวจินจู้จอดรถเทียมล่อเสร็จ แล้วใช้ไม้คานสอดเข้าไปในตะกร้าสองใบซึ่งใส่ของเอาไว้จนเต็มจากนั้นแบกลงมาจากรถ
“ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านมาได้อย่างไร” จ้าวซื่อเดินออกมาจากในห้องครัวตรงเข้าไปแย่งตะกร้าที่มารดาสะพายอยู่ที่หลังมาสะพายเอาไว้เอง
จ้าวไท่ไท่ตัวไม่สูงนัก เมื่อต้องแบกตะกร้าใหญ่หลังจึงถูกกดทับจนโค้งงอ
“วันที่สองของปีใหม่เจ้าไม่ได้กลับไป ข้ากับพ่อของเจ้าเลยหาเวลามาเยี่ยมแทนเป็นเพราะพวกเจ้า ปีนี้จ้าวจินจู้เลยหาเงินได้ไม่น้อย ฐานะของพวกเราจึงดีขึ้นมากก่อนปีใหม่ข้าเลยให้จ้าวจินจู้ดูซื้อของมามากหน่อย วันก่อนพี่สาวทั้งสองคนของเจ้ากลับมาและเอาส่วนของพวกนางไปแล้ววันนี้ข้าเลยนำส่วนของเจ้ามามอบให้ ว่าแต่แล้วเจินเจินกับลูกเขยเล่า”จ้าวไท่ไท่มองซ้ายแลขวา ทว่าไม่เห็นแม้แต่เงาของหลานสาว
“ทั้งคู่ไปบ้านสกุลกู้ตั้งแต่เช้าแล้วทั้งสองคนต้องไปเรียนหนังสือกับกู้อวี้” จ้าวซื่อยิ้มตอบ
“ดีๆ” จ้าวไท่ไท่ฟังแล้วกล่าวคำว่าดีไม่หยุด สายตาที่มองบุตรสาวเต็มไปด้วยความชื่นชมคิดไม่ถึงว่าบุตรสาวของนางจะมีวันนี้ ก่อนหน้านี้ยามที่ได้ยินว่าบ้านรองถูกให้แยกบ้านออกมาและถูกขับไล่จากสกุลนางกับสามีทั้งกังวลและเป็นห่วง
“พี่สาม ของเหล่านี้จะให้วางไว้ที่ใด”จ้าวจินจู้กับผู้เฒ่าจ้าวที่กำลังช่วยกันขนของลงจากรถเทียมล่อเอ่ยถาม
“อาหารแห้งเอาไว้ในห้องครัว ในนั้นมีไหหลายใบสำหรับใส่พวกอาหารแห้ง ผักก็วางไว้ที่นั่นด้วยเช่นกันเอาวางไว้ก่อนประเดี๋ยวข้าไปเก็บเอง”
“มีส่วนที่จะให้บ้านฉินเจียด้วย เป็นของที่เราปลูกเองทั้งสิ้น มิได้มีค่าอันใดมาก”ผู้เฒ่าจ้าวกล่าวคำ
“ข้าทราบแล้ว ท่านพ่อท่านแม่ดื่มน้ำก่อนเถิด พักสักครู่พวกเราค่อยไปบ้านสกุลกู้กัน”จ้าวซื่อพาบิดามารดาเข้าไปพักผ่อนในห้องโถงก่อนจะยกน้ำชามาให้ดื่ม
“นี่ก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว พวกเรากินมื้อเที่ยงก่อนแล้วค่อยไปหาไม่แล้วจะดูเหมือนไปขอข้าวเที่ยงเขากิน” จ้าวไท่ไท่เอ่ยคำ
จ้าวซื่อกลับเอ่ยว่า “ไม่เห็นเป็นอันใดเลย สกุลกู้ใจกว้างพวกเขาไม่ว่าอะไรหรอก”
“เขาใจกว้างคือเรื่องของพวกเขา แม้พวกเรายากจนแต่จะไม่รู้มารยาทไม่ได้”ผู้เฒ่าจ้าวเอ่ยออกมาทันควัน
“ท่านพ่อ ยามนี้พวกเรามิได้จนแล้ว” จ้าวจินจู้เตือนเสียงค่อย
ผู้เฒ่าจ้าวมีสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาทันใด“ใช่ว่าเจ้าจะสามารถหาเงินได้มากมายเช่นนี้ทุกปี เป็นคนไม่มีความสามารถไม่มีความรู้เพียงพอจะช้าหรือเร็วเงินที่หามาได้ก็ต้องหมดไป เกิดเป็นคนจะลืมกำพืดของตนไม่ได้ และพอมีเงินมีฐานะขึ้นมาเล็กน้อยก็ไม่ควรโอ้อวดเจ้าดูพี่สามของเจ้า แม้ฐานะดีขึ้นก็ยังอาศัยอยู่ในบ้านที่สร้างจากอิฐโคลนเลย”
จ้าวจินจู้ก้มหน้ารับการสั่งสอนจากบิดา เป็นจ้าวซื่อที่ตัดบท “เอาละพวกเรากินข้าวที่บ้านก่อนก็ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปทำอาหาร จินจู้เจ้าไปตามกับพี่เขยกับเจินเจิน…”
“ไม่ต้อง ทำเช่นนั้นจะทำให้การเรียนของทั้งคู่ล่าช้าได้”จ้าวไท่ไท่รีบกล่าวห้าม
ผู้เฒ่าจ้าวพยักหน้าเห็นด้วย ในสายตาของพวกเขาการเรียนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
จ้าวไท่ไท่นั่งพักสักครู่ก็ไปช่วยจ้าวซื่อทำอาหารในห้องครัวเห็นบุตรสาวมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าก่อน ในใจก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
เมื่อปีนั้นที่บ้านลำบากมาก หาไม่แล้วนางคงไม่ยินยอมให้บุตรสาวคนที่สามแต่งให้บุตรคนรองของสกุลหยวนผู้ซึ่งขึ้นชื่อว่าไม่เอาไหน หลายปีที่ผ่านมานางรู้สึกผิดมาโดยตลอดแต่ใครจะคิดว่าบุตรสาวที่แต่งให้สามีที่แย่ที่สุดกลับมีชีวิตที่ดีที่สุด
“ท่านแม่ พี่ใหญ่กับพี่รองสบายดีหรือไม่” จ้าวซื่อเอ่ยถามขณะหั่นผัก
“พวกนางสบายดี” จ้าวไท่ไท่กล่าวตอบก่อนจะถามต่อ “อากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้วพวกเจ้าวางแผนว่าจะกลับไปวิ่งรถเทียมล่อเมื่อใด”
“คิดไว้ว่าวันที่สิบห้า วันนั้นจะมีงานเทศกาลโคมไฟต้องมีคนมากมายอยากเข้าไปเที่ยวในอำเภอเป็นแน่” จ้าวซื่อตอบ“ก่อนหน้านี้ท่านพี่ยังจะให้คนฝากคำพูดไปบอกจ้าวจินจู้อยู่เลยว่าให้มาที่บ้านสักเที่ยวท่านพี่ต้องการให้ไปซื้อของที่มีความแปลกใหม่ จะได้นำไปขายในวันนั้น”
“ความคิดของลูกเขยไม่เลวทีเดียว ไม่ว่ามีอะไรลูกเขยก็คิดถึงจินจู้เสมอ”จ้าวไท่ไท่กล่าวก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “วันที่สองของปีใหม่เจ้าไม่ได้กลับบ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ”
จ้าวซื่อเล่าเรื่องบ้านใหญ่สกุลหยวนให้มารดาฟังรวมถึงเรื่องที่หลี่ซื่อกระโดดแม่น้ำฆ่าตัวตาย แล้วได้เจินเจินลงไปช่วยชีวิตไว้ได้
“ไอ้หยา แล้วเจินเจินเป็นอะไรหรือไม่ น้ำในแม่น้ำหนาวเย็นถึงเพียงนั้นนางกระโดดลงไปได้อย่างไร เจ้าได้อบรมบุตรสาวหรือไม่ว่าต่อไปห้ามทำเช่นนี้อีก” ได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นจ้าวไท่ไท่มีสีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัด
“นางไม่ได้เป็นอันใด หลานสาวของท่านแข็งแรงมาก ไม่แม้แต่จะไอหรือจามกลับเป็นหลี่ซื่อที่ไข้ขึ้นสูง เจินเจินยังจิตใจดี บอกว่ารอให้หลี่ซื่อหายเมื่อใดจะให้ไปทำงานที่บ้านสกุลกู้”
จ้าวไท่ไท่เอามือลูบอกอย่างโล่งใจ “เช่นนั้นก็ดีความจริงที่ข้ามาหาเจ้าเพราะมีเรื่อง…”